ค้นหา

ครูมืออาชีพ จำเป็นแค่ไหนกับสังคมไทยในยุค Post-covid

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า วิกฤตโรคระบาด เป็นตัวแปรสำคัญที่มา “กระตุ้นเตือน” ให้ทุกภาคส่วนตระหนักไปในทางเดียวกันว่า การปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงแบบปัจจุบันทันด่วนนั้นมีความสำคัญอย่างไร โดยเราเชื่อว่า หนึ่งในภาคส่วนที่รู้ดีถึงประเด็นที่เรากำลังจะสื่อสารนี้ คือ ภาคการศึกษาไทย ที่เห็นประจักษ์ถึงบทเรียนที่ “โควิด-19” มอบให้ เพราะต้องปรับวิธีการเรียนการสอน จากการเรียนในห้องเรียน ในโรงเรียน ให้เป็นการเรียนออนไลน์แบบไม่ทันให้ตั้งตัว โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเห็นจะมีอยู่ 3 ส่วน นั่นคือ นักเรียน ผู้ปกครอง และครู โดยเฉพาะ “ครู” ที่ต้องอัพสกิลตัวเอง มาเป็น “ครูมืออาชีพ” ทำการสอนออนไลน์ ในเวลาอันสั้น 

โดยแนวทางการปรับการศึกษายุคนี้ องค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ ครู ที่ต้องยกระดับจาก ผู้สอน มาเป็น ผู้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ (Learning Facilitator) ก้าวสู่การเป็น ครูมืออาชีพ ที่ต้องเชื่อมโยงหลักสูตร วิชาการสอน วิธีการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน กับแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่าเป็น วิถีนิวนอร์มอลของคุณครูทุกคน 

แล้วแนวทางที่ ครูมืออาชีพ ในยุคนี้ ควรยึดถือ เพื่อเดินบนเส้นทางของ ครูมืออาชีพ คืออะไร ต่อคำถามนี้ วันนี้เรามีเนื้อหาดีๆจาก บทความวิชาการ เรื่อง ครูมืออาชีพกับการศึกษาไทยยุคสังคม New normal (Professional teachers and Thai education in the New Normal era) โดย พระพรหมพิริยะ ถาวโร (มาลัยรักษ์) วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่จะมาให้มุมมองสำคัญ เพื่อปูทางสู่ การเป็น ครูมืออาชีพ รับ วันครู 16 มกราคม 2565 ในปีนี้ กัน 

ปรากฏการณ์ของโควิด-19 ที่ทำให้นักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องเรียนรู้อยู่ที่บ้าน ในช่วงเวลานี้เองที่ครูควรใช้ความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นมาออกแบบอนาคตของการศึกษาไทย เพราะการสอนที่เป็นหน้าที่หลักของครูต้องมีบทบาทที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป ครูไม่ได้มีหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การเป็น ครูมืออาชีพ ต้องเน้นการสอนที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างเยาวชนของชาติให้เติบโตไปเป็นบุคลากรคุณภาพ ดังคำกล่าวที่ว่า “คุณภาพของเด็ก” สะท้อน “คุณภาพของครู” 

 แนวคิดสำคัญ พัฒนา ครูมืออาชีพ ตอบโจทย์การเรียนออนไลน์ยุคโรคระบาดครองเมือง

บทความวิชาการชิ้นนี้ พระครูผู้เขียน ได้ระบุถึง 2 แนวคิดสำคัญ ที่ประกอบสร้าง ให้เกิดการเปลี่ยนครูธรรมดา ให้เป็น ครูมืออาชีพ ดังนี้

หนึ่ง : เปลี่ยนจากครูแบบเดิม เป็นครูที่สอนครอบคลุมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจริงได้ (Transform Teachers to New Normal in Education)

อย่างที่ได้เห็นใน ต้นแบบโครงการศูนย์กลางการพัฒนา STEM Facilitator เมืองสะเต็มศึกษา ฐานปฏิบัติการสำหรับฝึกแนวทางสะเต็มศึกษา ที่จัดตั้งขึ้นโดยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม (Public-Private-People Partnership) ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่ภูมิภาคโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ครูวิทย์-คณิตทั่วประเทศ มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา และนักเรียนสามารถนำสมรรถนะด้านสะเต็มมาใช้ เพื่อการเรียนรู้ การด ารงชีวิต และการประกอบอาชีพใน ศตวรรษที่ 21 

สอง : ใช้แพลตฟอร์มสนับสนุนเพื่อการพัฒนาครูอย่างยั่งยืน (Supporting Platform for New Normal Teachers) ให้เป็นประโยชน์

ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่เป็น National Online Platform อาทิ ระบบพี่เลี้ยงและการกำกับ MENTORING & SUPERVISING แพลตฟอร์มการให้คำปรึกษา Online STEM Education สำหรับบุคลากรทางการศึกษาและผู้ปกครอง เพราะถ้าค่อยๆ พัฒนาครูให้มีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพื่อขยายวิธีการเรียนแบบ STEMEducation ได้ จะทำให้เด็กมีความเข้าใจ ทำให้เด็กคิด วิเคราะห์เป็น เมื่อเด็กเรียนระดับมหาวิทยาลัย จะสามารถนำความรู้ด้านการคิด วิเคราะห์ มาประกอบการเรียนได้

 

บทบาทของครู ที่ต้องเปลี่ยนไป ในยุค Post-covid

ครูต้องเข้าใจและตระหนักเป็นอันดับแรกว่า เด็กแต่ละคนมีลีลาหรือรูปแบบการเรียนรู้ไม่เหมือนกันครูที่สามารถรู้ว่าเด็กแต่ละคนในชั้นมีรูปแบบการเรียนรู้เป็นแบบใดจะประสบความสำเร็จในการส่งผ่านความรู้ไปยังนักเรียน ทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถมากที่สุด”

โดยการที่จะจัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์คำกล่าวด้านบนนี้ ครูควรต้องปรับเปลี่ยนบทบาทในหลายมิติ โดยในบทความนี้ได้ระบุถึง “บทบาทของครูยุคสังคม New normal” ว่า 

บทบาทของผู้สอน คือ การสร้างแรงปรารถนาแรงบันดาลใจในการเรียนรู้การชี้แนะให้ผู้เรียนมีจินตนาการสร้างสรรค์ให้ผู้เรียนใช้ศักยภาพของตนเองในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดไตร่ตรอง และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีความสามารถในการปรับปรุงและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบทบาทผู้สอนดังกล่าวนี้เป็นรากฐานทางความคิดเกี่ยวกับการโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน” โดยบทบาทเหล่านั้น ประกอบด้วย 

  • บทบาทการโค้ช

       การโค้ชการฝึกทักษะให้กับผู้เรียนโดยเน้นให้ใช้วิธีการเรียนรู้ ของตนเองเป็นลักษณะของการเรียนรู้ส่วนบุคคล Personalized learning การโค้ชเน้นชี้แนะผู้เรียนให้พัฒนาตนเองด้วยวิธีการที่ สอดคล้องกับธรรมชาติและระดับความสามารถของผู้เรียน พัฒนาไป ในทิศทางที่ถูกต้อง เกิดการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ

การโค้ชเป็นบทบาทของผู้สอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มตามศักยภาพ เป็นการช่วยทำให้ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอันเป็นทักษะจำเป็น

ที่ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องมีในโลกปัจจุบันและอนาคต และเป็น Soft skillsในการโค้ชเพื่อเสริมสร้าง Soft skills ให้เกิดกับผู้เรียนซึ่งเป็นสิ่งจ เป็นในยุคดิจิทัล 

  • กระบวนการโค้ชเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน

         การโค้ชมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละบริบทของการโค้ชอนึ่งการโค้ชในบริบทของการเรียนการสอน (instructional coaching) มีขั้นตอนดังนี้

Feed – up การให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ที่เน้น แรงจูงใจภายใน รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ Passion ในการเรียนรู้ ความสนใจใคร่รู้ การเรียนรู้ การ Feed-up ที่ดีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ เรียนรู้ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ จากการที่ผู้เรียนมีแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ และ Passion ในการเรียนรู้ 

Power questions การใช้พลังคำถาม เป็นการตั้งคำถามเชิงลึกในองค์ความรู้ที่เป็น main concept ของการเรียนรู้หรือสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้ผู้เรียนมีเป้าหมายว่าเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว จะต้องตอบคำถามของผู้สอนให้ได้ซึ่งการตอบคำถามได้ของผู้เรียนนั้น จะเป็นสิ่งสะท้อนว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้แล้ว 

Acting & Checking การประเมินผู้เรียน เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ (learning processes) ที่หลากหลายและเหมาะสม สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ และพร้อมกันนี้ผู้สอนตรวจสอบกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยการสังเกตการปฏิบัติการเรียนรู้ของผู้เรียน และให้คำชี้แนะ คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 

Feedback การให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ เป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ แก่ผู้เรียน ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว เพื่อให้ผู้เรียน มองเห็นจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการสะท้อนผล การประเมินให้ผู้เรียนมองเห็นว่าตนเองเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ การเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร 

Feed – forward การให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ต่อยอด เป็นการชี้แนะหรือแนะนำผู้เรียนให้ไปเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ต่อยอดจากการเรียนรู้ในครั้งนี้ เน้นการส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีนิสัยเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานของการเป็น นักสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต 

Lesson learned การถอดบทเรียน เป็นการให้ผู้เรียนสะท้อนคิดสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ ตลอดจนการตรวจสอบกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ระดับ ความสำเร็จของการเรียนรู้ของตนเอง วิเคราะห์จุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุงตนเอง ตลอดจนการกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ที่มี พัฒนาการสูงขึ้นอย่างเหมาะสมกับระดับความสามารถของตนเอง ซึ่งการถอดบทเรียนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (transform) กระบวนการคิดและพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีขึ้น 

 

วิกฤตโควิด ก่อเกิดโอกาส ในการปฏิวัติ บทบาทของครูในสังคมไทย

ความปกติใหม่ของภาคการศึกษาไทย ควรเป็นการให้น้ำหนักแบบใหม่เพื่อจัดการปัญหาเดิมปรากฏการณ์ของโควิด-19 ที่ทำให้นักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน ครูจัดการเรียนการสอนไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความตระหนักรู้ใหม่ถึงสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นแท้จริงต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเช่น หลักสูตรแกนกลางที่มีอยู่เดิมเทอะทะเกินไปและไม่เหมาะกับบริบทของเด็กแต่ละคน”

พระครู ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นถึงฝุ่นหนาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม “การศึกษาไทย” ที่ วิกฤตโควิด ได้สะบัดออกให้เห็นอย่างชัดเจน 

เพราะสถานการณ์โรคระบาดส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของทุกคนรวมถึงเด็กๆ ทุกวัย และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของสมองก็ชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ยากเมื่อเด็กมีความเครียดหรืออยู่ในภาวะที่เป็นอันตราย ด้วยเหตุนี้ครูจึงควรสอดแทรกเนื้อหาความรู้เรื่องสุขภาวะ การดูแลสุขภาพกายและใจ เพื่อให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวได้ท่ามกลางสถานการณ์ครอบครัวและสังคมที่ไม่แน่นอน” 

โดยให้น้ำหนักกับ การจัดสรรทรัพยากรออฟไลน์แก่เด็กและครอบครัว ควบคู่กับ ทรัพยากรออนไลน์ เช่น จัดสรรหนังสือเด็กให้แก่ครอบครัวด้อยโอกาสเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่บ้าน จัดให้มีอาสาสมัครติดตามสถานการณ์เด็กในแต่ละครอบครัวและให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการดูแลลูกในลักษณะเดียวกันกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นต้น” 

ทั้งนี้ ควรทำควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในด้านต่างๆ ไม่เพียงแค่การศึกษาเท่านั้น การสร้างความปกติใหม่ตามข้อเสนอนี้สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพียงอาศัยการปรับมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ปรับกระบวนการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ”

รวมถึง ถอดบทเรียนองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากแนวทางการจัดการศึกษาที่กล่าวมานี้ คือ ความปกติเดิม” ที่เกิดขึ้นมาแล้วในระบบการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก” 

และแท้จริงแล้ว แม้ไม่มีโควิด-19 ระบบการศึกษาไทยก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยขับเคลื่อนจำนวนมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ เช่น สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำด้านสังคม เช่นโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง ด้านเทคโนโลยี เช่น disruptive technology ที่ทำให้ทักษะที่เป็นที่ต้องการเปลี่ยนไป” 

นอกจากนั้น ด้านการเมืองการปกครอง เช่น การดำเนินนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ผู้เขียนมองว่า โควิด-19 เป็นทั้ง ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่รอท่าอยู่เกิดขึ้นเร็วขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้มาใช้ในวงกว้าง และเป็น “ตัวหน่วงปฏิกิริยา” ให้แผนการบางอย่างชะลอออกไป เช่น การนำร่องทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในปีการศึกษา 2563 เป็นต้น” 

ดังนั้น หากขาดการออกแบบเชิงรุกและการตั้งรับปรับตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการศึกษา ก็เป็นไปได้สูงมากว่าอนาคตของการศึกษาไทยจะเคลื่อนคล้อยไปตามแรงเหล่านี้จนไม่สามารถควบคุมทิศทางไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า การจินตนาการถึงความปกติใหม่ที่กำลังจะมาถึง ไม่ควรถูกตีกรอบไว้ด้วยสถานการณ์ความจำเป็นจากโควิด-19 และปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น” 

แต่ควรเป็นการจินตนาการถึง “ความปกติใหม่ที่เป็นที่ต้องการ” (desirable new normal) จากการหารือและวางแผนร่วมกันของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางศึกษา ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม พ่อแม่ ผู้ปกครอง และที่สำคัญที่สุด คือ ตัวนักเรียนเอง” 

ที่มา ; SALIKA

ความเห็นของผู้ชม