ค้นหา

ทำไมข้าราชการเมื่อเกษียณถึงต้องรับบำนาญ

ทำไมข้าราชการไทย เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว จึงได้รับเงินบำนาญต่อเป็นรายเดือนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานให้กับราชการแล้ว เป็นการเอาเปรียบสังคมหรือไม่ ?

ที่มาของการจ่ายเงินบำนาญ และ ทำไมไม่ควรตัดเงินบำนาญ

- ทำไมเงินบำนาญ
จึงต้องจ่ายให้ข้าราชการประจำที่เกษียณอายุแล้ว

หลักการ ในการรับคนเข้าทำงาน เป็นข้าราชการประจำ คือ
เมื่อเข้ารับราชการแล้ว ถ้าอยู่รับราชการมาจนครบ 25 ปีขึ้นไป  จึงจะมีการดูแลกันไปจนตาย โดยมีสิทธิได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน (ถ้ารับราชการประจำมายังไม่ครบ 25 ปี ไม่มีสิทธิได้เงินบำนาญนะครับ มิใช่ข้าราชการประจำทุกคน  เมื่อออกจากราชการแล้ว ก็จะได้รับเงินบำนาญหมดทุกคน)

หลักการนี้ เกิดขึ้นมาก่อน ที่จะมี
พรบ.ข้าราชการพลเรือน  ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ด้วยหลักคิดที่ว่า
  งานราชการเป็นงานให้บริการสาธารณะ แก่ประชาชน  เป็นงานที่ทำเพื่อส่วนรวม  เพื่อแผ่นดินไทย ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมาก เงินรายได้ ที่ได้รับมาจากภาษี  ก็นำมาพัฒนาประเทศ มาสร้างถนน โรงพยาบาล น้ำประปา ไฟฟ้า และ นำมาแบ่งเป็นเงินค่าตอบแทนรายเดือน  ในรูปเงินเดือนให้กับทุกคนที่ทำงานราชการ ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน

แต่เนื่องจาก รายได้ของรัฐ มาจากภาษี  รัฐไม่ได้ประกอบธุรกิจที่แสวงหากำไร เอามาแบ่งปันกัน  จึงไม่มีเงินผลกำไร  จากการประกอบธุรกิจอย่างภาคเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ  เงินเดือนของข้าราชการ ที่เริ่มต้นและไต่ขึ้นไป จนเกษียณอายุราชการในอดีตจึงกำหนด ในอัตรา ให้จ่ายเพียง 1/2 หรือ 1/3 ของอัตราที่ภาคเอกชนจ่ายให้ลูกจ้างที่ได้รับเข้ารับราชการในขณะนั้น

ข้าราชการประจำในอดีต ที่จบปริญญาตรี
จะเริ่มต้นที่ชั้นตรี ในอัตราเงินเดือนที่เดือนละ 450 บาท  ในขณะที่เอกชน อัตราเริ่มต้นส่วนใหญ่ จะจ่ายในอัตราเงินเดือนๆละ  900 บาท หรือ ในอัตราเงินเดือนที่มากกว่าเดือนละ 900 บาท

ต่อมา ประมาณปี 2516 เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบ พีซี (POSITION CLASSIFICATION) อัตราเงินเดือนระดับ ปริญญาตรี
เริ่มต้นที่ อัตรา 1,250 บาท และ ต่อมา ในปี 2525 ปรับเป็นเงินเดือนๆละ 2,765 บาท หลายคนที่ทำงานในยุคนั้น คงพอจะจำได้  ในขณะที่เงินเดือนของภาคเอกชน ในบริษัท หรือ ในธนาคารต่างๆ จะได้รับเงินเดือน ในอัตราเดือนละ 4,000-4,500 บาท 

หมายความว่า  ทางราชการก็ควรจะจ่ายเงินเดือน ให้คนที่ทำงานราชการเหมือนกัน ในคนที่จบในคุณวุฒิเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เท่ากัน กับภาคเอกชนในขณะนั้น


แต่รัฐไม่มีเงินมากพอ
  จึงจ่ายอย่างมาก แค่ครึ่งเดียว ของค่าแรงในภาคเอกชน ทั้งที่ ต้องทำงาน ไม่ได้แตกต่างกัน ในเวลาทำงาน และการใช้ความรู้ ใช้สมอง และ ใช้แรงงาน  รวมทั้ง ความทุ่มเทในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย และแผนงานเหมือนกัน 

แต่เมื่อเกษียณอายุ
งานแล้ว ภาคเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ มักจะมีเงินก้อนใหญ่ตอบแทนให้อีก ทางราชการ มีระบบบำเหน็จ ถ้าทำงานไม่ครบ 25 ปี แต่ก้อนไม่ใหญ่ เท่าเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ  แต่ ถ้า รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป  ถ้าไม่รับบำเหน็จ ก็จะมีระบบบำนาญ ไว้ให้ข้าราชการประจำ สำหรับมีรายได้เป็นรายเดือน เพื่อเลี้ยงชีพไปจนตาย 

เนื่องจากก่อนเกษียณอายุ
ข้าราชการประจำ ที่รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มักไม่ได้มีทักษะอาชีพอะไร  ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับรายได้ในวัยชรา ได้ เนื่องจากใช้เวลาในชีวิตทั้งหมด  ในวัยผู้ใหญ่ไปกับการทำงานให้ราชการจนหมดสิ้น  เงินเดือนอย่างน้อย ครึ่งหนึ่ง ของข้าราชการที่ควรได้ เท่ากับภาคเอกชน ที่จบมาในระดับเดียวกัน  จึงถูกนำมาชดเชยคืนให้ในวัยหลังเกษียณจนกว่าจะเสียชีวิต ใครตายเร็วก็ขาดทุนไป ใครอายุยืนก็มีเงินเลี้ยงชีพไป เหมือนกับว่า เป็นเงินที่รัฐเก็บไว้ให้ หรือ หักเอาไว้แล้ว และ จะทะยอยคืนให้หลังเกษียณอายุ ในระบบบำนาญรายเดือน จนกว่าจะสิ้นชีวิต

ถ้าผู้รับบำนาญ ได้รับราชการตั้งแต่มีอายุ 25 ปี
เกษียณอายุงาน 60  ปี เท่ากับทำงานให้ราชการ เป็นเวลา 35 ปี  ถ้ารัฐจ่ายคืนเงินเดือนที่ขาดไปครึ่งหนึ่ง ให้เท่าอายุงาน ที่เขารับราชการมา คือ จ่ายบำนาญให้เท่ากับ 35 ปี  ก็น่าจะถือว่า เป็นธรรมแก่การใช้แรงงานที่เขาทำราชการประจำมา หรือ ถือว่า เป็นค่าแรงครึ่งหนึ่ง ที่ทางราชการ ค้างจ่ายอยู่ อย่างไรก็ดี มีข้าราชการบำนาญ จำนวนน้อยเท่านั้น ที่จะมีอายุยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 35 ปี หรือ จะมีอายุถึง 60+35 = 95 ปี และ เมื่อข้าราชการบำนาญตายก่อนอายุ 95 เงินบำนาญก็หยุดจ่าย

ระบบเงินบำนาญนั้น จึงมีลักษณะ  ที่เป็นเงินที่ทางราชการ ทะยอยจ่ายคืนให้
ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งก็คือ ค่าแรงรายเดือน ครึ่งหนึ่งที่ราชการ ค้างจ่ายไว้  หรือ เก็บไว้ให้ในช่วงหลังเกษียณอายุงานนั่นเอง

นี่เป็นการมองภาพรวม ในระดับมหภาคทั้งระบบ
  เพื่อทบทวน และทำความเข้าใจที่ว่า ข้าราชการบำนาญ สบาย นั่งนอนกิน แล้วรัฐ ยังต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูนั้นเป็นการเข้าใจผิด  แท้จริงแล้ว มันคือ ค่าแรงของข้าราชการประจำเอง  ที่รับราชการมาครบ 25 ปีขึ้นไป  ที่ทางราชการ เขาเก็บไว้ทะยอยจ่ายให้ หลังเกษียณตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่

ข้าราชการประจำ ที่รับราชการโดยสุจริต  ส่วนใหญ่ ต้องดำรงชีพแบบพอเพียงจึงจะนำพา ครอบครัวให้อยู่รอดชีวิตได้
  โดยไม่มีหนี้สินรุงรัง ดั่งเช่น ข้าราชการครู เป็นต้น ในขณะที่ ผู้ที่ทำงานในภาคเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่  พวกเขาจะมีความเป็นอยู่  ที่มีความสะดวกสบาย หรูหรามากกว่า ตลอดชีวิตในช่วงการทำงานของพวกเขา 

แต่ข้าราชการ
ประจำ ที่รับราชการโดยสุจริต นั้น ย่อมยากที่จะใช้ชีวิตเทียบเท่าผู้ที่ทำงานในภาคเอกชนได้เลย ข้าราชการประจำ ปกติ  ก็จะมีแต่เงินเดือน เพื่อใช้ดำรงชีพ และ ใช้เลี้ยงครอบครัวอย่างอัตคัตขัดสนเป็นสำคัญ  ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่

ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป
  จึงสมควรที่เขาจะได้ค่าแรง อีกครึ่งหนึ่ง ที่ขาดไป  โดยที่ทางราชการ จัดสรรไว้เป็นระบบบำนาญหลังเกษียณมิใช่หรือ ?

จึงไม่ควรกล่าวว่า  ข้าราชการบำนาญ
  เมื่อไม่ได้ทำงาน  ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแล้ว  หากประเทศเกิดปัญหาทางการเงิน  ต้องตัดเงินบำนาญ ของข้าราชการบำนาญก่อน

ขอย้ำว่า ในอดีตที่ผ่านมา ระบบการจ่ายค่าตอบแทนการทำงาน ของข้าราชการประจำนั้น แม้จบคุณวุฒิเดียวกัน จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถ้ารับราชการประจำ  มักจะได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าการทำงานภาคเอกชน หรือ ได้รับเพียง 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ของภาคเอกชนเท่านั้น

ในปัจจุบัน ระบบราชการไทยเปลี่ยนแปลงไป คือ ถ้าเป็นพนักงานราชการ จะได้เงินเดือนสูงกว่า ข้าราชการประจำ แบบนี้ ก็ถือว่า มิได้เป็นข้าราชการประจำอีกแล้ว ก็ไม่มีระบบบำนาญรองรับอีกต่อไป เพราะ อัตราเงินเดือน ได้ใกล้เคียงกับภาคเอกชน เหมือนกับ พนักงานในองค์กรมหาชนของรัฐ  ก็ไม่มีระบบบำนาญรองรับ หรือ ได้ยกเลิกระบบบำนาญไปโดยปริยายไปแล้ว

สำหรับข้าราชการบำนาญในปัจจุบันนั้น คือ ข้าราชการประจำ ที่รับราชการมาตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า ภาคเอกชน และ ภาครัฐวิสาหกิจมานานแล้ว ไม่สมควรที่จะไปตัด หรือ ไปลดอัตราเงินบำนาญใดๆ อีก เพราะ เป็นอดีตข้าราชการประจำ ที่อุทิศตนทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนเกษียณอายุราชการโดยปราศจากความผิด หรือ ไม่มีมลทินใดๆ

ข้าราชการบำนาญท่านใด ที่อ่านบทความนี้แล้วถูกใจ  ก็ขอให้ส่งต่อไปยังเพื่อนๆ ให้ได้อ่านต่อกัน ครับ

 

พล.ต.ท.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บัญชาการ สตส.สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ข้อความส่งต่อ

 

ที่มา ; ข้อมูลส่งต่อทาง LINE

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น