สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M633_ศธ.ชงมาตรการด่วน คุม Screen Time ปั้นเด็กไทยรู้ทัน AI

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับฟังทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง ครู และสังคมอย่างจริงจัง โดยข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะโทษเด็กหรือแพลตฟอร์มใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ 

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนมากเริ่มใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้เรื่องนี้เป็น “วาระเร่งด่วน” ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม  ศธ.ได้ศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ อาทิ ประเทศสวีเดน ออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรป พบว่าการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ

1.การปกป้องเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา

2.การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกอนาคต 

โดยกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  • การปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยที่เปราะบาง
  • การสร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital Well-being) เพื่อให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และ
  • การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต 

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการ มีดังนี้

  • ภายใน 2 สัปดาห์ จัดทำแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิชาการ 
  • ภายใน 0–3 เดือน ทุกโรงเรียนต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน และสื่อสารร่วมกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ
  • ภายใน 3–6 เดือน พัฒนาระบบดูแลและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิต พร้อมจัดทำสื่อความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ
  • ระยะยาว 6–12 เดือนขึ้นไป ผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย รวมถึงหารือร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง 

“ในส่วนของความปลอดภัยออนไลน์ เด็กไทยในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อรุนแรง สื่อลามก และภัยจากการล่อลวงทางดิจิทัลได้ง่ายขึ้น กระทรวงจึงเตรียมเชื่อมระบบการคุ้มครองดังกล่าวเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการด้าน Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ETDA เพื่อดำเนินการกับผู้เผยแพร่สื่ออันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน” นายประเสริฐ กล่าวและว่า   ทั้งนี้ตนจะเชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วมออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ทั้งแพทย์ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง ตัวแทนเด็กและเยาวชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเด็ก และ การเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา  ; เดลินิวส์ออนไลน์ 

เกี่ยวข้องกัน

ศธ. เดินหน้ารับมือปัญหา Social Media และ Screen Time ในเด็ก ย้ำ “ปกป้องเด็กเล็ก ควบคู่พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI” เตรียมออกแนวปฏิบัติระดับชาติภายใน สัปดาห์

กระทรวงศึกษาธิการแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media, Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า “กระทรวงศึกษาธิการรับฟังทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง ครู และสังคมอย่างจริงจัง โดยข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะโทษเด็กหรือแพลตฟอร์มใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์

ปัจจุบัน เด็กไทยจำนวนมากเริ่มใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้เรื่องนี้เป็น วาระเร่งด่วน” ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงศึกษาธิการได้ศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ อาทิ สวีเดน ออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรป พบว่าการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ
1. การปกป้องเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา
2. การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกอนาคต

โดยกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่

·    การปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยที่เปราะบาง

·    การสร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital Well-being) เพื่อให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

·    การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการ มีดังนี้

·    ภายใน 2 สัปดาห์
จัดทำแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิชาการ

·   ภายใน 0–3 เดือน
ทุกโรงเรียนต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน และสื่อสารร่วมกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ

·   ภายใน 3–6 เดือน
พัฒนาระบบดูแลและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิต พร้อมจัดทำสื่อความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ

·   ระยะยาว 6–12 เดือนขึ้นไป
ผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย รวมถึงหารือร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง

ในส่วนของความปลอดภัยออนไลน์ กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า เด็กไทยในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อรุนแรง สื่อลามก และภัยจากการล่อลวงทางดิจิทัลได้ง่ายขึ้น กระทรวงจึงเตรียมเชื่อมระบบการคุ้มครองดังกล่าวเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการด้าน Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ETDA เพื่อดำเนินการกับผู้เผยแพร่สื่ออันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วมออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ทั้งแพทย์ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง ตัวแทนเด็กและเยาวชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง การคุ้มครองเด็ก” และ การเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต” อย่างยั่งยืนต่อไป 

ที่มา : ศธ.๓๖๐ องศา

สรุปสาระสำคัญ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับปัญหาการใช้สื่อออนไลน์และ Social Media ของเด็กไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอสั้นที่กระตุ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงมองว่าปัญหานี้เป็นความท้าทายร่วมของสังคมดิจิทัลที่ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และแพลตฟอร์มออนไลน์

กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดเรื่องดังกล่าวเป็นวาระเร่งด่วน พร้อมศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ เช่น สวีเดน ออสเตรเลีย และ สหราชอาณาจักร โดยเน้น 2 ด้านสำคัญ คือ การคุ้มครองเด็กในวัยเปราะบาง และการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคต

มาตรการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย การจัดระเบียบการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน การพัฒนาระบบดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง และการผลักดันการรู้เท่าทันสื่อและ AI Literacy ในทุกช่วงวัย รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันภัยออนไลน์และสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองเด็ก” กับ “การพัฒนาเด็กไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน”

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดสะท้อนแนวคิดหลักของกระทรวงศึกษาธิการต่อปัญหา Social Media และ Screen Time ได้ถูกต้องที่สุด

ก. ควรจำกัดการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กทุกช่วงวัยอย่างเด็ดขาด
ข. ปัญหาเกิดจากแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงฝ่ายเดียว
ค. ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาในโลกดิจิทัล
ง. โรงเรียนต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักเพียงหน่วยงานเดียว

ข้อ 2

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนภายใน 0–3 เดือน สิ่งใดควรทำก่อน

ก. จัดตั้งศูนย์ AI ประจำโรงเรียน
ข. จัดทำแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือร่วมกับผู้ปกครอง
ค. ประสาน DSI เพื่อปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมาย
ง. ปรับหลักสูตร AI Literacy ทุกระดับชั้น

ข้อ 3

ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด “Digital Well-being” มากที่สุด

ก. ส่งเสริมให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้ตลอดเวลา
ข. จำกัดอินเทอร์เน็ตเฉพาะในโรงเรียน
ค. ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสมดุล
ง. งดใช้สื่อออนไลน์ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ข้อ 4

ข้อใดเป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินมาตรการเรื่อง Screen Time

ก. เด็กไทยขาดอุปกรณ์ดิจิทัล
ข. เด็กมีแนวโน้มใช้หน้าจอมากขึ้นและเสี่ยงต่อเนื้อหาอันตราย
ค. โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต
ง. ประเทศไทยต้องแข่งขันด้านเกมออนไลน์

ข้อ 5

หากครูพบว่านักเรียนมีพฤติกรรมติดสื่อออนไลน์จนส่งผลต่อการเรียน แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด

ก. ลงโทษด้วยการยึดโทรศัพท์ทันที
ข. แจ้งตำรวจดำเนินคดีผู้ปกครอง
ค. ประสานผู้ปกครองและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ง. ให้นักเรียนลาออกจากกิจกรรมออนไลน์ทั้งหมด

ข้อ 6

ข้อใดเป็นเป้าหมายระยะยาวของกระทรวงศึกษาธิการตามบทความ

ก. ยกเลิกการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทั้งหมด
ข. ส่งเสริม AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อในทุกช่วงวัย
ค. ให้ทุกโรงเรียนใช้การเรียนออนไลน์แทนห้องเรียน
ง. ควบคุมสื่อออนไลน์โดยภาครัฐเพียงหน่วยงานเดียว

ข้อ 7

ข้อใดสะท้อนภาวะผู้นำเชิงนโยบายของผู้บริหารสถานศึกษาได้เหมาะสมที่สุด

ก. ออกคำสั่งห้ามใช้โทรศัพท์โดยไม่รับฟังความคิดเห็น
ข. จัดประชุมร่วมครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติ
ค. ปล่อยให้ครูแต่ละคนกำหนดกติกาเอง
ง. มอบหมายงานทั้งหมดให้ฝ่ายปกครองดำเนินการ

ข้อ 8

มาตรการ Age Verification และ Safe Mode มีวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดข้อใด

ก. เพิ่มจำนวนผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์
ข. ลดค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต
ค. ป้องกันเด็กเข้าถึงสื่อไม่เหมาะสม
ง. ส่งเสริมการใช้ AI ในโรงเรียน

ข้อ 9

หากสถานศึกษาต้องจัดทำแผนป้องกันผลกระทบจาก Social Media ข้อใดควรเป็นลำดับแรกในการวิเคราะห์

ก. จำนวนห้องเรียนในโรงเรียน
ข. พฤติกรรมการใช้สื่อและความเสี่ยงของนักเรียน
ค. งบประมาณการซื้อคอมพิวเตอร์
ง. ผลการเรียนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี

ข้อ 10

จากบทความ ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็กไทยในยุคดิจิทัล

ก. ป้องกันเด็กจากเทคโนโลยีทุกชนิด
ข. มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่ต้องควบคุม
ค. สร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเด็กและการเตรียมพร้อมอนาคต
ง. มอบหน้าที่ดูแลเด็กให้โรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว

คลิกเฉลย >>>