
เมื่อวันที่ 27 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยเห็นพ้องกันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะประเทศไทยรอการปฏิรูปกฎหมายการศึกษามาเป็นเวลานาน ดังนั้น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะต้องสามารถรองรับความแตกต่างของผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปิดพื้นที่ทางการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ โดยที่ผ่านมา ศธ.ได้จัดเวิร์กช็อปและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อเสนอส่วนใหญ่สะท้อนตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี 2564 ยังมีหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังเป็นประเด็นที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกัน
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนได้กำหนดแนวทางจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยนำข้อเสนอและความคิดเห็นเดิมมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและสถานการณ์โลก พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน มีโครงสร้างการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่สังคมร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่กฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการดำเนินงานจะประกอบด้วย 2 คณะหลัก ได้แก่ คณะที่ปรึกษาทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็น หลักการ และข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสะท้อนมุมมองของสังคมต่อการศึกษาของไทย โดยจะมีตัวแทนจากภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ข้าราชการ ผู้ปฏิบัติงาน ภาคเอกชน นักวิชาการ และเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมและคณะกรรมการยกร่างพ.ร.บ.จะทำหน้าที่เป็นคณะทำงานเชิงปฏิบัติ รับผิดชอบการยกร่างกฎหมายและวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักการศึกษา นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อให้เนื้อหาของกฎหมายมีความครอบคลุมหลากหลายมิติและสามารถนำไปใช้ได้จริง
“ผมตั้งเป้าหมายให้กระบวนการทั้งหมด รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 แล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาได้ภายในเดือนธ.ค. 2569 ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้” นายประเสริฐ กล่าว
ศธ.เดินหน้าเขียนกติกาใหม่การศึกษาไทย ยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ รับโลกเปลี่ยน-ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคอนาคต ตั้ง 2 คณะทำงานใหญ่ดึงการเมือง เอกชน นักวิชาการ ร่วมกำหนดทิศทาง พร้อมปักหมุดชงสภาฯ ภายในเดือนธ.ค. 2569
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
‘ประเสริฐ’ ไฟเขียวตั้ง ‘อนุกรรมการเฉพาะกิจ พลิกโฉมร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ เน้นกระชับ-ยืดหยุ่น
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา โดยมีกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กรรมการและเลขานุการเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
คณะกรรมการสภาการศึกษา พิจารณาแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….” โดยมี ศ.(พิเศษ) วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธาน เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ตามนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการศธ. การเคลื่อนไหวครั้งนี้สืบเนื่องมาจากนโยบายของศธ. ที่มุ่งสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษา โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเป็นธรรมนูญหลัก สกศ. จึงได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนพรรคการเมือง และภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผ่านมา ซึ่งทุกฝ่ายมีมติเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมายการศึกษาที่ขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถแก้ปัญหาการศึกษาในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแท้จริง
การประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำ “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับใหม่” โดยมีแนวคิดหลักในการปฏิรูปกฎหมายให้มีลักษณะ กระชับในหลักการ ชัดเจนในกรอบแนวคิด มีความยืดหยุ่น และมีสภาพบังคับใช้ได้ในระยะยาว จะส่งผลให้ตัวร่างกฎหมายมีจำนวนมาตราไม่มากเกินไป แต่รองรับการพลิกโฉมการศึกษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านข้อกฎหมาย สกศ. ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 33 (5) แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 14 , 18 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ในการจัดทำร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้ขึ้น โดยคณะอนุกรรมการฯ จะทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมจัดทำแผนการขับเคลื่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษาพิจารณาเห็นชอบ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางนิติบัญญัติตามขั้นตอนต่อไป และสกศ. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและขับเคลื่อนแผนงานทั้งหมด เพื่อให้การจัดทำร่างธรรมนูญการศึกษาฉบับใหม่นี้สำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความจำเป็นต้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนในอนาคต โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้จะมุ่งรองรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวิร์กช็อปและรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ซึ่งพบว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2564 ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมีประเด็นที่สังคมเห็นต่างกัน
กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดแนวทางการยกร่างใหม่ โดยนำข้อเสนอเดิมมาปรับปรุง พร้อมกำหนดกรอบเวลาชัดเจนและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพื่อให้กฎหมายเป็น “กฎหมายของสังคม” ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การดำเนินงานแบ่งเป็น 2 คณะ ได้แก่ คณะที่ปรึกษา ทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นจากภาคการเมือง เอกชน นักวิชาการ และเยาวชน และคณะกรรมการยกร่าง ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายเชิงปฏิบัติ โดยตั้งเป้าให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จภายในปลายปี 2569 และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในเดือนธันวาคม 2569
สาระสำคัญที่สุดของการจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ คือข้อใด
ก. ลดจำนวนสถานศึกษาในสังกัดรัฐ
ข. ปรับการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
ค. เพิ่มอำนาจการบริหารให้ส่วนกลาง
ง. ยกเลิกการศึกษาภาคบังคับ
ข้อ 2
แนวคิด “รองรับความแตกต่างของผู้เรียน” สอดคล้องกับหลักการใดมากที่สุด
ก. การจัดการศึกษาแบบมาตรฐานเดียว
ข. การรวมศูนย์การเรียนรู้
ค. การจัดการศึกษาเฉพาะผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง
ง. การจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามศักยภาพผู้เรียน
ข้อ 3
เหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน
ก. เพื่อให้กฎหมายสะท้อนความต้องการของสังคม
ข. เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา
ค. เพื่อจัดสรรงบประมาณได้มากขึ้น
ง. เพื่อให้ภาคเอกชนบริหารการศึกษาแทนรัฐ
ข้อ 4
หากผู้บริหารสถานศึกษานำแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ไปใช้ ควรดำเนินการอย่างไร
ก. จำกัดการเรียนเฉพาะในห้องเรียน
ข. เน้นการท่องจำเพื่อสอบแข่งขัน
ค. ส่งเสริมการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้หลากหลาย
ง. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเพิ่มเวลาเรียน
ข้อ 5
ข้อใดสะท้อนบทบาทของ “คณะที่ปรึกษา” ได้ถูกต้องที่สุด
ก. จัดสรรงบประมาณให้โรงเรียน
ข. รวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ
ค. ตรวจสอบคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน
ง. อนุมัติหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้อ 6
หากเกิดความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ผู้บริหารควรใช้หลักการใดในการแก้ปัญหา
ก. ใช้อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว
ข. ยึดความคิดเห็นของผู้บริหารสูงสุด
ค. เปิดเวทีรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วม
ง. ยุติการดำเนินงานชั่วคราว
ข้อ 7
ข้อใดเป็นคุณลักษณะสำคัญของกฎหมายการศึกษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ก. มีเนื้อหาทางวิชาการจำนวนมาก
ข. มีรายละเอียดเฉพาะสำหรับบางพื้นที่
ค. มีความครอบคลุมหลากหลายมิติ
ง. กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดที่สุด
ข้อ 8
การตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2569 สะท้อนหลักการบริหารข้อใด
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การบริหารเชิงยุทธศาสตร์และมีกรอบเวลา
ค. การบริหารแบบอิสระ
ง. การบริหารโดยไม่เน้นผลลัพธ์
ข้อ 9
หากครูต้องการปรับการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแนวทางของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด
ก. การใช้ข้อสอบมาตรฐานเพียงอย่างเดียว
ข. การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ค. การเพิ่มชั่วโมงเรียนภาคทฤษฎี
ง. การควบคุมระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด
ข้อ 10
ข้อใดเป็นผลดีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วนในการยกร่างกฎหมายการศึกษา
ก. ลดบทบาทของประชาชนในการศึกษา
ข. ทำให้กฎหมายเกิดความยอมรับจากสังคมมากขึ้น
ค. ทำให้การดำเนินงานของรัฐล่าช้าเพียงอย่างเดียว
ง. ทำให้การศึกษามุ่งเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
คลิกเฉลย >>>