
“From Workforce to World force” สร้างคนคุณภาพอย่างไร? ให้แข่งขันได้ในสนามโลก
การพัฒนาบุคลากรในวันนี้ จะตั้งเป้าเพื่อตอบโจทย์แค่ความต้องการของประเทศชาติไม่ได้แล้ว เพราะท่ามกลางปัจจัยท้าทายทั้งในเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามการค้าที่ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ทำให้ “กำลังคน” ของไทยต้องมีทักษะและความสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานระดับโลกด้วย
เพื่ออัปเดตกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพของไทยให้ตอบสนองทั้งยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ดร.อภิชาต ทองอยู่ อดีตเลขาธิการ FORUM 21 และประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้มาตอบทุกข้อสงสัย ในรูปแบบของ Q&A ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการวางแนวทางพัฒนา “คนคุณภาพ” ได้จริง ผ่านบทความในหัวข้อ “”From Workforce to World force” สร้างคนคุณภาพอย่างไร? ให้แข่งขันได้ในสนามโลก”
Q : อาจารย์มองภาพเศรษฐกิจวันนี้กับการรับมือเรื่องกำลังคนในกระแสเทคโนโลยีใหม่อย่างไร?
A : วันนี้เรากำลังอยู่ในคลื่นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านจะไม่ได้ค่อยๆ เกิดขึ้น แต่จะเปลี่ยนในอัตราเร่งผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศก็กำลังปรับฐานสู่อุตสาหกรรมชั้นสูงอย่าง AI, Semiconductor, EV, Data Center, Automation โดยทั้งหมดที่กล่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่ trend แต่เป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก” จึงมีคำถามสำคัญว่าประเทศไทยและ EEC… จะปรับตัวอย่างไรให้ทัน?”
Q : การลงทุนวันนี้โดยทั่วไปและใน EEC เป็นอย่างไรบ้าง?
A : วันนี้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่ม S-Curve และ New S-Curve มีนักลงทุนขนาดใหญ่จากจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรปกำลังเข้ามาวางฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มองเพียงที่ดิน หรือสิทธิประโยชน์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่พิจารณาอันดับต้นๆ คือ “คุณภาพกำลังคน” ในการแข่งขันเชิง Geo-Economic เพราะแรงงานคุณภาพสูง คืออาวุธทางเศรษฐกิจ!
Q : กลุ่มอุตสาหกรรมที่มาลงทุนขนาดใหญ่และมองเรื่องนี้มีกลุ่มอุตสาหกรรมใดบ้าง?
A : วันนี้อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และมุ่งเรื่องคนชัดมากคือกลุ่ม Semiconductor & PCB, EV & Smart Electronics, Data Center & Cloud, Automation, Robotics & AI ซึ่งบอกตรงๆ ว่าเรายังขาดกำลังคนด้านนี้มาก เพราะฐานการศึกษาการผลิตคนเราปรับตัวออกจากโลกเก่ายากและช้า
Q : โครงสร้างกำลังคนใน EEC วันนี้เป็นอย่างไร?
A : เรื่องโครงสร้างความต้องการแรงงาน- กำลังคนใน EEC วันนี้ แบ่งได้ 3 ระดับ
กลุ่มแรก เป็นกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง High-Skill ได้แก่ กลุ่ม Semiconductor engineers กลุ่ม Data Center engineers กลุ่ม EV battery specialists กลุ่ม Robotics programmers กลุ่ม AI, Data & Cybersecurity experts ฯ กลุ่มนี้กำลังคน “ขาดแคลน” ผลิตได้ไม่ทันความต้องการ!
กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มเทคนิคระดับกลาง (Mid-Skill) ได้แก่ ช่างเทคนิคเมคคาทรอนิกส์ ช่างซ่อมบำรุงระบบอัตโนมัติ กลุ่มงาน QA – QC ขั้นสูง กลุ่มงาน Production supervisors กลุ่มนี้เป็นหัวใจของโรงงาน และเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนหนักที่สุดในภาคปฏิบัติ!
กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มปฏิบัติการ Operational กลุ่มสายการผลิต Machine operators และกลุ่มงานโลจิสติกส์ ซึ่งกลุ่มนี้กำลังถูก Automation เข้ามาแทนที่บางส่วน จึงจำเป็นต้อง Upskill และ Reskill เร่งด่วน นี่คือสามระดับความต้องกสรกำลังคนในอุตสาหกรรมที่กำลังลงทุนและปรับตัวอย่างมากในวันนี้
Q : อยากให้อาจารย์ช่วยสะท้อนปัญหาเรื่องการสร้างกำลังคนในขณะนี้ ?
A : มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องยอมรับความจริงว่า..ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จำนวนคน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง!
ระบบการศึกษาของเรายังไม่ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการจริง ยังไม่ใช่ Demand-Driven ที่แท้จริง
ขณะที่หลักสูตรก็แข็งกระด้างไม่ค่อยขยับปรับสร้างให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ทันโลกอุตสาหกรรม ด้านครู-ผู้สอน-วิธีสอนยังไม่ทันเทคโนโลยี 4.0 เด็กเราจึงอ่อนภาษาอังกฤษและ Digital Skills
รวมทั้ง Soft Skills ก็ไม่ตอบโจทย์ Global Company โดยรวมแล้วอุตสาหกรรมเคลื่อนไปเร็วมากแต่ระบบผลิตคนยังเดินช้า นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศ!!!
ดังนั้น ถ้ามองถึงแนวโน้ม 3–5 ปีข้างหน้า บอกได้เลยว่า Semiconductor ecosystem จะขยายตัวแบบก้าวกระโดด ขณะที่ Data Center จะต้องการ System Engineers จำนวนมาก กลุ่ม EV & Battery ต้องการช่างไฟฟ้าแรงสูง ส่วนกลุ่ม
Automation ต้องการ PLC, Robotics, AI Integration ที่สำคัญคือ Green Industry ต้องการทักษะ ESG และ Energy Management ที่เคลื่อนไหวอยู่หน้างาน นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็น Demand ที่กำลังรออยู่จริง!
Q : ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนดำเนินการอย่างไรจึงจะตอบโจทย์สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่?
A : ถ้ามองแนวทางเชิงยุทธศาสตร์มี 3 ประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ คือ หนึ่ง คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ ในสภาพเช่นนี้เราไม่ต้องการเพียง “จำนวนคน” แต่ต้องผลิตกำลังคนที่ ทำงานได้ทันที Work- Ready, Industry-Ready, Global-Ready
สอง สร้าง Workforce Ecosystem แบบ ONE EEC ต้องบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ TVET, มหาวิทยาลัย, สถาบันฝึกอบรม,เครือข่ายศูนย์เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม (EEC Nets)
และภาคเอกชนในแบบ Co-Investment การผลิตกำลังคนวันนี้ต้องมีเจ้าภาพทำเรื่องนี้ในลักษณะ ONE EEC อาจเริ่มในพื้นที่ EEC ที่มีการกระจุกตัวในกานลงทุนฐานเทคโนโลยีชั้นสูงขนาดใหญ่ ต้องเป็น Platform เชิงระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ!
สาม เราต้องปรับสร้างการผลิตคนแบบ Competency-Based Model มีมาตรฐานทักษะสากล มีระบบ Micro- Credential หลักสูตรแบบ Modular Training และต้องมี Industry Co-Design Curriculum วัดผลที่ “สมรรถนะจริง” ไม่ใช่แค่ใบวุฒิบัตร! นี่คือความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลและผู้บริหารทุกระดับชั้นต้องใส่ใจมุ่งยกระดับปรับสร้างกำลังคนให้ทันโลกที่ไล่ล่าเราอยู่!
Q : อาจารย์มองว่าบทสรุปของการสร้างคนในยุคนี้คืออะไร?
A : การสร้างคนคือการสร้างสังคมสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ!
ถ้าเราปรับระบบกำลังคนได้ทัน EEC จะไม่ใช่แค่เขตพัฒนาพิเศษแต่จะเป็น “Geo-Economic Human Capital Platform ของ ASEAN” ดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างงานทักษะสูง และยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
อนาคตของประเทศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าโลกเปลี่ยนเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า เราสร้างคนได้เร็วพอหรือไม่ และถ้าเราทำได้ EEC จะเป็นต้นแบบของการสร้างโลกใหม่ให้สังคมเศรษฐกิจไทยแน่นอน เพราะพื้นฐานด้านจุดตั้งทางภูมิศาสตร์เราไม่แพ้ที่ใดในโลกนี้
ที่มา ;SALIKA
บทความ “From Workforce to World force” สะท้อนว่าโลกเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV, Data Center และ Automation ซึ่งไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ส่งผลให้ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้แข่งขันได้ในระดับสากล นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงสิทธิประโยชน์หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพกำลังคน” เป็นปัจจัยหลัก ปัญหาสำคัญของไทยคือระบบการศึกษายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริง หลักสูตรล้าสมัย ขาดความยืดหยุ่น ครูและวิธีสอนไม่ทันเทคโนโลยี เด็กขาดภาษาอังกฤษ Digital Skills และ Soft Skills ทำให้กำลังคนไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมใหม่ แนวทางแก้ไขต้องเน้นผลิตคนแบบ Work-Ready, Industry-Ready และ Global-Ready ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างระบบ Workforce Ecosystem และใช้ Competency-Based Model ที่วัดสมรรถนะจริง มีมาตรฐานสากล หลักสูตรยืดหยุ่น และร่วมออกแบบกับภาคอุตสาหกรรม บทสรุปสำคัญคือ อนาคตประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วของโลก แต่ขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถสร้างคนคุณภาพได้เร็วเพียงใด
สาระสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรม
ข. การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
ค. การพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะระดับโลก
ง. การขยายพื้นที่ EEC ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเน้นการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ในระดับโลก เพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับแนวคิดในบทความ ควรดำเนินการอย่างไรเป็นอันดับแรก
ก. เพิ่มรายวิชาทฤษฎีให้มากขึ้น
ข. เชิญวิทยากรภายนอกปีละ ๑ ครั้ง
ค. จัดการเรียนรู้ตามสมรรถนะร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
ง. เน้นการสอบแข่งขันเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเสนอ Competency-Based Model และ Industry Co-Design Curriculum เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับความต้องการจริง
ข้อใดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการผลิตกำลังคนไทยได้ชัดเจนที่สุด
ก. นักเรียนมีจำนวนน้อยลง
ข. หลักสูตรไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม
ค. โรงเรียนขาดอาคารเรียนที่ทันสมัย
ง. ผู้ปกครองไม่สนับสนุนการเรียนสายอาชีพ
เฉลย : ข
เหตุผล : บทความชี้ว่าหลักสูตรแข็งตัว ไม่ทันเทคโนโลยี และไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ
หากครูต้องการพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “Global-Ready” ตามบทความ ควรเน้นทักษะใดมากที่สุด
ก. การท่องจำเนื้อหา
ข. การแข่งขันทางวิชาการภายในประเทศ
ค. ภาษาอังกฤษ Digital Skills และ Soft Skills
ง. การเรียนเฉพาะภาคทฤษฎีขั้นสูง
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุชัดว่าผู้เรียนไทยยังอ่อนด้านภาษาอังกฤษ ทักษะดิจิทัล และ Soft Skills ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานในบริษัทระดับโลก
ข้อใดเป็นตัวอย่างของการบริหารแบบ “ONE EEC”
ก. ทุกสถาบันต่างพัฒนาหลักสูตรของตนเอง
ข. ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาร่วมกันผลิตกำลังคน
ค. มหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดหลักสูตรเพียงฝ่ายเดียว
ง. โรงงานฝึกอบรมพนักงานหลังรับเข้าทำงานเท่านั้น
เฉลย : ข
เหตุผล : แนวคิด ONE EEC คือการบูรณาการทุกภาคส่วนให้ร่วมกันสร้างระบบกำลังคนอย่างเป็นเอกภาพ
ในอีก ๓–๕ ปีข้างหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมใดมีแนวโน้มต้องการกำลังคนเพิ่มสูงตามบทความ
ก. เกษตรกรรมดั้งเดิม
ข. สิ่งทอพื้นฐาน
ค. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ Data Center
ง. ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความระบุว่า Semiconductor ecosystem และ Data Center จะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดและต้องการบุคลากรจำนวนมาก
หากสถานศึกษายังคงวัดผลเฉพาะคะแนนสอบปลายภาค จะขัดกับแนวคิดใดในบทความมากที่สุด
ก. Geo-Economic
ข. Competency-Based Model
ค. Global Company
ง. Workforce Ecosystem
เฉลย : ข
เหตุผล : บทความเสนอให้วัดผลจาก “สมรรถนะจริง” มากกว่าใบวุฒิหรือคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว
ข้อใดเป็นผลกระทบจาก Automation ตามบทความ
ก. ความต้องการแรงงานทุกประเภทเพิ่มขึ้น
ข. แรงงานระดับปฏิบัติการบางส่วนถูกแทนที่
ค. โรงงานลดการใช้เทคโนโลยี
ง. ความต้องการทักษะดิจิทัลลดลง
เฉลย : ข
เหตุผล : บทความชี้ว่ากลุ่มปฏิบัติการและสายการผลิตกำลังถูก Automation แทนที่ จึงต้องเร่ง Upskill และ Reskill
หากผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกโครงการพัฒนาครู ข้อใดสอดคล้องกับบทความมากที่สุด
ก. อบรมการทำเอกสารธุรการ
ข. ศึกษาดูงานด้านพิธีการราชการ
ค. พัฒนาครูด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการสอนเชิงสมรรถนะ
ง. เพิ่มการติวข้อสอบมาตรฐานระดับชาติ
เฉลย : ค
เหตุผล : บทความเน้นว่าครูและวิธีสอนต้องทันเทคโนโลยี 4.0 และสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกใหม่ได้
ข้อใดสรุปแนวคิดของบทความได้เหมาะสมที่สุด
ก. ประเทศจะพัฒนาได้ด้วยการเพิ่มแรงงานราคาถูก
ข. การศึกษาต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและความต้องการอุตสาหกรรม
ค. การพัฒนาประเทศควรเน้นทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก
ง. การแข่งขันระดับโลกขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าคุณภาพคน
เฉลย : ข
เหตุผล : แก่นของบทความคือการสร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก ผลิตกำลังคนคุณภาพ และเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง