ค้นหา

ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

โดย ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เน้นว่ามี 2 กลไกสำคัญที่จะเร่งพัฒนาให้การศึกษาไทยทันยุคสมัยและทัดเทียมกับประเทศอื่น ก็คือ “ความพร้อมในการผลิตงานวิจัยและเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการเรียนการสอนไทย” และ “สร้างมาตรฐานการศึกษาใหม่ให้ทัดเทียมสากล”.

จะทำอย่างไรเพื่อพาประเทศให้พ้นจากกับดักดังกล่าว?

ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเน้นว่ามี 5 เป้าหมายหลัก (Big Rock) ที่จะเร่งรัดทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วก็คือ

1. ปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษา

2. ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนรับศตวรรษที่ 21

3. ปฏิรูปการผลิตพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

4. ปฏิรูประบบการอาชีวศึกษา

5. ปฏิรูปบทบาทการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา.

แน่นอนว่าการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาและเป็น Long Term Solution หรือการแก้ไขระยะยาวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาก็ได้ดำเนินการไปแล้วในหลายส่วน ทั้งนี้เป้าหมายก็เพื่อให้การศึกษาในประเทศไทยก้าวออกจากกับดักของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพื่อพัฒนาคนในประเทศจากรายได้ปานกลางให้เป็นรายได้ในระดับสูงให้ได้ 

ปฏิรูป 4 ด้าน บทบาทใหม่ของอุดมศึกษา เร่งพัฒนาระบบตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

แนวโน้มของจำนวนนักศึกษาและแรงงานในประเทศไทยกำลังลดจำนวนลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร และประเทศไทยเองก็กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของภาคอุดมศึกษามากทีเดียว.

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มีความเห็นว่านี่ถือเป็นโอกาสดีในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อยกระดับความสามารถของกำลังคนในประเทศ โดยเฉพาะวัยแรงงานภาคการผลิตและบริการ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามกับดักทางรายได้อย่างยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะในการปรับบทบาทหน้าที่ 4 ด้านของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเร่งพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้.

1. สร้างคนให้ตรงโจทย์

พัฒนาศักยภาพวัยทำงานและวัยแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ถือเป็นภารกิจที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาบัณฑิตจบใหม่ โดยโฟกัสที่การยกระดับทักษะการทำงานในรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning).

2. พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม

ผลักดันการต่อยอดความรู้ความเชี่ยวชาญ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลงานวิจัยและโปรดักส์ อีกทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวมอีกด้วย.

3. สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

สนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในลักษะการลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมทักษะด้านการสื่อสารกับคนต่างวัย ยังเป็นการเรียนรู้ความหลากหลายในสังคม ถ่ายทอดและกระจายความรู้เพื่อยกระดับศักยภาพชุมชนและคนท้องถิ่นให้มากขึ้น.

4. ส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรม

แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปและมีความเป็นสากลมากขึ้น แต่การเข้าใจรากเหง้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นจุดกำเนิดก็เป็นสิ่งสำคัญ ในการช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจถึงค่านิยมความเป็นมาและหลักคิดอันดี รวมถึงเป็นการสืบทอดประเพณีที่ควรรักษาให้แก่นักศึกษารุ่นต่อไปเช่นกัน 

3 กลไกผลิตและพัฒนาครูยุคใหม่ หวังยกระดับสมรรถนะอย่างเต็มขั้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญของกระบวนการผลิตครูที่มีคุณภาพ เนื่องจากครูคือตัวชี้คุณภาพการศึกษาของประเทศ ผู้รับบทบาทหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนผู้เรียนให้มีความรู้ ทัศนคติ และทักษะการใช้ชีวิตในสังคม จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมการปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน (Big Rock 3) เพื่อพัฒนากลไกการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ 

·      กระบวนการคัดเลือกนิสิต/นักศึกษาครูที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนารูปแบบการคัดเลือกเด็กนักเรียนหรือบุคคลที่มีความประสงค์เข้าเรียนครูอย่างเที่ยงตรง ด้วยการกำหนดเกณฑ์การรับสมัคร กำหนดเกรดเฉลี่ยมาตรฐาน การทดข้อสอบความรู้ทั่วไป การทดสอบวัดความรู้ความสามารถในแต่ละสาขาวิชา การทดสอบจิตวิทยา วัดคุณลักษณะความเป็นครู รวมถึงการสอบสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบบุคลิกภาพว่าบุคคลนั้นมีความเหมาะสมที่จะเป็นครู หรือจิตวิญญาณความเป็นครูหรือไม่ 

·      หลักสูตรการผลิตครูที่เป็นเลิศ สถาบันผลิตครูต้องดำเนินการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูตามสาขาวิชาและบริบทพื้นที่เพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐาน มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และระบบนิเทศการศึกษา โดยเฉพาะการสอนงานครูพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากครูพี่เลี้ยงต้องเป็นทั้งผู้ดูแลการฝึกปฏิบัติการสอน และบ่มเพาะประสบการณ์วิชาชีพให้แก่นักศึกษา จึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในความเป็นครูอย่างลึกซึ้ง  

·      สถาบันผลิตครูมีมาตรฐานตามตัวชี้วัด ต้องมีการกำหนดสมรรถนะและพัฒนามาตรฐานของสถาบันการผลิตครู เพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และต้องบริหารจัดการให้มีการกำหนดตัวชี้วัดสมรรถนะอาจารย์ประจำหลักสูตรวิชาชีพครูของสถาบัน รวมทั้งพัฒนาอาจารย์ประจำหลักสูตรให้มีสมรรถนะตามมาตรฐาน ทั้งความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเอกและวิชาชีพครู 

สำหรับการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่ามีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากสถาบันแต่ละแห่งมีมาตรฐานและกระบวนการผลิตครูที่แตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน สถาบันผลิตครูที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักเปิดหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตในสาขาที่มีความซ้ำซ้อนกัน ทำให้จำนวนบัณฑิตครูมีจำนวนมากเกินกว่าความต้องการ จากรายงานผลการสอบบรรจุบุคคลเข้ารับราชการครู ปี พ.ศ. 2563 พบว่า มีผู้สมัครและมีสิทธิ์สอบจำนวน157,314 คน จากความต้องการ 18,987 คน และมีผู้สอบได้เพียง 10,375 คน หรือร้อยละ 6.8 ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปบรรจุ มีเพียงร้อยละ 55 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความสูญเปล่าทางการศึกษาของประเทศเป็นอย่างมาก 

ความไม่แน่นอนและต่อเนื่องของแนวนโยบายและหลักสูตร อีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อกระบวนการผลิตครู เช่น การจัดหลักสูตรครู 4 ปี และ 5 ปี จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) พบว่าจำนวนปีไม่มีผลต่อคุณภาพบัณฑิต แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิต อาทิ โครงการเพชรในตม หลักสูตร 4 ปี จำนวน 22 รุ่น และหลักสูตร 5 ปี จำนวน 6 รุ่น ที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพบัณฑิตไม่แตกต่างกัน โดยทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้เรียนส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับหลักสูตรครู 4 ปี เนื่องจากการเรียน 5 ปี ส่งผลให้ทุกฝ่ายต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ด้วยบริบทของประเทศและโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในหลายๆ ด้าน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับสังคมโลกยุคใหม่ เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องและพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นหน้าที่ของสถาบันผลิตครูที่ต้องปรับบทบาทการผลิตครูให้มีสมรรถนะสูงและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ด้วยการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการผลิตครูให้เหมาะกับสถานการณ์และยุคสมัย เพื่อให้ได้มาซึ่งครูยุคใหม่ที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งยึดมั่นในจริธรรมและจรรยาบรรณครูอย่างเข้มแข็งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวทิ้งท้าย 

ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก สาเหตุที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำนี้มาจากกับดักทางรายได้ของคนไทย ส่งผลต่ออาชีพการงาน คุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดก็คือระบบการศึกษา 

ที่มา ; คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

    - เว็บไซต์ https://www.thaiedreform2022.org 

    - เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://web.facebook.com/Thaiedreform2022 

    - ยูทูบช่อง ‘thaiedreform2022’

    - ทวิตเตอร์ https://twitter.com/Thaiedreform22

ความเห็นของผู้ชม