ค้นหา

การระบาดไวรัสโควิด-19 บอกว่าเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

1.ปฐมบท

หลังเวลาผ่านไปใกล้ 2 ปี การระบาดของไวรัสโควิด-19ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติในเร็ววัน  ตรงข้าม มันดูจะขยายวงออกไป 

นอกจากจะขยายวงออกไปแล้ว การระบาดของโควิด-19 ยังย้อนกลับมาไล่ล่าในพื้นที่ซึ่งคิดกันว่าการระบาดของมันใกล้ยุติแล้ว  ย้อนไปในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเมื่อจำนวนผู้ป่วยและตายจากไวรัสตัวนี้ยังอยู่ที่ราว 15 ล้านคนและ 1 ล้านคนตามลำดับ           

นักคิดชั้นแนวหน้า คนได้วิเคราะห์การระบาดของมันและสรุปว่า มันจะมีผลกระทบร้ายแรงสูงถึงกับทำให้โลกเปลี่ยนไปจนไม่มีโอกาสหวนกลับมาเป็นปกติดังเดิมอีก  ส่วนโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรขึ้นอยู่กับพฤติกรรมตอบสนองของชาวโลกเป็นสำคัญ  โลกอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่า หรือร้ายกว่าที่เป็นมาแล้วก็ได้  ไวรัสโควิด-19 จึงเป็นเสมือนตัวสร้างทางสองแพร่งให้ชาวโลกเลือก 

นักคิดคนแรกได้แก่ “คลอส ชวับ” ผู้ก่อตั้ง “เวทีเศรษฐกิจโลก” (World Economic Forum) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามิใช่เป็นเวทีสำหรับปันประสบการณ์และถกเถียงกันทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากรวมด้านอื่นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอีกด้วย  เขาเป็นผู้นำด้านการวิเคราะห์การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 

อีกคนหนึ่งได้แก่ “เธียรี มอลล์เรต์” ผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของเวทีดังกล่าวและการวิเคราะห์วิวัฒนาการด้านต่าง ๆ สำหรับผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก  เขาทั้งสองเสนอมุมมองอันน่าสนใจไว้ในหนังสือชื่อ Covid-19: The Great Reset 

นอกจากบทนำและบทสรุปแล้ว หนังสือเล่มกระทัดรัดขนาด 200 หน้าเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 บทจากบทที่ยาวที่สุดไปถึงสั้นที่สุด  บทแรกพูดถึงโควิด-19 กับผลกระทบและข้อคิดในระดับที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามหภาค  บทที่ 2 พูดถึงระดับจุลภาค และบทสุดท้ายพูดถึงระดับบุคคล  ขอนำเนื้อหาของทั้ง 3 บทมาคัดย่อสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาอ่านและไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ 

บทแรกแยกออกเป็น ส่วน เริ่มด้วยการวางกรอบ หรือปูฐานของการวิเคราะห์ซึ่งมองโลกในขณะนี้ว่ามี 3 สภาวะด้วยกัน นั่นคือ 

  • สภาวะแรก ได้แก่ ความเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายซึ่งทั้งกว้างขึ้นและกระชับขึ้น  สภาวะนี้เป็นผลของเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงขึ้น  ความเชื่อมโยงกันนี้มีผลทำให้สิ่งต่าง ๆ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้นด้วย  

ฉะนั้น คำพูดที่ว่าเราชาวโลกอยู่บนเรือลำเดียวกันมิใช่การอุปมาอุปไมยอีกต่อไปแล้ว หากเป็นความจริง  เมื่ออะไรเกิดขึ้น ผลของมันจะกระจายออกไปตามปฏิกิริยาลูกโซ่ที่แทบไม่มีอะไรสามารถกั้นขวางได้ 

การแพร่กระจายของโควิด-19 เป็นตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นสด ๆ  ปัญหาที่เกิดตามมาแก้ได้ยากมาก เนื่องจากชาวโลกยังมักมองปัญหาแบบแยกส่วนทั้งที่มันแยกกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแยกเศรษฐกิจกับสังคม หรือการปิดประเทศมิให้อะไรผ่านโดยการกั้นพรมแดน  

  • สภาวะที่สอง เป็นด้านความเร็วซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งเอื้อให้เราสามารถทำได้ในวงกว้างภายในพริบตา  โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลสูงมาก  ณ วันนี้ชาวโลกมีความคุ้นเคยกับผลดีของความรวดเร็วของระบบต่าง ๆ               

อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยกับความรวดเร็วนี้มีผลทำให้เกิดความคาดหวังว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วทันใจ รวมทั้งการแก้ปัญหาส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วย  แต่รัฐบาลมักทำอะไรเร็วไม่ได้เนื่องจากต้องปรึกษาหารือกับหลายฝ่าย หรือนำผลอันหลากหลายของนโยบายมาพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ  การไม่ได้รับการตอบสนองตามความคาดหวังสร้างความไม่พอใจแบบไฟสุมขอนให้แก่ประชนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับรัฐบาลได้ 

  • สภาวะที่สาม เป็นความสลับซับซ้อนซึ่งเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณข่าวสารข้อมูล จากการเชื่อมโยงเป็นโคร่งข่ายต่าง ๆ ที่กว้างขึ้น และจากความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่ไม่มีลักษณะเป็นเส้นตรงซึ่งทำให้ยากแก่การมองเห็น หรือเป็นที่ประจักษ์  ความสลับซับซ้อนที่สูงขึ้นนี้มีผลทำให้เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ในอัตราที่ลดลงส่งผลให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจต่าง ๆ รวมทั้งนักการเมืองตัดสินใจไม่ตรงกับปัญหามากขึ้น  การต่อสู้กับโควิด-19 เป็นตัวอย่างชั้นดีที่กำลังดำเนินอยู่

 

2.ผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจและข้อคิดในระดับมหภาค

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักอย่างฉับพลันแบบไม่เคยมีมาก่อน  ภาคบริการได้รับผลกระทบสูงสุดส่งผลให้แรงงานตกงานจำนวนมาก  นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจทรุดแล้ว โควิด-19 ยังทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างมุมมองของฝ่ายเศรษฐกิจกับของฝ่ายสุขภาพอีกด้วย  ซ้ำร้าย ภายในฝ่ายเศรษฐกิจเองก็มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนายทุนกับฝ่ายแรงงาน 

โรคระบาดร้ายแรงในอดีตบ่งว่าฝ่ายนายทุนมักยอมโอนอ่อนให้แก่ฝ่ายแรงงาน  แต่ในปัจจุบัน นายทุนสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่แทนแรงงานได้ในระดับสูงแล้ว  ฉะนั้น ต่อไปฝ่ายนายทุนคงไม่ยอมโอนอ่อนตามความกดดันของฝ่ายแรงงานอีกต่อไป  นอกจากแรงงานในกิจการที่เครื่องจักรทำงานแทนได้ง่ายจะได้รับผลกระทบสูงแล้ว แรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าตลาดแรงงานเป็นครั้งแรกก็จะหางานทำได้ยากขึ้นด้วย

การระบาดของโควิด-19 จะดำเนินไปในทางใดยังมีความไม่แน่นอนสูง  แต่สิ่งที่แน่นอนได้แก่ นโยบายที่เลือกใช้มุมมองของฝ่ายเศรษฐกิจเหนือของฝ่ายสุขภาพจะนำไปสู่ความหายนะทั้งจากปัจจัยด้านอุปทานและด้านอุปสงค์ กล่าวคือ ทางด้านอุปทาน การปล่อยให้ฝ่ายผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าและบริการเปิดทำการได้อย่างเสรีย่อมนำไปสู่การระบาดของเชื้อโรคอย่างแพร่หลายส่งผลให้ต้องปิดกิจการเมื่อคนงานทำงานไม่ได้  ส่วนทางด้านอุปสงค์ การจับจ่ายใช้สอยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะดีขึ้นต่อไป หรือควบคุมการระบาดของไวรัสได้แล้วหรือไม่  ด้วยเหตุนี้ นโยบายของรัฐจะต้องทำทุกอย่างเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสให้ได้ก่อน 

โรคระบาดในประวัติศาสตร์ชี้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานนับ 10 ปีก่อนที่ภาวะปกติจะกลับคืน  ณ วันนี้ ยังประเมินไม่ได้ว่าครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าไร  ปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยบ่งว่าอัตราการฟื้นตัวจะต่ำและมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาทั้งในด้านความเป็นธรรมและด้านความยั่งยืนของการฟื้นตัวกับการขยายตัวตัวไปของเศรษฐกิจ  ท่าทีของผู้นำต่อประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญยิ่ง

แนวโน้มในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมานี้บ่งชี้ว่า สังคมโดยทั่วไปมีความเหลื่อมล้ำสูงและเพิ่มขึ้น  เทคโนโลยีใหม่แทนที่จะช่วยทำให้ความเหลื่มล้ำลดลง กลับทำตรงข้าม  นอกจากนั้น เราวัดการพัฒนาด้วยการบูชาตัวเลขกลม ๆ ที่เรียกว่า “จีดีพี” ซึ่งไม่บ่งชี้ว่ามาจากไหน อย่างไร ใครได้รับส่วนแบ่งไปและสภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไปดีขึ้นด้วยหรือไม่  ที่มาของมันมักเป็นการทำลายระบบนิเวศซึ่งในปัจจุบันขาดความสมดุลร้ายแรงจนไม่สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว 

ฉะนั้น เราจะทำอย่างไรจึงจะปรับ “จีดีพี” หรือมาตรที่เราใช้วัดการพัฒนาให้เป็นตัวบ่งชี้ทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชนพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งความยังยืนของระบบนิเวศ

การระบาดของโควิด-19 ท่ามกลางการเกิดของเทคโนโลใหม่ที่ทำลายของเก่าลงแบบฉับพลัน หรือทำให้ระบบต่าง ๆ หยุดชะงักชี้ให้เห็นความจำเป็นของการปรับภูมิคุ้มกันด้วย  องค์ประกอบของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับสภาวะใหม่มีหลายด้านรวมทั้งทางการเงิน ปัจจัยพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางสังคม  สิ่งเหล่านี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่ติดตามความเพียงพอได้อย่างเป็นระบบ     

โดยทั่วไปรัฐบาลทั่วโลกพยายามต้านทานการถดถอยของเศรษฐกิจด้วยการใช้ทั้งมาตรการทางการเงินและการคลังในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน  ดอกเบี้ยถูกลดเหลือใกล้ศูนย์  เงินจำนวนมหาศาลถูกพิมพ์ออก ภาครัฐใช้งบประมาณอุ้มทั้งธุรกิจและประชาชน  มาตรการเหล่านี้ละเมิดกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ในยามปกติ  ต่อไปอาจทำให้การละเมิดกฏเกณฑ์ถูกมองว่าเป็นของธรรมดา  หากเป็นเช่นนั้น ในวันข้างหน้าปัญหาเงินเฟ้อร้ายแรงจะตามมาแน่นอน  การทุ่มพิมพ์ดอลลาร์จำนวนมหาศาลโดยรัฐบาลอเมริกันทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างเข้มอีกครั้งถึงสถานะการเป็นเงินสำรองของดอลลาร์ว่าจะเป็นอย่างไรและจะมีเงินสกุลไหนเข้ามาแทนที่หรือไม่  อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ยังไม่มีข้อสรุป

 

3.ผลกระทบของโควิด-19 และข้อคิดด้านสังคมและภูมิการเมือง

 โควิด-19 มีผลกระทบสาหัสต่อด้านสังคมและทำให้สภาพที่แท้จริงในสังคมต่าง ปรากฏออกมาชัดเจนขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การประกันสังคม การบริหารจัดการของรัฐบาล ความเหลื่อมล้ำ ความฉ้อฉลของคนในภาครัฐและศรัทธาในสัญญาสังคม  สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองของสมาชิกในสังคม  การตอบสนองนั้นออกมาในรูปไหนและรัฐตั้งรับอย่างไรจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปอีก  ผลจะออกมาแบบไหนคาดเดาได้ยาก

ก่อนการระบาดของโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  วิกฤติจากโควิด-19เป็นเสมือนเชื้อไฟที่ถูกโยนเข้าไปในกองเพลิง  ฉะนั้น เป็นไปได้สูงว่าประชาชนจะออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมด้วยการใช้ความรุนแรงมากขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในรัฐบาลและความมั่นใจในสัญญาสังคมระหว่างภาครัฐกับประชาชน  ความเสื่อมศรัทธาและความขัดแย้งรุนแรงอาจสูงมากจนนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวในบางประเทศหากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ประชาชนโดยทั่วไปพอใจได้โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมักมีปัญหาเรื่องความฉ้อฉลของคนในภาครัฐ

ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าโรคระบาดเอื้อให้ภาครัฐรวบอำนาจได้ง่ายขึ้น  นั่นหมายความว่าแนวคิดที่สหรัฐและอังกฤษพยายามทำมาหลายทศวรรษอาจถูกบังคับให้หมุนกลับหลัง กล่าวคือ ลดการใช้ระบบตลาดเสรีที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนซึ่งมีผลกำไรเป็นตัวขับเคลื่อนเป็นฐานของการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานและการรักษาพยาบาล  แต่เมื่อรัฐกลับไปทำสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นย่อมเสี่ยงต่อการนำไปสู่การผูกขาดและการใช้อำนาจเผด็จการซึ่งมักมีข้อเสียมากจากการขาดประสิทธิภาพและความฉ้อฉล   

สำหรับทางด้านภูมิการเมืองซึ่งเน้นหนักไปทางเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โควิด-19ระบาดท่ามกลางแนวโน้มที่บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างประเทศ  ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้กับไวรัสซึ่งระบาดข้ามพรมแดนได้แบบไม่เลือกจึงยากลำมากมากขึ้นกว่าที่น่าจะทำได้  ภาวะนี้ทำให้ 4 ประเด็นเด่นชัดยิ่งขึ้น ได้แก่

  • การเดินสวนกันระหว่างกระบวนโลกาภิวัตน์กับกระแสชาตินิยม เมื่อเทคโนโลยีใหม่เอื้อให้โลกเชื่อมต่อกันได้แบบแทบไร้พรมแดน ความสะดวกในการสื่อสารและการค้าเอื้อให้โลกพัฒนาได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับสร้างความคาดหวังว่าการพัฒนาต่อไปจะทำได้อย่างราบรื่นขึ้นอีก  แต่กระบวนการนี้ถูกต่อต้านจากกระแสชาตินิยม  โควิด-19ช่วยเสริมจุดยืนของกระแสนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น  การขัดแย้งกันของ 2 ฝ่ายคงจะนำไปสู่การจับกลุ่มกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคตามแนวของสหภาพยุโรปและอาเซียน
  • ระบบความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังอ่อนแอลงเพราะกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น โควิด-19ทำให้ความอ่อนแอนี้เด่นชัดขึ้นอีกเนื่องจากแทนที่จะร่วมมือกันต่อต้านการระบาดของมัน ชาติต่าง ๆ กลับหันหลังให้กันมากขึ้น  ความอ่อนแอนี้บ่งชี้ว่าปัญหาที่โลกจะต้องร่วมมือกันแก้จึงจะสำเร็จจะแก้ยากมากขึ้น เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการก่อการร้ายข้ามชาติ
  • การช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างสหรัฐกับจีนเริ่มเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดมาชั่วระยะหนึ่งแล้ว  โควิด-19กระตุ้นให้มันยิ่งเข้มข้นจนกลายเป็นสงครามเย็นเต็มรูปแบบ  ผู้เชี่ยวชาญเห็นไม่ตรงกันเรื่องใครผิดใครถูก ใครได้เปรียบจากการระบาดของโควิด-19และใครจะชนะในที่สุด  ส่วนผู้เขียนหนังสือมองว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในสงครามเย็นครั้งนี้  มันอาจจะจบลงด้วยสันติวิธี หรือด้วยสงครามร้อนก็ได้  
  • ปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา จำนวนมากมีความเปราะบางอยู่แล้วจากปัจจัยต่าง ๆ รวมทั้งความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความฉ้อฉล และความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก  ปัญหากำลังถูกซ้ำเติมอย่างหนักจากโควิด-19  การลดลงของการค้าขาย การท่องเที่ยวและเงินที่ส่งจากประชาชนผู้ออกไปทำงานในต่างประเทศกำลังทำเศรษฐกิจให้ถดถอยอย่างหนักจนเกิดความอดอยากมากขึ้น  ภาวะนี้มีโอกาสนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอย่างกว้างขวางสูงจนส่งผลให้ประเทศปกครองไม่ได้กลายเป็นรัฐล้มเหลวและประชาชนดิ้นรนออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น 

 

4.ผลกระทบการระบาดโควิด-19 กับข้อคิดด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเทคโนโลยี

มองเผิน ๆโควิด-19 กับสิ่งแวดล้อมอาจไม่มีความเกี่ยวพันกันนักทั้งที่ทั้งคู่มีผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นการอยู่รอดของมนุษยชาติ  แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่าทั้งคู่มีความเกี่ยวพันกันสูงมากซึ่งยากแก่การคาดเดาว่าความเกี่ยวพันนั้นจะวิวัฒน์ไปอย่างไรไม่ว่าจะเป็นด้านอิทธิพลของความหลากหลายทางชีวภาพและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่มีต่อการอุบัติขึ้นของเชื้อโรค หรือด้านอิทธิพลของเชื้อโรคจำพวกโควิด-19 ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความล่มสลายทางชีวภาพและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศก่อให้เกิดความเสี่ยงหลักต่อมนุษยชาติ  ทั้งหลายทั้งปวงนี้ชี้ไปที่ความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและความสมดุลอันเปราะบางระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ความเปลี่ยนแปลงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทางภูมิอากาศกับโรคระบาดมีทั้งความคล้ายและความต่างซึ่งมีความสำคัญต่อการออกแบบนโยบาย  มันคล้ายกันในบางด้าน เช่น มีผลกระทบสูงที่สุดต่อประเทศและกลุ่มชนที่มีความยากจน หรือมีความเปราะบางสูงอยู่แล้ว  แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายด้านเช่นกันโดยเฉพาะ 2 ด้านคือ (1) ผลกระทบของเชื้อโรคร้ายเกิดให้เห็นทันทีส่วนของด้านสิ่งแวดล้อมเป็นแบบสะสมซึ่งจะมองเห็นได้ในระยะยาว และ (2) เชื้อโรค เช่น โควิด-19 เป็นต้น

เหตุของความป่วยไข้ที่นำไปสู่ความตายอย่างกว้างขวางนั้นมองเห็นได้ง่าย ส่วนความเปลี่ยนแปลทางภูมิอากาศเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้งร้ายแรง หรือลมพายุใหญ่นั้นมองเห็นได้ยาก  ความแตกต่างนี้นำไปสู่การทุ่มเททุกอย่างเพื่อยุติการระบาดของโควิด-19แบบทันทีทันใดในขณะที่นโยบายด้านยุติความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพลดความเข้มข้นลง ทั้งที่เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการขาดสมดุลในสิ่งแวดล้อมเป็นต้นเหตุสำคัญของการระบาดของเชื้อโรค  

ท่ามกลางภาวะนี้มีสิ่งหนึ่งซึ่งน่าจะมองว่าชี้ทางให้เรา นั่นคือ มาตรการต่อสู้กับโควิด-19 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงน้อยกว่าที่น่าจะเป็น  นั่นหมายความว่า เราจะลดความเข้มข้นของมาตรการด้านปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้

ในด้านเทคโนโลยี เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ยุคนี้เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเร็วมาก  เทคโนโลยีดิจิทัลก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนอย่างเร็วทุกด้านจนเป็นเสมือนการปฏิวัติ  ด้วยเหตุนี้ วลีที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเช่น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” จึงเกิดขึ้น  การระบาดของโควิด-19 จะเร่งให้กระบวนการทั้งหมดเกิดเร็วและครอบคลุมขึ้นอีก  แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่จะทำให้เกิดปัญหาท้าทายที่สุดแห่งยุค นั่นคือ ความเป็นส่วนตัว

ตัวอย่างการเป็นตัวเร่งของโควิด-19 ได้แก่ การปิดสถานที่ต่าง ๆ และการไว้ระยะระหว่างบุคคลนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลผ่านการคุยกันด้วยเครื่องมือสื่อสารดิจิทัล การเสพการบันเทิงที่ถ่ายทอดเข้าไปในบ้าน การทำงานที่บ้าน หรือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต  สิ่งเหล่านี้จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างแบบถาวรซึ่งจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปถึงการเกิดเทคโนโลยีใหม่ตามด้วยกฎระเบียบใหม่ในสังคม

การใช้เทคโนโลยีใหม่ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อโควิด-19และบุคคลที่เขาเข้าไปใกล้ชิดเพื่อสู้กับการระบาดของมันได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์  การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเฝ้าระวังสุขภาพและการรักษาพยาบาลจึงนับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้น  ในขณะเดียวกัน บริษัทห้างร้านก็ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสอดส่องการทำงานของพนักงานที่บ้านและในสถานที่ซึ่งจำเป็นต้องไว้ระยะห่างระหว่างบุคคล อาจใช้ประวัติศาสตร์คาดเดาได้ว่าหลังจากการระบาดครั้งนี้ผ่านพ้นไป นายจ้างจะยังใช้เทคโนโลยีในแนวนี้ต่อไปโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน  การทำเช่นนั้นจะนำไปสู่การขัดแย้งรุนแรงระหว่างเป้าหมายด้านเศรษฐกิจกับความคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวของบุคคล  สังคมจะต้องเผชิญกับปัญหาว่าจะทำอย่างไรจึงจะเกิดความสมดุลซึ่งในขณะนี้ฝ่ายที่ไม่ต้องการสูญเสียความเป็นส่วนตัวมองว่าปัญหาจะยิ่งสาหัสขึ้น 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็นของผู้ชม