
เป็นที่น่ายินดีไม่น้อย ที่ในวันนี้ ไอเดียในการจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ โดยมีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นเจ้าภาพ นั้น มีความคืบหน้าที่น่าพึงพอใจ ซึ่งถ้าโปรเจกต์นี้ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะสามารถรองรับการพัฒนากำลังคนตลอดทุกช่วงวัย (Lifelong learning) ตามนโยบายของ กระทรวง อว. ที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในวัยทำงานและวัยเกษียณสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงได้พัฒนาและเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อนำไปต่อยอดในการทำงาน พัฒนาตนเอง ตลอดจนสามารถสะสมไว้เพื่อการศึกษาต่อในระดับต่างๆ ได้
โดยแนวคิดของ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ มาจาก การสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Academic Credit Bank : Credit Bank) ซึ่งเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน โดยสามารถนําผลการเรียนรู้ที่ได้จากประสบการณ์การทํางาน อาชีพ หรือการฝึกอบรม ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยที่สะสมไว้มาเทียบโอนกันได้
ที่ผ่านมา มีความพยายามจะนำระบบ Credit Bank มาเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยมาหลายยุค หลายสมัย ทว่า ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาในยุค ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่มีการเดินหน้าในเรื่องนี้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะการทำให้โครงการ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งจะเอื้อต่อการที่คนทำงานในพื้นที่จะไปอัปสกิลทักษะจำเป็นในการทำงาน โดยสามารถทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ได้ เพื่อทำความเข้าใจจุดเด่นและโอกาสที่จะเกิดการจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เราได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการใช้โครงการนี้เป็นกลไกในการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ครั้งนี้มานำเสนอกัน เรามาส่องต้นแบบการใช้ Credit Bank พัฒนาในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในต่างประเทศกัน สำหรับระบบ การสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Academic Credit Bank : Credit Bank) นับเป็นระบบที่แพร่หลายในต่างประเทศ ทั้งในประเทศฝั่งตะวันตก ยุโรป และในเอเชียเอง เพราะทุกที่ตระหนักตรงกันว่าเป็นวิธีที่ดีในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและกระตุ้นให้พวกเขาไม่หยุดเรียนรู้ แม้จะอยู่ในวัยทำงานแล้วหรือไม่ก็ตาม สหรัฐอเมริกา การศึกษาในสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท นั่นคือ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยมี หลักการและแนวคิดในการปรับเอาระบบเครดิตแบงก์ หรือ ธนาคารหน่วยกิตมาใช้ คือ จะมีระบบการประเมินผลการเรียนรู้เดิม ซึ่งเปนการเทียบโอนประสบการณ์การใช้ชีวิตและการทำงานให้เป็นที่ยอมรับในรูปแบบ หน่วยกิตทางการศึกษา ให้ผลการเรียนอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เน้นการเข้าถึงการเรียนของคนทุกกลุ่ม และช่วยตอบสนองความต้องการของผู้กำลังศึกษาได้ตรงยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้เป็น นักศึกษา ผู้ใหญ่ที่กลับเข้าสู่โรงเรียนหรือกลับเข้าสู่การทำงาน ผู้ว่างงาน และลูกจ้างในสถานประกอบการ ส่วนรูปแบบการเทียบโอนและการรับรองการเทียบโอนเพื่อสะสมหน่วยกิต ระบบการเทียบโอนจะครอบคลุมทั้งการศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา เพื่อเชื่อมโยงภาคการศึกษาและการทำงาน และสามารถรับหน่วยกิตจากการเรียนในหลักสูตรการทอดสอบ การฝึกงานและรูปแบบการเรียนรู้แบบอื่นๆ ทั้งการเรียนรู้นอกระบบและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ทั้งนี้ มีหน่วยบริหารจัดการและกลไกการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีหลายหน่วยงานที่รับเทียบโอน อย่างองค์กรขนาดใหญ่ American Council on Education และ The Council for Adult and Experiential Learning เป็นหน่วยงานหลัก และนโยบายการเทียบโอนหน่วยกิตของมลรัฐ ก็ก่อให้เกิดความคล่องตัวแก่ผู้เรียน การโอนย้ายระหว่างสถาบันการศึกษาหรือหลักสูตรภายในมลรัฐ ออสเตรเลีย ให้ความสนับสนุนธุรกิจทางการศึกษา จนเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สำคัญของประเทศ โดยระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระยะเวลาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ 13 ปี โดยแบ่งออกเป็น ทั้งนี้ หลักการและแนวคิดในการปรับเอาระบบเครดิตแบงก์ หรือ ธนาคารหน่วยกิตมาใช้ คือ เน้นการรับรองผลการเรียนรู้เดิม เพื่อให้การรับรองผลการเรียนรู้และทักษะจากการศึกษาในระบบ และจากการทำงาน จากประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรหรือคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องมานับเป็นหน่วยการเรียนรู้ตามหลักสูตรหรือคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง มีการรับรองสมรรถนะของบุคคลโดยยึดโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และคำนึงถึงการลดความซ้ำซ้อน โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น หรือผู้ที่ต้องการนำสมรรถนะในการทำงาน ที่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตโดยการรับรองการเรียนรู้เดิมให้เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มีระบบเทียบโอนระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งในและระหว่างประเทศ และการเทียบโอนหน่วยกิต ผู้เรียนสามารถนำหน่วยกิตจากหลักสูตรอื่นๆที่เคยเรียนมา หรือจากประสบการณ์ทำงานมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในหลักสูตรที่กำลังจะเข้าศึกษาใหม่ได้ การประเมินคุณสมบัติของผู้เรียนขึ้นกับผลลัพธ์การเรียนรู้และทักษะในการทำงานรวมถึงความสามารถด้านอื่นๆ ส่วนหน่วยบริหารจัดการและกลไกการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตมี Department of Education skills and Employment ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี Australian Qualification Framework ควบคุมคุณภาพการศึกษา มี Australian skills quality authority ควบคุมการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมของสถาบันต่างๆ และมีการควบคุมมาตรฐานโดย College of Technical and Future Education หรือ TAFE เป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานอีกขั้น เกาหลีใต้ สาธารณรัฐเกาหลีหรือประเทศเกาหลีใต้ ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนากำลังคน แรงงาน และพัฒนาประเทศ ด้วยการจัดการศึกษาตลอดชีวิต เปิดโอกาสการเรียนรู้ให้ประชาชนอย่างกว้างขวางด้วยการใช้ “ระบบธนาคารหน่วยกิต” วางแผนการเรียนรู้ได้ตามความต้องการของผู้เรียน ตามเวลา สถานที่ที่เหมาะสมกับสภาพและความสนใจ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบตลอดชีวิตของประชาชนได้โดยตลอด ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมและระบบมหาวิทยาลัยตามปกติไม่สามารถให้ได้ โดยระบบ ธนาคารหน่วยกิต ของ เกาหลีใต้ เรียกว่า Academic Credit Bank System หรือ ACBS ซึ่งยึดหลักเชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และคุณวุฒิวิชาชีพไว้เป็นระบบอย่างชัดเจน มีการรับรองผลการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์การเรียนรู้ ทั้งนี้มีหน่วยงานเฉพาะที่มาบริหารจัดการและกลไกการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต คือ กระทรวงศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งชาติ เปิดเส้นทางการจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ พร้อมรันระบบในพื้นที่ EEC สำหรับประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการสะสมหน่วยการเรียนรู้ในด้านของการเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์อย่างชัดเจน เมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 15 ได้บัญญัติว่า “การจัดการการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน” มหาวิทยาลัยในเมืองไทยหลายแห่งเริ่มนำระบบเครดิตแบงก์ไปบรรจุไว้ในการเรียนการสอน โดยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเนื่องครบ 4 ปี หากเรียนไปแล้วสักพักอยากออกไปทำงาน ไปสร้างธุรกิจแล้วค่อยกลับมาเรียน มหาวิทยาลัยก็จะเก็บหน่วยกิตไว้ให้ จะกลับมาเรียนเมื่อไรก็ได้ โดยผลการเรียนยังคงอยู่ ส่วนการขยายแนวคิดของการนำระบบเครดิตแบงก์มาใช้ในระดับชาติก็ได้เกิดขึ้นมาในทุกยุคสมัย จนกระทั่ง ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่าง EEC ได้มีการนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบ EEC Model มาใช้ โดย ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้อธิบายถึงการปรับเอา ระบบเครดิตแบงก์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในแบบ EEC Model ว่า “วันนี้ความเคลื่อนไหวในการจัดการศึกษาแบบ EEC Model ไปไกลและเชื่อมโยงให้เกิด ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางอาชีพ’ ได้ลึกกว่ามาก มีการจัดการภูมิทัศน์และการบริหารจัดการศึกษาใหม่ให้เข้ากับโลกแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป” โดยสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งสามารถแบ่งปันและใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสถาบันได้ ในขณะที่ครูเป็นผู้ปรับสร้างการเรียนรู้แบบโค้ช (Coaching) ที่ลงมือปฏิบัติงานและร่วมกับสถานประกอบการ สร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นตรงตามสายงานที่ศึกษา” “ร่วมกับการปรับและจัดหลักสูตรเป็นแบบ โมดูล (Module) ที่เชื่อมต่อจากการศึกษาพื้นฐานผ่านการศึกษาอาชีวะไปจนถึงระดับปริญญาและสูงกว่า (ในกรณีที่ผู้เรียนต้องการ) โดยมี หลักสูตรระยะสั้น (Short Course) เป็นกลไกปรับเพิ่มเสริมทักษะ (Upskill, Reskill) รวมทั้งยังมีการพัฒนาการเรียนการสอนออนไลน์ตามความต้องการ และตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคใหม่” “สำหรับการบริหารจัดการศึกษาในสถาบันการศึกษา จะปรับฐานการบริการการศึกษาเป็นแบบเครดิตแบงก์ที่ให้สะสมหน่วยกิตการเรียนได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนในการที่จะทำงาน พัฒนาทักษะ ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ คู่ขนานไปกับการเรียนการสอน” อัปเดตความคืบหน้าล่าสุดของ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ รองรับการพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า เป็นที่น่ายินดี ที่โครงการ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ มีความคืบหน้าแล้ว โดยล่าสุด ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ให้ข้อมูลว่า “ขณะนี้ อว. กำลังเร่งดำเนินการจัดทำ “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนตลอดทุกช่วงวัย (Lifelong learning) ตามนโยบายของตนที่ต้องการเปิดโอกาสให้คนในทุกช่วงวัย” “โดยเฉพาะในวัยทำงานและวัยเกษียณสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงได้พัฒนาและเรียนรู้ทักษะใหม่ที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อเอาไปต่อยอดในการทำงาน พัฒนาตนเอง ตลอดจนสามารถสะสมไว้เพื่อการศึกษาต่อในระดับต่างๆ ได้ โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานปลัด อว. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาตินี้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับการศึกษาทุกช่วงวัย ที่สอดรับกับการปฏิรูปอุดมศึกษา ที่ตนได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง” รมว.อว.กล่าวต่อว่า “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาตินี้จะทำหน้าที่ในการรับฝากหน่วยกิตของผู้เรียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่เป็นใครก็ได้ที่เมื่อไปเรียนในหลักสูตรต่างๆ” “ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรประกาศนียบัตร หลักสูตร Non Degree หรือหลักสูตรการฝึกอบรมทั่วไป ก็จะสามารถนำหน่วยกิตมาเก็บสะสมไว้ได้ในธนาคารกลางแห่งนี้ ซึ่งการฝากและสะสมหน่วยกิตนี้ จะเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยหรือสถาบันฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก อว. โดยเมื่อสะสมหน่วยกิตได้ถึงระดับหนึ่งจะสามารถได้รับใบประกาศนียบัตรความเชี่ยวชาญ หรือปริญญาบัตร เพื่อแสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานและการทำธุรกิจต่อไป” อ้างอิง : Presentation เรื่อง “ระบบธนาคารหน่วยกิต : ข้อเสนอเชิงนโยบายและกลไกสู่การปฏิบัติ” ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (1 กันยายน 2563) ที่มา ; SALIKA
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานและวัยเกษียณ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพัฒนาทักษะใหม่ที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ได้อย่างยืดหยุ่น แนวคิดนี้พัฒนาจากระบบ Credit Bank ที่เปิดให้สะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้จากการศึกษาในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงประสบการณ์ทำงาน
บทความยกตัวอย่างการดำเนินงานในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จจากการเชื่อมโยงระบบเครดิตกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มีหน่วยงานกลางกำกับคุณภาพ และเน้นการรับรองสมรรถนะจริงของผู้เรียน
สำหรับประเทศไทย มีฐานกฎหมายรองรับตั้งแต่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และเริ่มขับเคลื่อนเชิงรูปธรรมในพื้นที่ EEC ผ่าน EEC Model ที่บูรณาการสถานศึกษา สถานประกอบการ หลักสูตรแบบโมดูล หลักสูตรระยะสั้น และบทบาทครูในฐานะโค้ช ล่าสุด อว. เร่งจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเป็นศูนย์กลางรับฝากหน่วยกิตจากหลักสูตรทุกประเภท นำไปสู่การรับรองความเชี่ยวชาญหรือคุณวุฒิในอนาคต
แนวข้อสอบ
เป้าประสงค์เชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของการจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ คือข้อใด
ก. ลดระยะเวลาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ข. เพิ่มจำนวนนักศึกษาในระบบมหาวิทยาลัย
ค. สร้างกลไกรองรับการพัฒนากำลังคนตลอดช่วงวัยอย่างยืดหยุ่น
ง. รวมศูนย์การจัดหลักสูตรของประเทศไว้ที่ อว.
เฉลย: ค
เหตุผล: ธนาคารหน่วยกิตมุ่งรองรับ Lifelong Learning ให้เรียน–ทำงาน–สะสมหน่วยกิตได้ ไม่ใช่เพียงลดเวลาเรียนหรือรวมศูนย์อำนาจ
สาระร่วมที่เหมือนกันของระบบ Credit Bank ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ คือข้อใด
ก. การใช้มหาวิทยาลัยเป็นผู้รับรองหน่วยกิตเพียงหน่วยงานเดียว
ข. การยึดผลลัพธ์การเรียนรู้และสมรรถนะเป็นฐานการเทียบโอน
ค. การจำกัดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะผู้เรียนในระบบ
ง. การเน้นการศึกษาระดับปริญญาเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: ทุกประเทศให้ความสำคัญกับผลการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่ง ไม่จำกัดเฉพาะระบบปกติ
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการนำแนวคิด EEC Model ไปใช้ จุดเน้นใดสอดคล้องกับบทความมากที่สุด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนในห้องเรียนให้เข้มข้น
ข. ปรับครูให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ตามตำรา
ค. เชื่อมหลักสูตรกับสถานประกอบการและจัดการเรียนรู้แบบโมดูล
ง. มุ่งประเมินผลด้วยการสอบปลายภาคเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: EEC Model เน้นความร่วมมือกับผู้ประกอบการ หลักสูตรโมดูล และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
บทบาทของ “ครู” ในระบบธนาคารหน่วยกิตตามบทความ ควรเป็นลักษณะใด
ก. ผู้ควบคุมมาตรฐานการสอบ
ข. ผู้จัดการเอกสารและหน่วยกิต
ค. โค้ชที่ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกับภาคงานจริง
ง. ผู้สอนเนื้อหาตามแผนการเรียนเดิมอย่างเคร่งครัด
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบนี้ต้องการครูในบทบาทโค้ช เชื่อมการเรียนกับการทำงานจริง
ความเสี่ยงสำคัญที่สุดหากประเทศไทยจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตโดยขาดกลไกกำกับคุณภาพ คือข้อใด
ก. ผู้เรียนใช้เวลาศึกษานานขึ้น
ข. การเทียบโอนหน่วยกิตขาดความน่าเชื่อถือ
ค. สถาบันการศึกษามีภาระงานเพิ่ม
ง. ผู้เรียนเลือกเรียนเฉพาะหลักสูตรระยะสั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: หากไม่มีมาตรฐานและหน่วยงานกลางกำกับ หน่วยกิตจะไม่เป็นที่ยอมรับและทำให้ระบบล้มเหลว