
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยระบุว่าได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน
ส่วนแนวคิดการขยายการเกษียณอายุของข้าราชการจากเดิม 60 ปีนั้นนายปกรณ์กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการ โดยมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการยืดปัญหาออกไป (Prolong) ซึ่งในหลายประเทศที่ดำเนินการไปแล้วมีปัญหาหลังจากดำเนินการไปแล้ว อย่างเดนมาร์กหรือฝรั่งเศส ประสบปัญหาประชาชนออกมาประท้วงอย่างหนักเนื่องจากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ไม่ใช่ทำงานจนกระทั่งเจ็บป่วย การขยายอายุเกษียณยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพราะไม่มีตำแหน่งว่าง
นอกจากนี้เหตุผลสำคัญในการลดจำนวนข้าราชการคือในปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งนายปกรณ์อธิบายว่าระบบกฎหมายไทยแบบเดิมที่เน้นการควบคุม (Control System) ทำให้ต้องใช้คนจำนวนมากในการอนุมัติอนุญาต แต่เมื่อนำเทคโนโลยี Agentic AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ กระบวนงานจะกระชับขึ้น ความจำเป็นในการใช้คนจึงลดลง โดยประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ถึง 8,700 คนภายในปีเดียว
สำหรับแนวทางบริหารจัดการในอนาคต รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเมื่อมีการปรับลดจำนวนข้าราชการอย่างเหมาะสม จะสามารถดำเนินการให้มีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ให้กับข้าราชการ โดยข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบและมีภาระงานที่มากขึ้น ควรได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ส่วนผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว รัฐจะวางแผนในการส่งเสริมการจ้างงานในลักษณะใหม่ที่ตรงกับความต้องการของตลาด (Niche Market) เหมือนในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในสังคม (Social Life) และมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต
“เราต้องทำให้จำนวนข้าราชการในประเทศมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบราชการ สามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลดจำนวนคน แต่ต้องมีการ Re-skill ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ และสร้างระบบที่คนอยู่ต่อมีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน” นายปกรณ์กล่าว
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยแนวทางปฏิรูปโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลตามมาตรฐาน OECD โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงการยืดปัญหา ส่งผลกระทบต่อโอกาสการเข้าสู่ระบบราชการของคนรุ่นใหม่ และหลายประเทศเคยเผชิญกระแสคัดค้านจากประชาชน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ Agentic AI มาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต และลดความจำเป็นในการใช้กำลังคนจำนวนมาก โดยยกตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ที่สามารถลดจำนวนข้าราชการได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ รัฐมีแนวทางปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ เพื่อให้ข้าราชการที่ยังปฏิบัติงานได้รับรายได้เหมาะสมกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมการจ้างงานผู้เกษียณในรูปแบบที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และมีส่วนร่วมในสังคม โดยเน้นการพัฒนาทักษะใหม่ (Re-skill) ให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สาระสำคัญที่สุดของนโยบายที่นายปกรณ์เสนอคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้าราชการให้เพียงพอต่อภารกิจ
ข. ปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับรัฐบาลดิจิทัล
ค. ขยายอายุเกษียณเพื่อรักษาผู้มีประสบการณ์
ง. ยกเลิกระบบราชการแบบเดิมทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างกำลังคนให้เหมาะสมกับการใช้เทคโนโลยีและรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนคนหรือยกเลิกระบบราชการ
หากหน่วยงานการศึกษานำแนวคิดในบทความไปใช้ แนวทางใดสอดคล้องมากที่สุด
ก. เพิ่มขั้นตอนการอนุมัติงานเพื่อความรอบคอบ
ข. ลดการใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาตำแหน่งงาน
ค. พัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรควบคู่กับการปรับกระบวนงาน
ง. รับบุคลากรเพิ่มทุกตำแหน่งที่ว่าง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น Re-skill และการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน
เหตุผลสำคัญที่นายปกรณ์ไม่เห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณคือข้อใด
ก. ทำให้รายได้ภาครัฐลดลง
ข. ทำให้ประชาชนเสียภาษีมากขึ้น
ค. ทำให้ข้าราชการขาดแรงจูงใจ
ง. อาจลดโอกาสคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบราชการและเป็นการยืดปัญหา
เฉลย: ง
เหตุผล: เป็นเหตุผลที่ปรากฏชัดเจนในบทความ ทั้งด้านตลาดแรงงานและการแก้ปัญหาระยะยาว
ผู้บริหารสถานศึกษาควรตัดสินใจอย่างไร หากมีงานธุรการจำนวนมากที่สามารถใช้ระบบดิจิทัลทดแทนได้
ก. คงวิธีทำงานเดิมทั้งหมด
ข. เพิ่มบุคลากรธุรการทันที
ค. จ้างบุคลากรชั่วคราวเพิ่ม
ง. ปรับกระบวนงานและใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อน
เฉลย: ง
เหตุผล: สอดคล้องกับหลักการเพิ่มประสิทธิภาพงานโดยใช้เทคโนโลยีแทนขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
ข้อใดสะท้อนแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์มากที่สุด
ก. ลดจำนวนบุคลากรโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
ข. ลดจำนวนบุคลากรพร้อมปรับค่าตอบแทนและพัฒนาทักษะผู้ที่เหลืออยู่
ค. รักษาจำนวนบุคลากรเท่าเดิมทุกหน่วยงาน
ง. เพิ่มค่าตอบแทนโดยไม่ปรับโครงสร้างงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการบริหารคนอย่างเป็นระบบ คำนึงถึงประสิทธิภาพ แรงจูงใจ และการพัฒนาศักยภาพ
การยกตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ในบทความมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร
ก. แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการลดจำนวนข้าราชการสามารถดำเนินการได้จริง
ข. เปรียบเทียบระบบการเมือง
ค. สนับสนุนการขยายอายุเกษียณ
ง. ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของระบบราชการ
เฉลย: ก
เหตุผล: เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการปรับลดกำลังคนภาครัฐภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล
หากโรงเรียนต้องเตรียมความพร้อมตามแนวคิดในบทความ สิ่งใดควรดำเนินการเป็นลำดับแรก
ก. ลดจำนวนครูทันที
ข. ยกเลิกงานเอกสารทั้งหมด
ค. สำรวจสมรรถนะบุคลากรและวางแผนพัฒนาทักษะดิจิทัล
ง. เปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนก่อน
เฉลย: ค
เหตุผล: การวางแผนพัฒนาบุคลากรเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร
แนวคิดการส่งเสริมการจ้างงานผู้เกษียณในลักษณะ Niche Market สะท้อนหลักการใด
ก. การใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมกับศักยภาพ
ข. การลดบทบาทผู้สูงอายุ
ค. การเพิ่มการแข่งขันในระบบราชการ
ง. การลดค่าใช้จ่ายของรัฐเพียงอย่างเดียว
เฉลย: ก
เหตุผล: เป็นการใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ
ข้อใดเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด หากหน่วยงานลดจำนวนบุคลากรโดยไม่ดำเนินการ Re-skill
ก. บุคลากรมีเวลาว่างมากขึ้น
ข. บุคลากรไม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ค. ระบบดิจิทัลมีต้นทุนต่ำเกินไป
ง. ผู้เกษียณมีรายได้เพิ่มขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะไม่ประสบความสำเร็จหากบุคลากรขาดทักษะที่จำเป็น
จากบทความ ข้อใดเป็นแนวทางที่สมดุลที่สุดในการบริหารกำลังคนภาครัฐ
ก. ลดจำนวนบุคลากรให้มากที่สุด
ข. เพิ่มเงินเดือนทุกตำแหน่งเท่าเทียมกัน
ค. คงโครงสร้างเดิมเพื่อความมั่นคง
ง. ปรับจำนวนบุคลากรให้เหมาะสม พัฒนาทักษะ ใช้เทคโนโลยี และดูแลคุณภาพชีวิตบุคลากร
เฉลย: ง
เหตุผล: สะท้อนแนวคิดหลักของบทความที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพองค์กร การใช้เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างยั่งยืน