ค้นหา

‘สุภัทร’ ปัดเคลียร์ ศธจ.ปมแก้คำสั่ง คสช.

 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญคือ ให้อำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุฯ นั้น เท่าที่ทราบเรื่องนี้กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น ต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งอาจมีการแก้ไขในรายละเอียดอีกครั้ง เมื่อวุฒิสภาพิจารณาสิ้นแล้ว ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จึงจะพิจารณาว่า จะต้องจัดทำกฎหมายลูกในเรื่องใดประกอบบ้าง 

เรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ตามขั้นตอนแม้สภาฯจะเห็นชอบแล้ว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งตรงนั้น อาจมีการปรับแก้รายละเอียด ศธ. คงไปยกร่างกฎหมายลูกรอไว้ไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นโครงร่างกฎหมายใหม่ ส่วนข้อกังวลที่ว่า การคืนอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายให้เขตพื้นที่ฯ จะทำให้เกิดปัญหาเช่นที่ผ่านมานั้น เรื่องนี้ผมไม่ขอออกความเห็น และยังไม่มีการพูดคุยกับศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ส่วนตัวไม่อยากให้ไปกังวลอะไรล่วงหน้า เชื่อว่าทุกฝ่ายจะพยายามทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด “ นายสุภัทร กล่าว

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้แอบอ้าง ว่า ข้าราชการระดับสูงระดับ 10และ 11 หรืออดีตข้าราชการระดับสูง ในศธ. จะช่วยเหลือให้เป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ซึ่งจะเปิดรับสมัครวันที่ 1-7 กรกฎาคม โดยจะต้องจ่ายค่าวิ่งเต้น ประมาณ 2-3 ล้านบาท นั้น ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่มีการเอ่ยชื่อตนออกมา ดังนั้นจึงยังไม่ได้ดำเนินการแจ้งความ หรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานอะไร ยืนยันว่า การสอบผู้อำนวยการสพท.แทนตำแหน่งว่าง 13 อัตรา และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน พ.ศ.2565 จำนวน 208 อัตรา ไม่มีเด็กฝาก เด็กเส้นโดยเด็ดขาด โดยมีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น กลุ่มที่ออกมาพูดว่า ฝากได้เป็นพวกตกเบ็ด และคนที่จ่ายเงิน เพราะคิดว่าจะช่วยให้เข้าสู่ตำแหน่งได้ ก็ถือเป็นผู้ทุจริตเช่นเดียวกัน หากพบ จะหมดสิทธิสอบเป็นข้าราชการตลอดชีวิต 

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า กรณีการแก้ไขคำสั่งคสช. คืนอำนาจแต่งตั้ง โยกย้ายให้เขตพื้นที่ฯ นั้น สพฐ.ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะเพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ต้องรอประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการก่อน ส่วนตัวขอไม่ให้ความเห็น เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง แต่ในการทำงาน สพฐ. ไม่กังวลเพราะเป็นงานเดิมที่ทำอยู่แล้ว ถ้ากฎหมายแก้ให้กลับเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ ก็พร้อมจะดำเนินการทันที 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

สกศ.ตั้งงบสร้างความเข้าใจพ.ร.บ.การศึกษาใหม่ 

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ตามที่ สกศ.ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณากฎหมายลูก จำนวน 10 ชุด เช่น คณะกรรมการ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการ พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน คณะกรรมการ พ.ร.บ.การศึกษาพิเศษ เป็นต้น เพื่อที่จะให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาชาติ พ.ศ… ที่จะมีการประกาศในเร็วๆ นี้นั้น ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าของการยกร่างกฎหมายลูกต่างๆ เดินหน้าไปกว่าร้อยละ 80 เหมือนเพียงแค่ให้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และมีการประกาศใช้ จากนั้นเราก็จะปรับกฎหมายลูกที่มีอยู่ในสอดคล้องและสามารถประกาศใช้ได้ในทันที 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.การบริหารข้อมูลสารสนเทศเพื่อการศึกษา พ.ศ…. และร่างพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา พ.ศ…. (องค์การมหาชน) นั้น สกศ.จะปรับแนวทางการดำเนินการใหม่ โดยจะปรับให้เป็นไปในรูปแบบขององค์การมหาชนและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ส่วนอีก 8 ฉบับก็ดำเนินการตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ขณะนี้มีการอภิปรายไปแล้ว 93 มาตรา จาก 119 มาตรา ลงมติไป 13 มาตรา เหลือการลงมติ ซึ่งนายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ก็ยืนยันว่าจะเสร็จทันสมัยการประชุมนี้ ซึ่งสาเหตุที่ต้องเร่งรัด เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งรสชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่าจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา

เลขาสกศ.กล่าวอีกว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ถือเป็นการกระจายอำนาจไปให้สถานศึกษาแบบ 100% ถึงตัวสถานศึกษาโดยตรง ส่วนกลางทำหน้าที่เพียงการควบคุมมาตรฐานเท่านั้น นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2566 ของ สกศ.เราได้เตรียมงบฯ สำหรับการอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องกฎหมายการศึกษาที่จะออกใหม่ทั้งหมดให้แก่หน่วยที่เกี่ยวข้องและประชาชน เพื่อที่จะสร้างการรับรู้ และการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมาเราติดกับปัญหาเรื่องการปฏิงาน แม้ว่ากฎหมายจะเปิดให้กระจายอำนาจ แต่ฝ่ายปฏิบัติยังยึดติดกับการทำงานให้แบบเดิมอยู่ เราก็ไม่สามารถที่จะกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง 

ที่มา ; ไทยโพสต์ กรกฎาคม 2565

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น