สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เรียน ‘ออนไลน์-ใบงาน’ สภาวการณ์โควิด ส่งผลภาวะการเรียนรู้

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดนโยบายการจัดการเรียนการสอน ในปีการศึกษา 2565 ว่าเป็นปีที่เน้นการซ่อมสร้างให้เด็กมีคุณภาพ ไม่เน้นการสอนที่ต่อยอดสู่ความเป็นเลิศ เนื่องจากนักเรียนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ตนมองว่านโยบายนี้ดี แต่ทำอย่างไรที่จะสอนซ่อม และสร้างคุณภาพให้เด็ก จะดำเนินการด้วยวิธีการใด ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน และเตรียมงบประมาณเท่าใดในการดำเนินการ เพราะขณะนี้เห็นแต่นโยบายออกมาเท่านั้น ยังไม่มีวิธีปฏิบัติออกมาให้เห็น 

ที่ผ่านมา พบว่า ศธ.มีนโยบายที่ดีออกมาทุกสัปดาห์ เช่น การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา สอนซ่อมสร้างให้นักเรียนมีคุณภาพหลังเด็กมีภาวะการเรียนรู้ถดถอย เป็นต้น แต่ไม่เห็นว่า ศธ.จะมีมาตรการอะไรมารองรับนโยบายที่ให้ไป จะติดตามผลการปฏิบัติอย่างไร จะอบรมพัฒนาครูอย่างไร มีงบอะไรมาสนับสนุนเพื่อให้ครูทำงานดีขึ้น และง่ายขึ้น ถ้า ศธ.ไม่วางแผน หรือเตรียมการให้ดี นโยบายที่ออกมาจะกลายเป็นนโยบายลอยลม คือเป็นนโยบายที่ดูดี ทำให้เห็นว่า ศธ.ตระหนักถึงปัญหาเท่านั้น แต่จะรู้ได้อย่างไรว่านโยบายที่ให้โรงเรียนกว่า 30,000 แห่ง นำไปปฏิบัตินั้น มีการขับเคลื่อนทำให้เปลี่ยนแปลงจริงๆ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ภาวะการเรียนรู้ถดถอย เป็นปัญหาของโลก รวมทั้ง ไทย อย่างไทยในภาพรวม จะพบว่าเด็กมีความถดถอยด้านการศึกษา 1-1.5 ปี ทำให้เห็นว่าการเรียนออนไลน์ และเรียนผ่านใบงาน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิผล ทำให้ภาวะการเรียนรู้ถดถอยเพิ่มมากขึ้น จากที่ตนลงพื้นที่ตามโรงเรียนต่างๆ มาตลอด พบว่านโยบายที่ ศธ.ให้ไว้ ในระดับพื้นที่นำไปสู่การปฏิบัติน้อยมาก มองว่าภาวะการเรียนรู้ถดถอย ควรจะเป็นวาระของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทุ่มเทแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ขอให้ น.ส.ตรีนุช อย่าออกแต่นโยบายมาเท่านั้น แต่ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะติดตามผลอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าออกนโยบายแก้ไขภาพลักษณ์เท่านั้น 

ด้าน น.ส.วาสนา สังข์พุ่ม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ธนบุรี กล่าวว่า นักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสบปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยอย่างมาก ส่วนผู้เรียนในมหาวิทยาลัยก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยทางมหาวิทยาลัยปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่เป็นรูปแบบ Hybrid learning หรือการเรียนรู้แบบผสมผสานแทน มองว่าเด็กแต่ละคนแตกต่าง การที่ ศธ.ออกนโยบายมาว่าในปีการศึกษา 2565 ให้เน้นการสอนซ่อมสร้างเน้นคุณภาพ มากกว่าการสอนสู่ความเป็นเลิศ เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือครู ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน 

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยอย่างมาก ซึ่ง มรภ.ทั้ง 38 แห่ง เห็นปัญหานี้ และร่วมกันเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการอ่านออกเขียนได้ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ อย่าง มรภ.ธนบุรี จัดโครงการยกระดับการเรียนรู้ด้านการอ่าน การเขียน และการวิเคราะห์ของนักเรียนในระดับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วม และกำลังจะขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย” น.ส.วาสนา กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 มีนาคม 2565

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนมุมมองของนักวิชาการต่อ นโยบายการจัดการเรียนการสอนปีการศึกษา 2565 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้น “ซ่อมสร้างคุณภาพผู้เรียน” มากกว่าการต่อยอดสู่ความเป็นเลิศ เนื่องจากนักเรียนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เห็นว่านโยบายดังกล่าวมีทิศทางที่ถูกต้อง แต่ขาดความชัดเจนด้านการปฏิบัติ เช่น วิธีการสอนซ่อม เครื่องมือ งบประมาณ การพัฒนาครู และระบบติดตามประเมินผล หากไม่มีการวางแผนรองรับ นโยบายอาจกลายเป็นเพียง “นโยบายลอยลม” ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงในโรงเรียนกว่า 30,000 แห่ง

 

ศ.ดร.สมพงษ์ยังชี้ว่า Learning Loss เป็นปัญหาระดับโลก โดยเด็กไทยถดถอยประมาณ 1–1.5 ปี สะท้อนข้อจำกัดของการเรียนออนไลน์และการเรียนผ่านใบงานในช่วงโควิด-19 จึงควรยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ด้าน น.ส.วาสนา สังข์พุ่ม เห็นพ้องว่านโยบายซ่อมสร้างเป็นสิ่งจำเป็น แต่หัวใจคือการที่ครูต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนที่แตกต่าง พร้อมยกตัวอย่างการใช้ Hybrid Learning และความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการช่วยยกระดับการอ่านเขียนของนักเรียนในพื้นที่

แนวข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญของข้อวิพากษ์จาก ศ.ดร.สมพงษ์ ต่อ นโยบาย “ซ่อมสร้าง” ของ ศธ. คือข้อใด
ก. นโยบายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19
ข. นโยบายลดมาตรฐานความเป็นเลิศของผู้เรียน
ค. นโยบายขาดกลไกการปฏิบัติและการติดตามผลที่ชัดเจน
ง. นโยบายไม่สามารถใช้ได้กับทุกระดับการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้วิพากษ์ชี้ว่ามีนโยบายแต่ยังไม่เห็นวิธีปฏิบัติ งบประมาณ และระบบติดตามรองรับ

 

ข้อ 2

ข้อมูลใดในบทความที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา Learning Loss ในประเทศไทย
ก. นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียน
ข. เด็กไทยมีความถดถอยทางการศึกษา 1–1.5 ปี
ค. ครูยังขาดทักษะด้านดิจิทัล
ง. โรงเรียนยังไม่พร้อมด้านเทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นข้อมูลเชิงปริมาณที่ชี้ระดับความถดถอยอย่างชัดเจน

 

ข้อ 3

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องนำนโยบายซ่อมสร้างไปใช้ให้เกิดผลจริง การตัดสินใจใดเหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนให้มากขึ้นทุกวิชา
ข. ใช้แบบทดสอบมาตรฐานเดียวกับทุกระดับชั้น
ค. วางแผนสอนซ่อมเฉพาะจุด พร้อมระบบติดตามรายบุคคล
ง. เน้นการแข่งขันทางวิชาการเพื่อกระตุ้นผู้เรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องแนวคิดซ่อมสร้างคุณภาพและแก้ Learning Loss ตามบริบทผู้เรียน

 

ข้อ 4

แนวปฏิบัติของ มรภ.ธนบุรี ที่สะท้อนการแก้ปัญหา Learning Loss ตามบทความ คือข้อใด
ก. ใช้การเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ
ข. ปรับเป็น Hybrid Learning และช่วยยกระดับการอ่านเขียนในโรงเรียนพื้นที่
ค. ลดเนื้อหาหลักสูตรให้เหลือน้อยลง
ง. มุ่งพัฒนาผู้เรียนเฉพาะระดับอุดมศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นตัวอย่างการปรับรูปแบบเรียนรู้และทำงานร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่

 

ข้อ 5

หาก ศธ.ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอในบทความ ผลที่อาจเกิดขึ้นมากที่สุดคือข้อใด
ก. โรงเรียนจะปรับตัวเองได้โดยอัตโนมัติ
ข. ครูจะปฏิเสธนโยบายทั้งหมด
ค. นโยบายซ่อมสร้างจะไม่เกิดผลเชิงรูปธรรม
ง. ความเป็นเลิศของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้น

 

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เขียนเตือนว่านโยบายอาจกลายเป็นเพียงการแก้ภาพลักษณ์ หากขาดการขับเคลื่อนจริง

 

ความเห็นของผู้ชม