สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ศธ.ยุคใหม่ ตั้งเป้าลดภาระครู คืนสู่ห้องเรียน

‘ลดภาระครู’ กลายเป็นหนึ่งในงานหิน ที่เหล่าครูและบุคลากรทางการศึกษา ทราบดีว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่รัฐบาล , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ยังไม่สามารถแก้ “โจทย์ปัญหานี้” นี้ไปได้ 

ผ่านมาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน แวดวงการศึกษาต่างสะท้อนปัญหาว่า “ครู” ในระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ทำหน้าที่หลักของตนเอง คือ การสอนนักเรียนให้มีความรู้ ผลิตเด็กให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม แต่ครูกลับมีภาระอื่นที่ต้องแบกรับ จนกลายเป็นความเครียดบางรายตัดสินใจลาออก หรือบางรายเครียดถึงขั้นก่ออัตวินิบาตกรรมตนเอง 

กางภาระต้นเหตุทำ ‘ครู’ ไม่อยู่ห้องเรียน

ปัจจุบันครูมีภาระหลายด้านที่ต้องแบกรับ และภาระงานที่ว่านั้น “มากกว่าการจัดการเรียนการสอน” ครูต้องรับภาระตั้งแต่ งานธุรการ งานการเงิน พัสดุ งานวิชาการ งานบุคคล ไปจนถึงบริหารทั่วไป เช่น 

  • งานธุรการ การจัดเก็บเอกสาร, จัดทำเอกสารต่างๆ รวมถึงข้อมูลทะเบียนนักเรียน
  • งานการเงิน จัดทำบัญชีรายรับรายงาน จัดทำเอกสารขอเบิกงบประมาณ
  • งานพัสดุจัดซื้อจัดจ้าง เข้าไปดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฯ โดยเข้าไปดูแลทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจัดซื้ออุปกรณ์การสอน, ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวัน , การตรวจรับ ตรวจสอบพัสดุหรือการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียนและตรงสเปก
  • งานบุคคล การบริหารและดูแลงานบุคคลของโรงเรียน และการประเมินและพัฒนาบุคลากร
  • นอกจากนี้ยังมีงานทั่วไป จิปาถะที่ครูรับหน้าที่มาดูแลอีก เช่น พานักเรียนไปแข่งขัน ไปประชุมสัมมนา เป็นต้น

 

ภาระงานเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ครูพบเจอ แม้มีภาระงานหลายอย่าง ที่คนมองว่าควรจะเป็นหน้าที่ของ “ผู้บริหารสถานศึกษา” อย่าง “ผู้อำนวยการโรงเรียน” ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้คือภาระงานที่ครูต้องเจอในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เฉพาะในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีประมาณ 14,900 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ!!! 

โรงเรียนขนาดเล็กกว่า 14,900 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงอีกด้วย จึงทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องทำงานทุกอย่าง เรียกได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก “ครู=เป็นทุกสิ่ง ทำทุกอย่าง” 

ปัญหาที่ตามมา คือ “ครู” ที่มีหน้าที่สอน กลับต้องมาจับงานธุรการ งานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินและการใช้งบประมาณ ที่มีกฎหมายกำกับควบคุมอยู่ เมื่อให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญ มาทำงานเหล่านี้ อาจจะทำงานพลาด จนกลายเป็นการทำผิดระเบียบราชการและผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว!! 

ผลที่ตามมาคือ “ครู” ถูกดำเนินคดี ขึ้นศาล และหมดอนาคตชีวิตข้าราชการทันที

 

หน้าที่ “ครู” ที่แท้จริง คืออะไร

หลังจากทราบปัญหาภาระหน้าที่ ที่ครูในปัจจุบันพบเจอ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วภาระหน้าที่ของครู ที่แท้จริงนั้นคืออะไร? 

หน้าที่ครูนั้น แบ่งได้ดังนี้ 

  • จัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย เตรียมการสอน ผลิตสื่อการสอน วัดผลประเมินผลการเรียนรู้
  • อบรมสั่งสอน ให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรม ดูแลพฤติกรรม เป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาผู้เรียน
  • พัฒนาตนเอง กระตือรือร้นในการเรียนรู้พัฒนาตนให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนการสอน เพื่อให้ตนเองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในแต่ละยุคสมัยได้

ครู” คือ หนึ่งในบุคคลที่กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ เพราะสิ่งที่ครูสอนนั้น เป็นมากกว่าความรู้ แต่คือ “การสร้างคน” เพราะครูเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้นำทางความคิด ผู้เป็นแบบอย่างของเด็ก และเป็นผู้ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ อบรม บ่มเพาะ ให้ผู้เรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม สอนให้ผู้เรียนกลายเป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ต่อยอดพัฒนาระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้ 

ลองจินตนาการเมื่อ “ครู” ได้รับภาระงานต่างๆ แล้วจะมีเวลาทำสื่อการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ และมีเวลาพัฒนาตนเองหรือ? เมื่อครูได้รับมางานต่างๆมาทำมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ครู “ห่าง” จากนักเรียน ห้องเรียน และหน้าที่ของตนมากเท่านั้น

เปิดผลวิจัยภาระหน้าที่ครู

เมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. 

พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่ ศธ.กำหนดไว้ถึง 37.6% 

ภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน 

  • อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง
  • อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง
  • อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง
  • อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง
  • อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง 

ขณะที่งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ที่โรงเรียนควรมี คือ

  • 1. นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ)
  • 2. ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่)
  • 3. งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ) 

นอกจากนี้งานวิจัยมองว่า ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% สมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและเกิดภาวะ Burnout 

กางแผน-แนวทาง ‘ลดภาระครู’

เมื่อปัญหาที่ว่ามานี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานลอยๆ แต่มีงานวิจัยมารองรับ ล่าสุดเรียกความหวังให้กับเหล่าครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกครั้ง เมื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ออกมาตรการลดภาระครูอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการดังนี้ 

ยกเลิก 7 โครงการ/กิจกรรม ปีการศึกษา 2570 ดังนี้ 

1.โครงการสถานศึกษาสีขาว

2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา

3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว

4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

5.โครงการยกระดับ OBEC Channel

6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน

7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย 

นอกจากนี้ ยังประกาศเดินหน้าแนวทาง “Work Smart” เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น คือ การลดภาระการดำเนินงานและการประเมิน จากเดิมเป็นหน้าที่ของโรงเรียน ต่อจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จะเข้ามามีบทบาทส่งเสริม และสนับสนุน ในการกำกับและประเมินภาพรวมเชิงประจักษ์มากขึ้น โดยไม่ให้โรงเรียนจัดทำเอกสาร รายงานดำเนินกระบวนการ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับภาระงานที่เหมาะสม ได้พัฒนาตนเอง และสามารถทำงานเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

มาตรการลดภาระครูที่ ศธ.ประกาศนั้น สอดคล้องกับข้อเสนอรายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครู ของกสศ. ที่เสนอระยะสั้นที่ทำได้ทันที คือ 

  • 1.ลดภาระงานไม่จำเป็น ตัดงานเอกสารซ้ำซ้อน ปรับลดลำดับความสำคัญของงานอื่น ๆ เพื่อให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
  • 2.กระจายงานอย่างเป็นธรรม เลี่ยงการมอบหลายๆ โครงการให้ครูเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
  • 3.แยกงานสนับสนุนจากงานครู โดยพิจารณาจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เช่นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ฯลฯ 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ยังบอกด้วยว่า นี่คือ “เฟสแรก” เท่านั้น!!! และจะมีนโยบาย ปรับ ลด และยกเลิกภาระครูที่ไม่จำเป็น ในเฟสต่อไปอีกเรื่อยๆ 

หลังจากประกาศไป เรียกความหวังให้กับคนวงการศึกษาอย่างมาก เพราะครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่า “ประเสริฐ” และ “อัครนันท์” 2 รัฐมนตรี ศธ. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) เอาจริงเอาจัง มุ่งลดปัญหาให้ครูทั่วประเทศอย่างจริงจัง 

แม้จะมีเสียงกังวลที่ตามมาว่า แม้จะยกเลิก 7 โครงการที่ไม่จำเป็นแล้ว จะมีชื่อโครงการใหม่เข้ามาแทนที่หรือไม่? ซึ่งได้รับการยืนยันจาก รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. อย่างหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่มีแน่นอน” 

หวังว่าแนวทาง “Work Smart” ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะช่วยลดภาระครูได้จริง แก้ปัญหาที่ค้างคามานานกว่าสิบปี เพื่อให้ครูกลับห้องเรียน พัฒนาตนเอง พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้เสียที 

คอลัมน์ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดบทพิสูจน์ ฝีมือ ศธ.ยุคใหม่ ตั้งเป้าลดภาระครู คืนสู่ห้องเรียน ทำได้จริง หรือแค่ฝันหวาน

ที่มา ; มติชนออนไลน์ 

เกี่ยวข้องกัน

ครูหนึ่ง ชี้ ลดภาระครูแก้ไม่ตรงจุด ครูจวง แจงแค่เฟส 1 ลั่นไม่มีเล่นแร่แปรธาตุโยนงานเพิ่มแน่นอน 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ส.ส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ครูหนึ่ง – ธีรศักดิ์ จิระตราชู – Teerasak Chiratrachoo” ระบุว่า ส่อ! ลดภาระงานครูไม่ถึงฝั่ง อะไร คือ แก่น และกระพี้ ที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ 

ผมขอส่งเสียงจากครูที่ทักมาหาผมก็ปรึกษาเรื่อง การลดภาระงานครู ของ สพฐ.ที่ประกาศออกมา และขอสะท้อนความห่วงใยไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับนโยบายนี้นะครับ 

ผมพยายามติดตามการแถลงข่าวของ รมว. และ รมช. กระทรวงศึกษาธิการ (คุณประเสริฐ และคุณอัครนันท์) ซึ่งมีดำริว่าอยากจะจัดการเรื่องลดภาระงานครูอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล และเป็น Quick win ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ผมเห็นด้วย เรามีธงในใจเดียวกัน 

เข้าใจว่านโยบายนี้ถูกประกาศไปสานต่อในทุกแท่งของกระทรวง แต่เมื่อประกาศของแท่งที่สำคัญที่สุดอย่าง สพฐ. ที่ระบุหมายเหตุไว้มีใจความว่า “ไม่ได้ยกเลิกโครงการ” แต่เป็นการลดการประเมิน หรือการทำรายงานเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งต่อการแถลงข่าว และการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ รมว./รมช.เอง ที่บอกว่าจะยกเลิกโครงการหรือไม่ ครูหลายคนก็เข้าใจแบบนั้นไปแล้ว 

ผมขอแชร์ประสบการณ์ที่พอจะเข้าใจลักษณะการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการดีระดับหนึ่ง การสั่งการในลักษณะนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และไม่ค่อยเป็นผลเท่าไรนัก 

กล่าวคือผลลัพธ์ไม่เคยลดภาระงานให้ครูได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วงานเหล่านี้ไปผูกพันกับการประเมินความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน ฯลฯ  ถึงแม้จะมีคำสั่งเชิงนโยบายมาแล้ว แต่หลายครั้งเราก็เห็นว่า ผู้ปฏิบัติจำใจต้องก้มหน้าทำโครงการเหล่านี้อยู่ดีอย่างปฏิเสธไม่ได้ การประกาศยกเลิก ลด ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่พิจารณากระบวนงาน (work process) ทั้งหมด จึงอาจจะยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ดังนั้นการปรับระบบงานเหล่านี้ร่วมกับทุกสำนัก ทุกองคาพยพของกระทรวงจึงจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับ ก.ค.ศ. และเขตพื้นที่ 

ผมทราบว่ากระทรวงพยายามสำรวจภาระงานครูกับ “เขตพื้นที่” ทั่วประเทศ โดยมีแบบฟอร์มให้กรอกและส่งภายใน 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะนำมาสู่การแถลงข่าวเรื่องลดภาระงานครูในวันที่ 27 พ.ค.  ข้อมูลดังกล่าวทำให้ท่านตัดสินใจได้เพียงเท่านี้หรืออย่างไร 

ผมไม่มั่นใจว่าท่านขาดมือดีในการวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิหรือไม่ ถ้าท่านใช้ข้อมูลตรงนั้นมาเป็นฐานวิเคราะห์จริงผมคิดว่าน่าจะได้อะไรมากกว่าประกาศ ของ สพฐ. ที่ออกมานะครับ 

ผมจะลองเสนอแนะกระทรวง จากข้อมูลที่ผมเก็บได้ ให้อย่างคร่าว ๆ จากครู สพฐ. และครูจากสังกัดต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่าง 2,785 คน ผมใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความรู้สึกของครูพบว่ามี 37 โครงการที่ครูมีความรู้สึกทางลบ (Negative sentiment) มากกว่าความรู้สึกทางบวก (Positive sentiment)  โดยความรู้สึกทางลบนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่อยากทำโครงการ แต่เกิดขึ้นจากคำสั่งการที่มุ่งเน้นการรายงานผลแบบฉับพลันทันด่วน การมุ่งเน้นข้อมูลมากกว่าผลลัพธ์ของผู้เรียน และส่อเจตนาการมาใช้งานครูโดยมุ่งเน้น KPI ของหน่วยงานต้นสังกัดอื่น  โครงการเหล่านั้น มีดังนี้

(1) สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข

(2) โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ / โรงเรียนสุขภาวะ

(3) อาหารกลางวัน

(4) สถานศึกษาปลอดภัย (MOE Safety Center)

(5) อย.น้อย

(6) การประเมิน ITA (คุณธรรมและความโปร่งใส)

(7) อาหารเสริม (นมโรงเรียน)

(8 ) สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

(9) การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET/NT/RT)

(10) โรงเรียนคุณธรรม สพฐ.

(11) ส่งเสริมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

(12) ธนาคารโรงเรียน

(13) เงินอุดหนุนนักเรียนยากจน (ปัจจัยพื้นฐาน/CCT)

(14) โรงเรียนสุจริต

(15) โรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste)

(16) งานเลือกตั้ง/ประชาธิปไตย

(17) CONNEXT ED

(18) โรงเรียนปลอดบุหรี่/ปลอดเหล้า

(19) ความปลอดภัยทางถนน/ขับขี่ปลอดภัย

(20) หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา

(21) TO BE NUMBER ONE

(22) โรงเรียนวิถีพุทธ

(23) ระบบสุขภาพจิตนักเรียน School Health HERO / HERO OBEC Care

(24) การประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.)

(25) บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

(26) โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา (Eco-School)

(27) กองทุนหลักประกันสุขภาพ (สปสช.ท้องถิ่น)

(28) อนุรักษ์พันธุกรรมพืช (อพ.สธ.)

(29) ป้องกันเด็กจมน้ำ

(30) Thailand Zero Dropout (พาน้องกลับมาเรียน)

(31) ระบบติดตามการใช้สารเสพติดในสถานศึกษา (CATAS/NISPA)

(32) การสอบธรรมศึกษา

(33) ครู D.A.R.E. / ตำรวจ D.A.R.E.

(34) เด็กไทยสายตาดี

(35) โรงเรียนคุณภาพ/โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล

(36) สภาเด็กและเยาวชน

(37) งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

นี่แค่โครงการเบื้องต้นเท่านั้นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระผมเชื่อว่าถ้าเอาข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดที่ท่านเก็บได้มาวิเคราะห์จะมีความแม่นยำของข้อมูล และประโยชน์มากกว่านี้ 

อย่างไรก็ตามสมมติฐานของผมคือการทำให้โครงการทั้งหมดนี้หายไป ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการลดภาระงานครู ทุกคนจะเห็นว่าโครงการเหล่านี้เป็นกระบวนการในลักษณะที่ไหลเข้ามาในโรงเรียนจากต้นสังกัดก็ดี จากหน่วยงานภายนอกก็ดี จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี 

โครงการต่าง ๆ ล้วนมาจากฐานคิดของ “ความหวังดี” เป้าหมายของแต่ละโครงการนั้นก็ล้วนแต่จะทำให้เด็กในโรงเรียนได้มีความรู้ ทักษะ คุณลักษณะ และคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งสิ้น แต่บางครั้งความหวังดีซึ่งผิดที่ผิดทางก็มาพร้อมกับปัญหาเช่นกัน 

กล่าวคือสุดท้ายใครอยากทำโครงการที่ตีความได้ว่าเป็น “ความหวังดีต่อเด็ก” ก็จะเอาไปยัดให้กับโรงเรียนหมดอย่างนั้นหรือ แบบนี้เราควรต้องตั้งคำถามหรือไม่ คำตอบอาจเป็นไปได้หลายวิธีในการแก้ไขปัญหา 

แต่สำหรับผมขอเสนอว่า “…ไม่ควรมีโครงการจากภายนอกถึงแม้เป็นของต้นสังกัดเองไหลเข้าไปในโรงเรียน..” 

พื้นที่ของโรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการจะออกแบบโครงการใดๆในโรงเรียนนั้นควรเชื่อมโยงกับความสนใจและปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียน และครูโดยตรง เราเรียกสิ่งนี้ว่าการพัฒนาโรงเรียนโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School based development) 

กระทรวงควรให้งบประมาณกับโรงเรียนไปบนพื้นฐานความเชื่อใจ (Trust) เพื่อไปออกแบบโครงการตามความต้องการซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีไม่เหมือนกันเลย หากว่าเรากลัวว่าเด็กขาดพร่องในเรื่องที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจึงต้องมีโครงการเฉพาะกิจขึ้นมา 

ให้เปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องนี้ กล่าวคืออย่าไปยัดโครงการใส่มือโรงเรียน แต่ในฐานะกระทรวงที่เป็น Regulator ควรกลับมา “ทบทวนหลักสูตรชาติ”  ซึ่งคนทำโดยมีวงรอบที่ชัดเจน ทำแบบนี้การเรียนการสอนก็มีหลักประกันว่าโรงเรียนจะไม่ทิ้งทักษะที่จำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไป และเมื่อกำหนดตรงนี้แล้วก็ไม่ต้องไประแวงว่าโรงเรียนจะทำหรือไม่ทำ ให้เป็นอิสระของโรงเรียน 

ทั้งนี้แต่ละโรงเรียนคงมีคุณภาพในการดำเนินการเท่ากันหรือไม่นั้น ตรงนี้ก็ให้เป็นการแสดงฝีมือการบริหารของผู้อำนวยการโรงเรียน เราก็ให้ความดีความชอบผู้บริหาร และครูจากตรงนี้ทำแบบนี้ได้ภาระงานลงทุนก็จะไม่มารบเร้าวุ่นวายโรงเรียนอีก 

จึงขอยืนยันว่าการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้ครับ 

ต่อมาทางด้าน ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง ที่ปรึกษาของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมระบุข้อความผ่านเพจ “ปารมี ไวจงเจริญ” ว่า 

จากกรณีนี้ที่ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มีความกังวลเรื่องนโยบายลดภาระงานครูของรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะแก้ไม่ตรงจุด ไม่ถึงฝั่งฝันนั้น 

ดิฉันขออนุญาตชี้แจงค่ะว่า นโยบายลดภาระงานครูด้วยการยกเลิกโครงการและยกเลิกการประเมิน, การรายงาน และการประกวดของ 7 โครงการ ที่ได้มีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เป็นแค่เฟส 1 ค่ะ หลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการยกเลิกและลดโครงการในเฟส 2 ต่อไป ซึ่งกำลังเตรียมจะประกาศในไม่ช้านี้ค่ะ 

ในส่วนของประกาศ สพฐ. ที่ออกมาในวันนี้ เรื่องยกเลิกการประเมิน, การรายงานและการประกวดของ 6 โครงการ แต่ทำไมไม่มีการยกเลิกโครงการโรงเรียนสีขาว ดิฉันต้องขออนุญาตชี้แจงค่ะว่า โครงการโรงเรียนสีขาวเป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำลังจะมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาในเร็ว ๆ นี้ค่ะ 

รวมทั้งประเด็นสำคัญซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาภาระงานครูได้ในระยะยาวนั้น กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการย้ายโรงเรียน รวมถึงหลักเกณฑ์ในการประเมินผลงานความดีความชอบของผู้บริหารโรงเรียนและครู ที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดภาระลงไปสู่โรงเรียนและครู 

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวคิดที่จะให้อิสระแก่โรงเรียนในการบริหารงานวิชาการ งานหลักสูตร รวมถึงอิสระในการเลือกโครงการที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน โดยให้ครูเลือกนำไปบูรณาการปรับใช้ในห้องเรียนแต่ละห้องอีกด้วยค่ะ 

ดังนั้นดิฉันขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ได้โปรดเชื่อใจว่า เราต้องการจะแก้ปัญหาภาระงานครูนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน จะไม่ให้มีการเล่นแร่แปรธาตุยักย้ายถ่ายเทไปเพิ่มเป็นโครงการอื่น ๆ ออกมาเป็นภาระแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกอย่างแน่นอนค่ะ 

ก่อนที่จะโพสต์เพิ่มเติม ว่า ดิฉันขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม จากที่ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู ได้เข้ามาคอมเมนท์ในสเตตัสของดิฉันว่า เป็นห่วงช่องว่างในการสั่งการระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ ในนโยบายลดภาระงานครูนั้น.

ดิฉันขอขอบคุณครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ ที่เป็นห่วงเรื่องช่องว่างในการสั่งการระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติ ในประเด็นนี้ รมว. และ รมช.ศึกษาธิการ ก็เป็นห่วงเรื่องนี้มาก ได้มีการกำชับผู้บริหารทุกสำนักในกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สพฐ. และสำนักปลัดกระทรวงไว้แล้วค่ะว่า จะต้องไม่มีช่องว่างในการสั่งการตรงนี้ การยกเลิกโครงการ หรือยกเลิกประเมิน, รายงาน และประกวดที่ได้แถลงข่าวไป จะต้องยกเลิกอย่างแท้จริงค่ะ.

ส่วนในกรณีการประเมินกิจกรรม ITA ออนไลน์ของ ป.ป.ช. นั้น แน่นอนค่ะว่า ดิฉันและครูหนึ่ง เรานั่งอยู่ในอนุกรรมาธิการการพัฒนาหลักสูตรและระบบการศึกษาฯ ในกรรมาธิการการศึกษา ของสภาชุดที่แล้วด้วยกัน ซึ่งได้เชิญผู้บริหาร ป.ป.ช ที่ดูแลกิจกรรมประเมิน ITA ออนไลน์และดูแลหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เข้ามาคุยกันในอนุกรรมาธิการฯ.

ซึ่ง ป.ป.ช. ก็ชี้แจงว่าการประเมิน ITA ออนไลน์ ยังจำเป็นอยู่ แต่เป็นการประเมินระดับกรมขึ้นไป เพื่อแสดงความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ใช่การประเมินในระดับสถานศึกษาและไม่ต้องให้ครูในโรงเรียนมาแบกรับภาระตรงนี้.

ประเด็นนี้ ในที่ประชุมนโยบายลดภาระครูของกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันได้เปิดไมค์แสดงความเห็นถึงเลขา กพฐ. และผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ ว่า ถ้า ป.ป.ช. ยังให้มีการประเมิน ITA ออนไลน์ในระดับกรมอยู่นั้น ต้องให้ส่วนกลาง หรือผู้บริหารแต่ละเขตพื้นที่ ไปเก็บข้อมูลการประเมินนี้เอง โดยต้องไม่ให้มีการส่งต่อภาระนี้ไปยังครูและผู้บริหารโรงเรียนโดยเด็ดขาดค่ะ.

หลังจากนี้ไป หากครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านใดที่โรงเรียนของท่าน ยังคงให้มีการประเมิน หรือรายงาน หรือประกวด ใน 7 โครงการที่มีการยกเลิกไป ขอให้ท่านแจ้งข้อมูลมายัง facebook ของดิฉันหรือ facebook ของ รมช.อัครนันท์ ได้เลยค่ะ พวกเราจะรีบตรวจสอบและแก้ไขให้ท่านทันที รวมทั้งจะปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างแน่นอนค่ะ ขอบคุณค่ะ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ 

เกี่ยวข้องกัน

ประกาศแล้ว! สพฐ.ยกเลิก 6 โครงการ หวังลดภาระครู รมช.ศธ.แจงสาเหตุ สถานศึกษาสีขาว ไม่อยู่ในลิสต์ 

จากกรณี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ประกาศลดภาระภาระงานครู โดยยกเลิก โครงการที่ปี 2570 ดังนี้ 1.โครงการสถานศึกษาสีขาว 2.กิจกรรมการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา3.กิจกรรมการประเมินโรงเรียนคุณธรรม 4 ดาว – 5 ดาว4.โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ สู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 5.โครงการยกระดับ OBEC Channel 6.โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน และ7.โครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงนามในหนังสือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง ยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวด ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติการ พ.ศ.2567 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตามข้อเสนอโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570) 

ด้วยนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายที่ 1 คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาตให้เด็กข้อที่ 1.1 Work Smart : ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quid Win) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ 2569 ตามแนวทางลดภาระงานครู “ปรับ ลด ปลดล็อก” ได้กำหนดให้การลดภาระงานครูเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพครูและผู้เขียน ควบคู่กับการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูทั่วประเทศ 

ดังนั้น เพื่อให้การรับคลื่อนนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมและเกิดสัมฤทธิผลต่อผู้เรียน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวด ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2570 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6 รายการ ดังนี้

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามจากครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.นั้น ได้ประกาศยกเลิก 7 โครงการ แต่ทำไมทาง สพฐ.ถึงประกาศยกเลิก 6 โครงการเท่านั้น? แล้วโครงการ “สถานศึกษาสีขาว” จะต้องเดินหน้าต่อไปหรือไม่? 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ออกมาไขข้อสงสัยผ่านทางเพจ “ครูสาวเว้าพื้น” โดยระบุว่า “รอใบยกเลิกจาก สป.(สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ที่กำลังตามมานะครับ” 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนปัญหาภาระงานครูที่สะสมมายาวนานในระบบการศึกษาไทย โดยครูจำนวนมากต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือจากการสอน เช่น งานธุรการ การเงิน พัสดุ บุคคล งานประกันคุณภาพ และโครงการต่าง ๆ ส่งผลให้มีเวลาในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนน้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 14,900 แห่งที่ครูต้องทำงานหลายบทบาทพร้อมกัน จนอาจเกิดความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burnout) และกระทบคุณภาพการศึกษา

ผลวิจัยของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่าครูโรงเรียนขนาดเล็กมีภาระสอนสูงกว่ามาตรฐาน และต้องใช้เวลาจำนวนมากกับงานบริหารและโครงการต่าง ๆ ครูเกือบครึ่งเห็นว่าภาระงานส่งผลต่อคุณภาพการสอน และกว่าร้อยละ 63 ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตและการทำงานได้

กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบาย “Work Smart” เพื่อลดภาระงานครู โดยยกเลิกหรือยุติการประเมิน รายงาน และการประกวดในหลายโครงการ รวมทั้งลดงานเอกสารซ้ำซ้อน ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเข้ามารับบทบาทกำกับและประเมินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่าการลดภาระครูจะสัมฤทธิผลจริงหรือไม่ หากไม่ปรับกระบวนการทำงานทั้งระบบ รวมถึงหลักเกณฑ์การประเมินและวัฒนธรรมการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ครูกลับไปทำหน้าที่หลัก คือ การจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ

 

  1. ครูควรทำหน้าที่หลักด้านการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน
  2. ภาระงานธุรการและโครงการจำนวนมากส่งผลต่อคุณภาพการสอน
  3. โรงเรียนขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากที่สุด
  4. การลดภาระครูต้องปรับทั้งโครงสร้างงาน กระบวนการทำงาน และระบบประเมิน
  5. แนวคิด Work Smart มุ่งลดงานซ้ำซ้อน คืนเวลาให้ครู
  6. School-Based Development เน้นให้อิสระโรงเรียนออกแบบการพัฒนาตามบริบท
  7. ผู้บริหารยุคใหม่ต้องบริหารงานโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และปกป้องเวลาสอนของครูให้มากที่สุด

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญที่สุดที่บทความชี้ว่าเป็นปัญหาต่อคุณภาพการศึกษาคือข้อใด

ก. ครูขาดทักษะด้านเทคโนโลยี
ข. ครูมีภาระงานนอกเหนือจากการสอนมากเกินไป
ค. โรงเรียนขาดงบประมาณด้านอาคารสถานที่
ง. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ

เฉลย : ข

เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าครูต้องรับผิดชอบงานธุรการ การเงิน พัสดุ และโครงการต่าง ๆ จนไม่มีเวลาทุ่มเทให้การจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่กระทบคุณภาพการศึกษา

ข้อ 2

หากผู้บริหารโรงเรียนต้องการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวคิด “Work Smart” มากที่สุด ควรดำเนินการอย่างไร

ก. เพิ่มกิจกรรมพิเศษให้นักเรียนทุกสัปดาห์
ข. มอบหมายงานทุกโครงการให้ครูทุกคนรับผิดชอบร่วมกัน
ค. ลดงานเอกสารซ้ำซ้อนและจัดลำดับความสำคัญของงานสอน
ง. เพิ่มการรายงานผลเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน

เฉลย : ค

เหตุผล: แนวคิด Work Smart มุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ลดเอกสาร และคืนเวลาให้ครูสำหรับการจัดการเรียนการสอน

ข้อ 3

จากผลวิจัยของ กสศ. งานใดใช้เวลาของครูมากที่สุดต่อภาคเรียน

ก. งานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ
ข. งานประกันคุณภาพ
ค. งานประชาสัมพันธ์
ง. งานบุคคล

เฉลย : ก

เหตุผล: งานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับใช้เวลาสูงสุดถึง 874 ชั่วโมงต่อภาคเรียน

ข้อ 4

ข้อใดสอดคล้องกับหน้าที่หลักของครูตามที่บทความกล่าวไว้มากที่สุด

ก. จัดซื้อจัดจ้างและควบคุมงบประมาณ
ข. จัดทำบัญชีและเอกสารการเงิน
ค. ตรวจรับพัสดุและควบคุมสัญญา
ง. จัดการเรียนรู้ อบรมผู้เรียน และพัฒนาตนเอง

เฉลย : ง

เหตุผล: หน้าที่หลักของครูคือการสอน พัฒนาผู้เรียน และพัฒนาวิชาชีพ ไม่ใช่งานสนับสนุนทางธุรการ

ข้อ 5

หากครูต้องรับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่มีความเชี่ยวชาญ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามบทความคือข้อใด

ก. โรงเรียนได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น
ข. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น
ค. อาจเกิดความผิดพลาดจนผิดระเบียบหรือผิดกฎหมาย
ง. ครูได้รับการเลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น

เฉลย : ค

เหตุผล: งานด้านงบประมาณและพัสดุมีข้อกฎหมายกำกับ หากดำเนินการผิดพลาดอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้

ข้อ 6

จากมุมมองของ “ครูหนึ่ง” การลดภาระงานครูให้เกิดผลอย่างยั่งยืนควรเน้นเรื่องใดมากที่สุด

ก. เพิ่มงบประมาณด้านอาคารสถานที่
ข. ปรับกระบวนการทำงานและวัฒนธรรมการบริหารทั้งระบบ
ค. เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนของนักเรียน
ง. ยุบโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด

เฉลย : ข

เหตุผล: ครูหนึ่งเสนอว่าการยกเลิกบางโครงการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องปรับ Work Process และระบบประเมินทั้งระบบ

ข้อ 7

แนวคิด School-Based Development ที่กล่าวถึงในบทความมีสาระสำคัญตรงกับข้อใด

ก. โรงเรียนออกแบบการพัฒนาตามบริบทและความต้องการของตนเอง
ข. โรงเรียนต้องดำเนินโครงการจากส่วนกลางทุกโครงการ
ค. ครูต้องจัดกิจกรรมเหมือนกันทุกโรงเรียน
ง. เขตพื้นที่เป็นผู้กำหนดกิจกรรมทั้งหมด

เฉลย : ก

เหตุผล: แนวคิดดังกล่าวให้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา โดยออกแบบกิจกรรมตามปัญหาและความต้องการของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่

ข้อ 8

หากผู้บริหารโรงเรียนต้องการแก้ปัญหาภาระงานครูตามข้อเสนอของ กสศ. ข้อใดเหมาะสมที่สุด

ก. เพิ่มโครงการเพื่อสร้างผลงานของโรงเรียน
ข. ให้ครูทุกคนทำงานทุกฝ่ายเท่า ๆ กัน
ค. ลดจำนวนครูที่รับผิดชอบงานสอน
ง. จัดหาบุคลากรเฉพาะทางมารับผิดชอบงานธุรการและการเงิน

เฉลย : ง

เหตุผล: กสศ. เสนอให้แยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน และใช้บุคลากรเฉพาะทางดำเนินงานดังกล่าว

ข้อ 9

ข้อมูลใดจากงานวิจัยสะท้อนผลกระทบของภาระงานครูต่อคุณภาพชีวิตได้ชัดเจนที่สุด

ก. ครูร้อยละ 29.7 มีสมดุลชีวิตและการทำงาน
ข. ครูร้อยละ 47.7 เห็นว่าภาระงานกระทบคุณภาพการสอน
ค. ครูร้อยละ 63 ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตและการทำงานได้
ง. ครูสอนมากกว่ามาตรฐานร้อยละ 37.6

เฉลย : ค

เหตุผล: ตัวเลขร้อยละ 63 สะท้อนปัญหา Work-Life Balance โดยตรง และเชื่อมโยงกับความเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงาน

ข้อ 10

ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หากต้องการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูให้เกิดผลจริง ควรดำเนินการใดเป็นลำดับแรก

ก. จัดประชุมติดตามผลทุกสัปดาห์พร้อมรายงานหลายรูปแบบ
ข. สำรวจภาระงานจริงของครูและปรับระบบมอบหมายงานให้เหมาะสม
ค. เพิ่มตัวชี้วัดการประเมินครูเพื่อควบคุมคุณภาพ
ง. กำหนดให้ทุกกลุ่มสาระรับผิดชอบโครงการเพิ่มเติม

เฉลย : ข

เหตุผล: การสำรวจภาระงานจริงและจัดสรรงานอย่างเป็นธรรมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบริหารเชิงระบบ และสอดคล้องกับข้อเสนอของงานวิจัยและนโยบาย Work Smart