
เมื่อวันที่ 26 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับฟังทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง ครู และสังคมอย่างจริงจัง โดยข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะโทษเด็กหรือแพลตฟอร์มใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนมากเริ่มใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้เรื่องนี้เป็น “วาระเร่งด่วน” ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ศธ.ได้ศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ อาทิ ประเทศสวีเดน ออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรป พบว่าการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ
1.การปกป้องเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา
2.การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกอนาคต
โดยกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่
สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการ มีดังนี้
“ในส่วนของความปลอดภัยออนไลน์ เด็กไทยในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อรุนแรง สื่อลามก และภัยจากการล่อลวงทางดิจิทัลได้ง่ายขึ้น กระทรวงจึงเตรียมเชื่อมระบบการคุ้มครองดังกล่าวเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการด้าน Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ETDA เพื่อดำเนินการกับผู้เผยแพร่สื่ออันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน” นายประเสริฐ กล่าวและว่า ทั้งนี้ตนจะเชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วมออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ทั้งแพทย์ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง ตัวแทนเด็กและเยาวชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเด็ก และ การเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต อย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ศธ. เดินหน้ารับมือปัญหา Social Media และ Screen Time ในเด็ก ย้ำ “ปกป้องเด็กเล็ก ควบคู่พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI” เตรียมออกแนวปฏิบัติระดับชาติภายใน 2 สัปดาห์
กระทรวงศึกษาธิการแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media, Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า “กระทรวงศึกษาธิการรับฟังทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง ครู และสังคมอย่างจริงจัง โดยข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่”
อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะโทษเด็กหรือแพลตฟอร์มใดเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์
ปัจจุบัน เด็กไทยจำนวนมากเริ่มใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้เรื่องนี้เป็น “วาระเร่งด่วน” ที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
กระทรวงศึกษาธิการได้ศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ อาทิ สวีเดน ออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรป พบว่าการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ
1. การปกป้องเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา
2. การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกอนาคต
โดยกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่
· การปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยที่เปราะบาง
· การสร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital Well-being) เพื่อให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
· การพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต
สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่จะดำเนินการ มีดังนี้
· ภายใน 2 สัปดาห์
จัดทำแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิชาการ
· ภายใน 0–3 เดือน
ทุกโรงเรียนต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน และสื่อสารร่วมกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ
· ภายใน 3–6 เดือน
พัฒนาระบบดูแลและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิต พร้อมจัดทำสื่อความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ
· ระยะยาว 6–12 เดือนขึ้นไป
ผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย รวมถึงหารือร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
ในส่วนของความปลอดภัยออนไลน์ กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า เด็กไทยในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อรุนแรง สื่อลามก และภัยจากการล่อลวงทางดิจิทัลได้ง่ายขึ้น กระทรวงจึงเตรียมเชื่อมระบบการคุ้มครองดังกล่าวเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการด้าน Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ETDA เพื่อดำเนินการกับผู้เผยแพร่สื่ออันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วมออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ทั้งแพทย์ นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง ตัวแทนเด็กและเยาวชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองเด็ก” และ “การเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต” อย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา : ศธ.๓๖๐ องศา

ประเสริฐ จันทรรวงทอง เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับปัญหาการใช้สื่อออนไลน์และ Social Media ของเด็กไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอสั้นที่กระตุ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงมองว่าปัญหานี้เป็นความท้าทายร่วมของสังคมดิจิทัลที่ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ ทั้งครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และแพลตฟอร์มออนไลน์
กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดเรื่องดังกล่าวเป็นวาระเร่งด่วน พร้อมศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ เช่น สวีเดน ออสเตรเลีย และ สหราชอาณาจักร โดยเน้น 2 ด้านสำคัญ คือ การคุ้มครองเด็กในวัยเปราะบาง และการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy เพื่อเตรียมพร้อมสู่อนาคต
มาตรการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย การจัดระเบียบการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน การพัฒนาระบบดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง และการผลักดันการรู้เท่าทันสื่อและ AI Literacy ในทุกช่วงวัย รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันภัยออนไลน์และสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองเด็ก” กับ “การพัฒนาเด็กไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน”
ข้อใดสะท้อนแนวคิดหลักของกระทรวงศึกษาธิการต่อปัญหา Social Media และ Screen Time ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ควรจำกัดการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กทุกช่วงวัยอย่างเด็ดขาด
ข. ปัญหาเกิดจากแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงฝ่ายเดียว
ค. ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาในโลกดิจิทัล
ง. โรงเรียนต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักเพียงหน่วยงานเดียว
ข้อ 2
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนภายใน 0–3 เดือน สิ่งใดควรทำก่อน
ก. จัดตั้งศูนย์ AI ประจำโรงเรียน
ข. จัดทำแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือร่วมกับผู้ปกครอง
ค. ประสาน DSI เพื่อปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมาย
ง. ปรับหลักสูตร AI Literacy ทุกระดับชั้น
ข้อ 3
ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด “Digital Well-being” มากที่สุด
ก. ส่งเสริมให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้ตลอดเวลา
ข. จำกัดอินเทอร์เน็ตเฉพาะในโรงเรียน
ค. ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสมดุล
ง. งดใช้สื่อออนไลน์ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
ข้อ 4
ข้อใดเป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินมาตรการเรื่อง Screen Time
ก. เด็กไทยขาดอุปกรณ์ดิจิทัล
ข. เด็กมีแนวโน้มใช้หน้าจอมากขึ้นและเสี่ยงต่อเนื้อหาอันตราย
ค. โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต
ง. ประเทศไทยต้องแข่งขันด้านเกมออนไลน์
ข้อ 5
หากครูพบว่านักเรียนมีพฤติกรรมติดสื่อออนไลน์จนส่งผลต่อการเรียน แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด
ก. ลงโทษด้วยการยึดโทรศัพท์ทันที
ข. แจ้งตำรวจดำเนินคดีผู้ปกครอง
ค. ประสานผู้ปกครองและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ง. ให้นักเรียนลาออกจากกิจกรรมออนไลน์ทั้งหมด
ข้อ 6
ข้อใดเป็นเป้าหมายระยะยาวของกระทรวงศึกษาธิการตามบทความ
ก. ยกเลิกการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทั้งหมด
ข. ส่งเสริม AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อในทุกช่วงวัย
ค. ให้ทุกโรงเรียนใช้การเรียนออนไลน์แทนห้องเรียน
ง. ควบคุมสื่อออนไลน์โดยภาครัฐเพียงหน่วยงานเดียว
ข้อ 7
ข้อใดสะท้อนภาวะผู้นำเชิงนโยบายของผู้บริหารสถานศึกษาได้เหมาะสมที่สุด
ก. ออกคำสั่งห้ามใช้โทรศัพท์โดยไม่รับฟังความคิดเห็น
ข. จัดประชุมร่วมครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติ
ค. ปล่อยให้ครูแต่ละคนกำหนดกติกาเอง
ง. มอบหมายงานทั้งหมดให้ฝ่ายปกครองดำเนินการ
ข้อ 8
มาตรการ Age Verification และ Safe Mode มีวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์
ข. ลดค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต
ค. ป้องกันเด็กเข้าถึงสื่อไม่เหมาะสม
ง. ส่งเสริมการใช้ AI ในโรงเรียน
ข้อ 9
หากสถานศึกษาต้องจัดทำแผนป้องกันผลกระทบจาก Social Media ข้อใดควรเป็นลำดับแรกในการวิเคราะห์
ก. จำนวนห้องเรียนในโรงเรียน
ข. พฤติกรรมการใช้สื่อและความเสี่ยงของนักเรียน
ค. งบประมาณการซื้อคอมพิวเตอร์
ง. ผลการเรียนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี
ข้อ 10
จากบทความ ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็กไทยในยุคดิจิทัล
ก. ป้องกันเด็กจากเทคโนโลยีทุกชนิด
ข. มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่ต้องควบคุม
ค. สร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเด็กและการเตรียมพร้อมอนาคต
ง. มอบหน้าที่ดูแลเด็กให้โรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว
คลิกเฉลย >>>