
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook สภาการศึกษา
รศ.ดร.ประวิต กล่าวเปิดการประชุมสัมมนาฯ และรายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในหัวข้อ “ข้อมูลการศึกษาเพื่อออกแบบเส้นทางเรียนในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” สำหรับแนวคิดสำคัญในการรายงานสภาวะการศึกษาไทยในไตรมาสนี้ คือ “การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เชื่อมโยงชีวิตจริง อนาคตผู้เรียน และมาตรฐานสากล” ในไตรมาส 1 ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญทางแยกเชิงโครงสร้างจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ปัจจุบัน สกศ. อยู่ระหว่างการพัฒนา “INES” (ฐานข้อมูลทางการศึกษา) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการวิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอกระบบ ให้สอดคล้องกับกรอบสากลของ OECD ซึ่งจะช่วยให้คาดการณ์อนาคตและเปรียบเทียบแนวโน้มระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาให้มั่นคงจึงต้องเชื่อมโยงโจทย์ทั้ง 4 ส่วน ต่อไปนี้ให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
ส่วนที่ 1 การเชื่อมโยงข้อมูลโลกจริงเข้ากับระบบการศึกษา ระบบการศึกษาต้องมองให้กว้างกว่าแค่สถานศึกษาหรือผลสอบ ดังนั้นการนำข้อมูลในโลกความเป็นจริงเป็นสร้างฐานสำคัญในการออกแบบระบบการศึกษาและวางรากฐานเชิงนโยบายให้เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ครอบคลุม 3 มิติ ดังนี้
1.ข้อมูลตลาดแรงงานและผลลัพธ์ชีวิตจริงของผู้เรียน แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการมีงานทำสูงถึงร้อยละ 67.2 และอัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.8 (ข้อมูลปี พ.ศ. 2567) ทว่ายังเผชิญความท้าทายด้านรายได้และผลิตภาพของงานอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกันข้อมูลเชิงเปรียบเทียบชี้ว่า ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีของไทยมีอัตราการมีงานทำอยู่ที่ร้อยละ 75.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึงร้อยละ 12.7 (ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 88) อีกทั้งเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี เองก็มีอัตราการมีงานทำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึงร้อยละ 12 ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหา “ความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่าน” นั่นคือ การจบการศึกษาไม่ตรงสายงาน ขาดทักษะประสบการณ์ที่ตลาดต้องการ ดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน-หลักสูตร-ทักษะ-งาน-รายได้ สนับสนุน Credit Bank / Micro-Credential / Skill Bridge จะช่วยสร้างระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงเส้นทางอาชีพมากขึ้น
2. ข้อมูลความต้องการทักษะและอาชีพของโลกงาน ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตทักษะพื้นฐาน” โดยพบว่าประชากรและเยาวชนไทยถึงร้อยละ 65 มีทักษะการอ่านและใช้ข้อมูลพื้นฐาน (Basic Literacy Tasks) ต่ำกว่าเกณฑ์ และร้อยละ 74 ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ซึ่งผู้ที่มีทักษะที่กล่าวมาระดับสูงมีแนวโน้มรายได้ที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แรงงานไทยยังเผชิญภาวะทักษะไม่สมดุล วูฒิการศึกษาสูงแต่ทักษะไม่ตรงวิชาชีพในตลาดแรงงานเช่น เทคโนโลยีการผลิต กระบวนการทางธุรกิจ การสื่อสาร และบุคลากรสาย STEM ส่งผลให้แรงงานจบใหม่ที่มีวุฒิการศึกษาสูงถึงร้อยละ 34 ต้องทำงานในตำแหน่งที่ใช้ทักษะต่ำหรือปานกลางซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึง 2 เท่า อีกทั้งโอกาสการเข้าถึง Upskilling ของวัยแรงงานไทยค่อนข้างต่ำ
3.ข้อมูลครัวเรือน พื้นที่ และโอกาสของผู้เรียน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยนักเรียนจากครัวเรือนยากจนที่สุด มีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษาสูง ประกอบกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงกว่าร้อยละ 89 ของ GDP ยิ่งซ้ำเติมโอกาสทางการศึกษา พบว่าในเชิงพื้นที่ อัตราการสำเร็จการศึกษาชั้น ม.ปลาย ในพื้นที่ชนบทต่ำกว่าในเขตเมืองถึงร้อยละ 18 โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 80 ในขณะที่ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63-65 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนแรงงานนอกระบบสูงในภูมิภาค
ส่วนที่ 2 การใช้ข้อมูลการศึกษาเพื่อกำหนดทิศทางเส้นทางผู้เรียน มุ่งใช้ข้อมูลภายในระบบการศึกษา โดยเฉพาะข้อมูลครูและห้องเรียน เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขจริงของการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคของการเรียนรู้ของผุ้เรียน ซึ่งได้เชื่อมโยงกับการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการศึกษาตามแนวทาง INES ของ OECD ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลที่เทียบเคียงกับประเทศอื่น ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวิเคราะห์สภาวะการศึกษาไทยเชื่อมโยงมาตรฐานสากล จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ OECD เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานของครู เงินเดือนครู พบว่า ครูไทยมีชั่วโมงการสอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในขณะเดียวกันภาระงานอื่นค่อนข้างมากส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงปัจจัยค่าตอบแทน การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่สอดคล้องการจัดการเรียนการสอน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของระบบในการสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งสิ้น ด้านข้อมูลห้องเรียน การเชื่อมโยงข้อมูลขนาดชั้นเรียน (Class Size) และ อัตราส่วนนักเรียนต่อครู (Ratio) ผลจากข้อมูลในห้องเรียนขนาดเล็กและสัดส่วนครูต่อนักเรียนที่เหมาะสม ไม่ได้รับประกันคุณภาพการจัดการเรียนการสอนจริง ดังนั้นต้องออกแบบ School Network และ Teacher Sharing ซึ่งจะสะท้อนผลลัพธ์การใช้ทรัพยากรอย่างแท้จริง
ส่วนที่ 3 การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียนในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจบนพื้นฐานทักษะ การออกแบบเส้นทางการเรียนรู้จึงต้องเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน การแนะแนวด้วย AI และระบบ Pathway ที่สอดคล้องและยืดหยุ่น จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจจากข้อมูลโดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนเท่านั้น อีกทั้งการมีกลไกสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลจริง การเติมทักษะที่จำเป็น การเรียนรู้ประสบการณ์ทำงาน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะช่วยลดการหลุดจากระบบผู้เรียน เพิ่มโอกาสการมีงานทำ ดังนั้น Skill Bridge Platform จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการศึกษาไทย ที่เปลี่ยนจากการผลิต ‘ผู้จบการศึกษา’ ไปสู่การพัฒนา ‘กำลังคนที่มีสมรรถนะและพร้อมทำงาน’ เชื่อมการเรียนรู้กับการมีงานทำอย่างไร้รอยต่อ
ส่วนที่ 4 การจัดวางใหม่ของกรอบสาระการเรียนรู้ที่จำเป็นของผู้เรียน การเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่อนาคต ไม่ใช่การเพิ่มวิชาเรียนใหม่ ซึ่งจะสร้างภาระให้แก่ทั้งครูและนักเรียน แต่คือการ “จัดวางสาระการเรียนรู้เดิมใหม่” ให้ผสานเข้ากับข้อมูลจริง ปัญหาจริง และโลกแห่งการทำงานจริง โดยจำแนกออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ
1.การอ่านและการใช้ข้อมูล (Reading and Information Learning) มุ่งพัฒนาทักษะการอ่าน การทำความเข้าใจ การตรวจสอบความถูกต้อง และการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจในชีวิตจริงได้อย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขวิกฤตทักษะพื้นฐานของประเทศ
2. STEM และนวัตกรรม (STEM and Innovation Learning) บูรณาการองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างกรอบคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีมูลค่า
3. ภาษาและการสื่อสารระดับโลก (Language and Global Communication Learning) ยกระดับความสามารถด้านภาษาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล และการเชื่อมโยงเข้ากับโลกแห่งการทำงานยุคไร้พรมแดน
4. สังคม อารมณ์ และจริยธรรม (Social, Emotional and Ethical Learning) มุ่งเน้นการดึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ จริยธรรม และความรับผิดชอบ มาเป็นเข็มทิศในการกำกับการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
ต่อมาที่ประชุมร่วมรับฟังการเสวนา เรื่อง เส้นทางผู้เรียนสู่โลกของงานในอนาคต (Learner Pathways to the Future World of Work) โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการศึกษาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ ดร. เกศรา อมรวุฒิวร ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED, Mr. Koji Miyamoto นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก World Bank, Mr. Danny Whitehead ผู้อำนวยการ British Council Thailand และ ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรและแผนงาน วชิราวุธวิทยาลัย ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับภาพรวมของทิศทางการศึกษาในปัจจุบัน พบว่ามีปัจจัยที่ส่งผลกระทบในโลกการทำงานต่อการเรียนรู้และตัวผู้เรียน 3 ประเด็น ดังนี้ 1).งานซ้ำๆ แบบเดิมกำลังจะหายไป งานประจำที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและเกิดการทำซ้ำๆ จะถูกแทนที่ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเรียนรู้แบบเน้นการจำหรือทำตามคำสั่งแบบเดิมจึงไม่เพียงพออีกต่อไป 2.คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ “ความคิดและปฏิสัมพันธ์” งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์เชิงลึก หรือการมีปฏิสัมพันธ์ยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงและ AI ไม่สามารถทดแทนได้ และ 3.การเกิดขึ้นของอาชีพใหม่และการทำงานร่วมกับ AI จะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเกิดอาชีพใหม่ๆ ที่ไม่เคย
สกศ. เปิดรายงาน สภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 2 เส้นทางผู้เรียนสู่โลกของงานในอนาคต
ที่มา ; มติชนออนไลน์
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หรือ สกศ. เผยรายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 ในหัวข้อ “ข้อมูลการศึกษาเพื่อออกแบบเส้นทางเรียนในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” โดยเน้นการพัฒนาฐานข้อมูลการศึกษา “INES” ตามกรอบ OECD เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน ตลาดแรงงาน ทักษะ และคุณภาพชีวิตจริงเข้าด้วยกัน สะท้อนว่าการศึกษาไทยยังเผชิญปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างการเรียนกับงาน ทักษะพื้นฐานและดิจิทัลต่ำ รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและพื้นที่ ส่งผลให้ผู้เรียนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ไม่เต็มศักยภาพ
รายงานเสนอให้ใช้ข้อมูลด้านครู ห้องเรียน และทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมออกแบบระบบ School Network และ Teacher Sharing เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังเสนอการสร้าง Skill Bridge Platform เพื่อเชื่อมการเรียนรู้กับการทำงานอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยแนะแนวและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ขณะเดียวกันควรปรับกรอบสาระการเรียนรู้ให้เน้นการอ่านและใช้ข้อมูล STEM ภาษา การสื่อสาร และจริยธรรม เพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถอยู่ร่วมกับ AI และโลกงานอนาคตได้อย่างมีคุณภาพและมีความเป็นมนุษย์
สาระสำคัญที่สุดของการพัฒนา “INES” ตามรายงานสภาวะการศึกษาไทย คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียนขนาดใหญ่ให้มากขึ้น
ข. เชื่อมโยงข้อมูลการศึกษากับโลกจริงและมาตรฐานสากล
ค. ลดจำนวนครูเพื่อประหยัดงบประมาณ
ง. ปรับหลักสูตรให้เหมือนทุกประเทศใน OECD
เฉลย: ข.
เหตุผล: INES ถูกพัฒนาเพื่อเป็นฐานข้อมูลเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียน ตลาดแรงงาน และมาตรฐาน OECD เพื่อใช้วิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตทางการศึกษา
ปัญหา “ความยากลำบากในการเปลี่ยนผ่าน” ของผู้เรียนไทย สะท้อนถึงสถานการณ์ใดมากที่สุด
ก. ผู้เรียนมีผลสอบต่ำกว่ามาตรฐาน
ข. โรงเรียนขาดงบประมาณด้านเทคโนโลยี
ค. ผู้เรียนจบการศึกษาแต่ทักษะไม่ตรงกับงาน
ง. ครูมีจำนวนชั่วโมงสอนมากเกินไป
เฉลย: ค.
เหตุผล: รายงานชี้ว่าผู้เรียนจำนวนมากจบไม่ตรงสายงานและขาดทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แนวทางใดสอดคล้องกับรายงานมากที่สุด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขันระดับชาติ
ข. จัดการเรียนแบบเดียวกันทุกพื้นที่
ค. ใช้ข้อมูลครัวเรือนและบริบทพื้นที่ในการวางแผนช่วยเหลือ
ง. เน้นการลงทุนเฉพาะโรงเรียนในเมืองใหญ่
เฉลย: ค.
เหตุผล: รายงานเน้นการใช้ข้อมูลเศรษฐกิจ ครัวเรือน และภูมิศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาโอกาสทางการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “การศึกษาในสังคม AI ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. ใช้ AI แทนครูทั้งหมด
ข. ให้ AI เป็นผู้ตัดสินอนาคตผู้เรียน
ค. ใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจของผู้เรียน
ง. ลดการเรียนรู้ด้านจริยธรรมเพื่อเพิ่มทักษะดิจิทัล
เฉลย: ค.
เหตุผล: รายงานระบุว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตผู้เรียน
เหตุใดรายงานจึงเสนอแนวคิด School Network และ Teacher Sharing
ก. เพื่อเพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. เพราะห้องเรียนเล็กไม่ได้รับประกันคุณภาพเสมอไป
ค. เพื่อยุบโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด
ง. เพื่อให้ครูสอนหลายวิชาพร้อมกัน
เฉลย: ข.
เหตุผล: แม้ชั้นเรียนเล็กหรืออัตราส่วนนักเรียนต่อครูเหมาะสม ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพการเรียนรู้จะดีเสมอ
ข้อใดเป็น “วิกฤตทักษะพื้นฐาน” ที่รายงานกล่าวถึง
ก. ผู้เรียนขาดทักษะกีฬาและดนตรี
ข. ผู้เรียนมีผลสอบวิทยาศาสตร์สูงเกินไป
ค. ผู้เรียนจำนวนมากขาดทักษะการอ่านและดิจิทัลพื้นฐาน
ง. ผู้เรียนเรียนภาษาต่างประเทศมากเกินจำเป็น
เฉลย: ค.
เหตุผล: รายงานระบุว่าคนไทยจำนวนมากยังมีทักษะการอ่านและทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์
หากครูต้องการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับโลกงานอนาคต ควรจัดการเรียนรู้แบบใดมากที่สุด
ก. ท่องจำเนื้อหาเพื่อสอบแข่งขัน
ข. ฝึกทำข้อสอบแบบเดิมซ้ำ ๆ
ค. บูรณาการการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาจริง
ง. ลดกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้ควบคุมชั้นเรียนง่ายขึ้น
เฉลย: ค.
เหตุผล: โลกงานอนาคตต้องการทักษะคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา ซึ่ง AI ยังทดแทนได้ยาก
Skill Bridge Platform มีเป้าหมายสำคัญตรงกับข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยของรัฐ
ข. เชื่อมการเรียนรู้กับการมีงานทำอย่างไร้รอยต่อ
ค. ลดการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน
ง. ควบคุมหลักสูตรให้เหมือนกันทั่วประเทศ
เฉลย: ข.
เหตุผล: รายงานเสนอให้ Skill Bridge เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมผู้เรียนกับโลกงานและการพัฒนาทักษะ
การจัดวางสาระการเรียนรู้ใหม่ตามรายงาน มีจุดมุ่งหมายสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มจำนวนวิชาเรียนให้ทันสมัย
ข. ลดเวลาเรียนทุกระดับชั้น
ค. ผสานสาระเดิมเข้ากับปัญหาและโลกการทำงานจริง
ง. เน้นการเรียนออนไลน์แทนห้องเรียนทั้งหมด
เฉลย: ค.
เหตุผล: รายงานย้ำว่าไม่ใช่การเพิ่มวิชาใหม่ แต่เป็นการปรับสาระเดิมให้เชื่อมโยงชีวิตจริง
ข้อใดสอดคล้องกับแนวโน้มโลกการทำงานในอนาคตตามการเสวนา
ก. งานที่ทำซ้ำแบบเดิมจะมีความสำคัญมากขึ้น
ข. AI จะทดแทนงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด
ค. ทักษะด้านปฏิสัมพันธ์และความคิดเชิงลึกยังมีคุณค่าสูง
ง. อาชีพใหม่จะลดลงเพราะ AI เข้ามาแทนมนุษย์
เฉลย: ค.
เหตุผล: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI ทดแทนงานซ้ำ ๆ ได้ แต่ทักษะคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ยังสำคัญมาก