ค้นหา

ก.ค.ศ.เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครู

27 กรกฎาคม 2565 / ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 7/2565 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครู ดังนี้ 

สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบเพื่อใช้พิจารณาการย้ายกรณีปกติ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ตาม ว 3/2564 ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ กำหนดให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย 2 ปี และดำรงตำแหน่งครู อีก 2 ปี รวมเวลา 4 ปี ถึงจะยื่นคำร้องขอย้ายได้ ทำให้ข้าราชการครูฯ ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลภูมิลำเนาต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน 

ก.ค.ศ.พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อันจะส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 

กำหนดให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ไปใช้ย้ายครูกับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

กำหนดการย้ายเป็น 3 กรณี ได้แก่ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การปรับแก้/เพิ่มเติม การย้ายในแต่ละกรณี ดังนี้ 

การย้ายกรณีปกติ 

·      คุณสมบัติของผู้ขอย้าย โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อพ้นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มและได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูแล้ว สามารถยื่นคำร้องได้เลย (ไม่ต้องรอ 4 ปี)

·      ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้าย โดยสามารถนำระยะเวลาที่เตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มในสถานศึกษานั้น ไม่น้อยกว่า 24 เดือนมาใช้ได้

·      ให้ยื่นคำร้อง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ยื่นคำร้องเดือนมกราคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 30 เม.ย. และครั้งที่ 2 ยื่นคำร้องเดือนกรกฎาคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 1 ก.ย. – 31 ต.ค.

·      องค์ประกอบการพิจารณาย้าย ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ ว 3/2564 

การย้ายกรณีพิเศษ 

เพิ่มเติมรายละเอียดเหตุของการย้ายให้ชัดเจนขึ้น และกำหนดให้ผู้ขอย้ายระบุอำเภอ ในจังหวัดที่ประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ขอย้ายได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว โดยให้ สพท. ที่รับย้าย เป็นผู้พิจารณาสถานศึกษาให้ไปดำรงตำแหน่ง และต้องดำเนินการนำเสนอ กศจ. พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายใน 45 วัน 

การย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ 

กำหนดเหมือนเดิม เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิมได้กระจายอำนาจให้ สพท. หรือส่วนราชการอื่นเป็นผู้พิจารณาย้ายได้ตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ในกรณี ดังนี้

·      การย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

·      การย้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา

·      การย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา 

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/8 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ที่ ศธ 0206.4/24 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 และที่ ศธ 0206.4/32 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ด้วย 

ที่มา ; ศธ. 360 องศา 

ข่าวเกี่ยวกัน

เกณฑ์ใหม่ครูขอย้าย ไม่ต้องรอ 4 ปี ยื่นได้ 2 ครั้งต่อปี

·      กำหนดให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายไปใช้ย้ายครูกับทุกส่วนราชการในสังกัด ศธ. กำหนดการย้ายเป็น 3 กรณี ได้แก่ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

·      สำหรับการย้ายกรณีปกติ คุณสมบัติของผู้ขอย้าย โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อพ้นการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มและได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูแล้ว สามารถยื่นคำร้องได้เลยโดยไม่ต้องรอ 4 ปี

·      ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้าย โดยสามารถนำระยะเวลาที่ เตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มในสถานศึกษานั้น ไม่น้อยกว่า 24 เดือนมาใช้ได้

·      ให้ยื่นคำร้อง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ยื่นคำร้องเดือนมกราคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน และครั้งที่ 2 ยื่นคำร้องเดือนกรกฎาคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม โดยองค์ประกอบการพิจารณาย้าย ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ ว 3/2564

·      ส่วนการย้ายกรณีพิเศษ เพิ่มเติมรายละเอียดเหตุของการย้ายให้ชัดเจนขึ้น และกำหนดให้ผู้ขอย้ายระบุอำเภอในจังหวัดที่ประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ขอย้ายได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่รับย้าย เป็นผู้พิจารณาสถานศึกษาให้ไปดำรงตำแหน่ง และต้องดำเนินการนำเสนอ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายใน 45 วัน

·      กรณีการย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ กำหนดเหมือนเดิม เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิมได้กระจายอำนาจให้ สพท. หรือส่วนราชการอื่นเป็นผู้พิจารณาย้ายได้ตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ในกรณีการย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การย้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา และการย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/8 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ที่ ศธ 0206.4/24 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 และที่ ศธ 0206.4/32 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ด้วย

การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ เพราะต้องการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบเพื่อใช้พิจารณาการย้ายกรณีปกติตามหลักเกณฑ์เดิมนั้น ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ตาม ว 3/2564 ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ กำหนดให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย 2 ปี และดำรงตำแหน่งครูอีก 2 ปี รวมเวลา 4 ปี ถึงจะยื่นคำร้องขอย้ายได้ ทำให้ข้าราชการครูที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลภูมิลำเนาต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน เชื่อว่าจะทำให้ครูมีขวัญกำลังใจในการทำงานมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาการศึกษามีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”น.ส.ตรีนุชกล่าว 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก.ค.ศ.’ ปัดย้ายครู2ปี ไม่เอี่ยวการเมือง ติงนักวิชาการอย่างนั่งมองบนหอคอย

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่นักวิชาการมีข้อกังวล กรณีคณะกรรมการก.ค.ศ.เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้ ครูผู้ช่วยที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูแล้ว และปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาปัจจุบันไม่น้อยกว่า 2 ปี สามารถยื่นคำร้องได้เลย โดยไม่ต้องรอ 4 ปี จะส่งผลกระทบทำให้ครูโรงเรียนขนาดเล็กย้ายไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ เกิดปัญหาขาดแคลนครู และมองว่า เป็นการหาเสียงใช้การเมืองนำการศึกษา นั้น ก.ค.ศ.ออกเกณฑ์ดังกล่าวมา โดยมองในหลายมิติ ทั้งการแต่งตั้งโยกย้าย ค่าใช้จ่าย รวมถึงขวัญกำลังใจของครูและบุคาลกรทางการศึกษา แบบองคาพยพ ไม่ได้มองแค่มิติเดียว รวมถึงมีการวางระบบการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กไว้แล้ว โดยได้มีการปรับระบบการจัดสรรอัตรากำลัง ซึ่งจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับการจัดสรรครูเพิ่ม

การปรับระบบครั้งนี้ ก.ค.ศ.มองในหลายมิติ เพื่อให้งานบริหารบุคคลมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพ เป็นการมองภาพกว้าง และไม่ได้มีเรื่องการมองเข้ามาเกี่ยวข้อง การวิจารณ์ลักษณะดังกล่าว เป็นการนั่งวิจารณ์อยู่บนหอคอยงาช้าง อยากให้มองในมิติอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะในมุมการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู มีคุณภาพชีวิตที่ดี ” นายประวิต กล่าว 

เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามโดยทั่วไป ครูจะสามารถขอย้ายได้ทุก 2 ปีอยู่แล้ว เพียงแต่หลักเกณฑ์ไปกำหนดให้ครูผู้ช่วย หรือครูใหม่ จะต้องย้ายเมื่อทำงานครบ 4 ปี ดังนั้น การออกเกณฑ์ดังกล่าวมา จึงเป็นเพียงการปลดล็อกให้ครูผู้ช่วยสามารถขอย้ายได้ภายใน 2 ปีเช่นเดียวกันครูทั่วไป นอกจากมิติอัตรากำลังแล้ว ยังมองถึงคุณภาพชีวิต ซึ่งตำแหน่งครูผู้ช่วย ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตการทำงานของครู หากได้บรรจุแต่งตั้งในโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือโรงเรียนที่มีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีปัญหา แต่หากได้ไปบรรจุแต่งตั้งในพื้นที่ห่างไกล ก็อาจเป็นความทุกข์ เรื่องนี้ต้องนึกถึงใจของครูด้วย ยืนยันว่าการดำเนินการปรับหลักเกณฑ์ใด ๆ ของก.ค.ศ. จะมองในภาพรวมหลายมิติ โดยเฉพาะขวัญกำลังใจในการทำงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา

 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 สิงหาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

เกณฑ์ย้ายครูใหม่กระทบ ร.ร.เล็ก เชื่อแม่พิมพ์แห่ย้ายเข้าเมือง นักวิชาการอัดใช้ ‘การเมือง’ นำ หวังหาเสียง

 

ด้วยระบบของการทำงานในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความยุ่งยาก ครูอยากย้ายออกไปโรงเรียนที่ใหญ่กว่า มีคุณภาพมากกว่า หรืออยู่ในเมือง หรือกลับภูมิลำเนา เมื่อหลักเกณฑ์นี้กระทบกับโรงเรียนขนาดเล็ก ศธ.ก็ควรจะเร่งแก้ปัญหา เช่น อาจเร่งการบรรจุครูให้ไวขึ้น หรือปรับโครงสร้าง ปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็กใหม่” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว

ผศ.ดร.อดิศรกล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์ใหม่นี้ จะเปิดโอกาสให้มีทุจริตในการโยกย้ายหรือไม่ มองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะหลักเกณฑ์ในการย้ายครูด้วยวิธีปกติ ทำให้วิ่งเต้นกันยากมาก เนื่องจากกำหนดคะแนนตัวชี้วัดในการประเมินตามองค์ประกอบการย้ายครูอย่างชัดเจน เช่น กำหนดความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความจำเป็นของสถานศึกษา สภาพความยากลำบากในการปฏิบัติงานในสถานศึกษาปัจจุบัน เหตุผลในการขอย้าย ดูความอาวุโส วิทยฐานะ ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาที่รับย้าย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้เกณฑ์นี้จะป้องกันการทุจริตได้ แต่ไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการย้ายคน เพราะครูเก่งๆ จะถูกย้ายออกจากโรงเรียนขนาดเล็ก มองว่าเกณฑ์การพิจารณาย้ายครู ควรจะให้น้ำหนักเหตุผลความจำเป็นว่าต้องการไปดูแลครอบครัว กลับภูมิลำเนา มากกว่าไปให้น้ำหนักกับเรื่องวิทยาฐานะ ความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา 

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า เชื่อว่าเกณฑ์ย้ายครู 4 ปี ดีกว่า 2 ปี เพราะเชื่อว่าผู้ที่จบคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่ได้รับการอบรมมา จะรู้ และทำใจมาแล้ว ว่าหากได้รับการบรรจุแต่งตั้ง จะต้องไปโรงเรียนขนาดเล็กเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งการไปโรงเรียนขนาดเล็ก ถือเป็นการพิสูจน์เรื่องอุดมการณ์ ความท้าทาย ความเสียสละ จิตวิญาณของครู และจะทำให้ครูเหล่านี้อยู่กับโรงเรียนขนาดเล็กจนครบ 4 ปี เมื่อครูอยู่โรงเรียนจนครบระยะเวลา จะช่วยเหลือโรงเรียน และเด็กอย่างมาก แต่เมื่อเปลี่ยนระยะเวลาการย้ายเหลือ 2 ปี จะทำให้เกิดความปั่นป่วน ครูจะไม่ทำงานอย่างทุ่มเทถึงที่สุด และจะเกิดความอลเวงกันทั้งระบบ 

มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองที่นำการศึกษา ต้องการหาเสียง การเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ควรต้องมีคุณธรรม มีหลักการในตัวนโยบายด้วย ไม่ควรมองเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว เกณฑ์นี้จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนครูมากขึ้น เพราะครูจะย้ายกลับภูมิลำเนา หรือเน้นย้ายไปโรงเรียนในเมือง ที่มีความสะดวกสบายมากกว่า คำถามคือเรากำลังให้โอกาสครู หรือกำลังซ้ำเติมปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น