ค้นหา

คุรุสภาเล็งจัดประเภท ‘ตั๋วครู’ ออกเป็น 3 ระดับ

 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการคุรุสภามีมติเห็นชอบร่างแนวทางการปรับปรุงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

          1. ใบรับรองการปฏิบัติการสอน (Provisional Teaching Certificate)

          2. ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น หรือ B-license (Basic Professional Teaching License) ถ้าสอบไม่ผ่าน จะต้องปรับเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น ไม่สามารถทำหน้าที่สอนได้ สำหรับผู้ที่ได้ B-license แล้ว เมื่อพัฒนาตัวเองจนได้รับวิทยฐานะระดับชำนาญการขึ้นไป จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง โดยอัตโนมัติ

          3. ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง หรือ A-license (Advanced Professional Teaching License) นั้น

ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะเท่าที่ดูการดำเนินการมีขั้นตอนที่ชัดเจน ทำให้เห็นว่าใบอนุญาตฯ สำคัญ จะได้รับตามระดับ และการพัฒนาตัวเอง ทำให้ครูทุ่มเทการทำงาน คู่ขนานไปพร้อมๆ กับการทำวิทยฐานะ ส่วนจุดอ่อน และข้อควรระวัง คือระบบนี้กว่าจะได้ใบอนุญาตฯ มีการสอบค่อนข้างมาก อาจทำให้เกิดธุรกิจ จัดติว หรืออบรม เพื่อให้ได้ใบอนุญาตฯ กลายเป็นธุรกิจให้กลุ่มคนเข้ามาหาผลประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่แก่นสาระที่แท้จริงของวิชาชีพโดยตรง 

กรณีที่สอบ B-license ไม่ผ่าน แล้วต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ไม่สามารถทำหน้าที่สอนได้นั้น อาจทำให้เกิดความลักลั่น ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะหากสอบไม่ได้แล้วต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่น อาทิ ธุรการ ก็อาจเสียกำลังใจ ดังนั้น อาจต้องไปดูองค์ประกอบอื่นประกอบการพิจารณาด้วย เช่น การปฏิบัติการสอน หรือช่องทางอื่นๆ เพื่อให้การได้มาซึ่งใบอนุญาตฯมีคุณค่า และมีความภูมิฐาน” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว 

ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า การปรับปรุงระบบใบอนุญาตฯ มีข้อดีดังนี้ เปิดให้ผู้ที่สอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯชั้นต้นไม่ผ่าน มีโอกาสทำงานในหน้าที่ครูได้ โดยขอใบรับรองการปฏิบัติการสอนเพื่อมาสอน ส่วนการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯชั้นต้น จะปรับให้เหลือการสอบวิชาชีพครู และวิชาที่สอน ส่วนวิชาทักษะภาษาไทย วิชาทักษะภาษาอังกฤษ และวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์บังคับของการรับรองปริญญา และประกาศนียบัตรทางการศึกษา 

ดร.เอกชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับใบรับรองการปฏิบัติการสอน จะมีระยะเวลา 2 ปี เพื่อใช้สอบบรรจุครูผู้ช่วย เมื่อได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยแล้ว จะมีเวลาพัฒนาตนเองเพื่อเลื่อนฐานะจากครูผู้ช่วยมาเป็นครู ซึ่งต้องรับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบอนุญาตฯชั้นต้น ทั้งนี้ กมว.มองว่าไม่ควรจะต่ออายุใบรับรองการปฏิบัติการสอน เพราะถ้าเปิดให้ต่ออายุเหมือนใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว ที่ครูขอต่ออายุได้ทุกๆ 2 ปี จะทำให้ครูไม่กระตือรือร้น และไม่ยอมสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯชั้นต้น การกำหนดเงื่อนไขเวลาไว้ และไม่ให้ต่อใบรับรองการปฏิบัติการสอน จะทำให้มีความพยายามมากขึ้น 

การปรับปรุงระบบใบอนุญาตฯ จะสอดรับกับการดำเนินการของ กมว.ที่เปลี่ยนแปลงการออกใบอนุญาตฯ ที่ต่อไปจะเฉพาะเจาะจงตามระดับที่สอนมากขึ้น เช่น ใบอนุญาตฯครูปฐมวัย ใบอนุญาตฯครูอาชีวะ เป็นต้น ซึ่งจะได้ครูที่ตรงระดับที่สอนเพิ่มมากขึ้น และการปรับครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานในทุกหน่วยงาน ตั้งแต่หน่วยผลิตถึงหน่วยที่ใช้ครู พร้อมกับเชื่อมโยงระบบการออกใบอนุญาตฯของคุรุสภา กับระบบวิทยฐานะของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้เป็นระบบเดียวกันด้วย” ดร.เอกชัยกล่าว 

ดร.เอกชัยกล่าวอีกว่า ขณะนี้ ก.ค.ศ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลครูทั้งประเทศ จะทำให้ทราบตัวเลขความต้องการครูในอนาคต โดยสถาบันผลิตครูจะนำข้อมูลนี้ไปผลิตครูให้ตรงกับความต้องการของประเทศ ดังนั้น การปรับครั้งนี้จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานบูรณาการร่วมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานเหมือนที่ผ่านมา 

มติชนออนไลน์ วันที่ 3 มิถุนายน 2565

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดิศร’ ค้านรื้อระบบออก ‘ตั๋วครู’ ชี้เปลี่ยนจนงง 

ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการคุรุสภามีมติเห็นชอบร่างแนวทางการปรับปรุงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ใบรับรองการปฏิบัติการสอน (Provisional Teaching Certificate) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น หรือ B-license (Basic Professional Teaching License) ถ้าสอบไม่ผ่าน จะต้องปรับเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น ไม่สามารถทำหน้าที่สอนได้ สำหรับผู้ที่ได้ B-license แล้ว เมื่อพัฒนาตัวเองจนได้รับวิทยฐานะระดับชำนาญการขึ้นไป จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง หรือ A-license (Advanced Professional Teaching License) โดยอัตโนมัตินั้น

มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ผ่านมาหลักการในการขอใบอนุญาตฯ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนทำให้ประชาชนสับสน งุนงง เมื่อประชาชนเกิดความสับสน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ควรจะกลับมาคำนึงถึงหลักการ ว่าควรจะเปลี่ยนหลักการในการออกใบอนุญาตฯ ดีหรือไม่

แม้ว่าโดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องดี แต่หลักการสำคัญในการออกใบอนุญาตฯ ไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก เพราะจะทำให้ประชาชนมึนงง ผมมองว่าองค์กรวิชาชีพ ไม่ควรจะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธาน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอด ทั้งนี้ ขอให้ลองย้อนกลับไปดูสภาวิชาชีพอื่นๆ ด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงระบบการออกใบอนุญาตฯ บ่อยเท่ากับวิชาชีพครูหรือไม่ ผมคิดว่าคุรุสภาเปลี่ยนระบบการออกใบอนุญาตฯ บ่อยมากจนเกินไป ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เกิดความสับสน” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว

ผศ.ดร.อดิศรกล่าวต่อว่า เมื่อมาดูสาระสำคัญที่จะเปลี่ยนหลักการในการออกใบอนุญาตฯ คือให้ผู้ที่จบคณะคุรุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มาขอใบรับรองการปฏิบัติการสอน เพื่อนำไปใช้ในการสอบบรรจุครูผู้ช่วย และเมื่อได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยแล้ว จะมีระยะเวลา 2 ปี ในการพัฒนาตนเอง เพื่อเลื่อนฐานะจากครูผู้ช่วยมาเป็นครู ซึ่งต้องเข้ารับการทดสอบ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ครูชั้นต้น แต่เมื่อมาดูสภาพความเป็นจริงของการผลิตครู จะพบว่ามีสถาบันผลิตครูที่คุรุสภาปล่อยให้ผลิตครูอย่างไม่เข้มงวดอยู่จำนวนมาก ซึ่งในอนาคตจะส่งผลให้การผลิตครูอ่อนแอ เพราะจะไม่มีการแข่งขัน ไม่มีความเข้มแข็ง และกระทบต่อคุณภาพแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ที่เรียนครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ สามารถขอเข้ารับการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ตั้งแต่เรียนในระดับชั้นปีที่ 3 และ ปีที่ 4 ถือเป็นการคัดกรองครูด้วยการแข่งขันกันอยู่ เพื่อให้ได้ครูที่มีประสิทธิภาพเข้าสู่ระบบมากขึ้น 

หลังจากที่ครูได้รับ B-license แล้ว พัฒนาตัวเองจนได้รับวิทยฐานะระดับชำนาญการขึ้นไป จะได้รับ A-license คำถามที่ตามมาคือ กระบวนการประเมินต่างๆ ที่ออกมา ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบครูไม่ผ่านการประเมิน จะกล้าประเมินให้ครูตกหรือไม่ กลัวว่าท้ายสุดการประเมิน จะเป็นในลักษณะที่ให้ทุกคนผ่านการประเมินทำหมด มองว่ากระบวนการนี้สร้างความยุ่งยาก เสียเวลา สร้างกระบวนการให้มีหลายขั้นตอนเท่านั้น แต่ท้ายสุดก็ลูบหน้าปะจมูกเหมือนเดิม ผมมองว่าควรจะคงกระบวนการออกใบอนุญาตฯ รูปแบบเดิมไว้ก่อน คือให้มีการแข่งขัน สร้างคุณภาพให้เกิดความเข้มแข็ง และสร้างเครื่องมือที่สามารถวิชาชีพครูให้มีประสิทธิภาพก่อนดีกว่า” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น