
22 พฤษภาคม 2569 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมด้วย คณะกรรมการสภาการศึกษา และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สกศ. และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษาพิจารณาเห็นชอบเรื่องสำคัญเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้
1) (ร่าง) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาคนไทยตลอดช่วงชีวิต ผ่าน 4 แนวทางได้แก่ เมืองพร้อมเรียนรู้ เมืองร่วมขับเคลื่อน เมืองสร้างทักษะและอาชีพ เมืองมีวัฒนธรรมการเรียนรู้โดยจะมีการวางยุทธศาสตร์และสร้างเครือข่ายขับเคลื่อน การลงพื้นที่และวิจัยต้นแบบการพัฒนาเมือง การพัฒนาเครื่องมือและองค์ความรู้ ตลอดจนจัดทำข้อเสนอฯ รับฟังเสียงสังคมเพื่อเตรียมขยายผล พร้อมผลักดันบรรจุเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้าง“ชาติแห่งการเรียนรู้” (Learning Nation) ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาการพัฒนากฎหมาย ระเบียบหรือแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และให้ สกศ.ศึกษาแนวทางสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในรูปแบบเครดิตการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจพร้อมเชื่อมโยงผลการเรียนรู้เข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิตและบัญชีสะสมการเรียนรู้ตลอดชีวิตรายบุคคล (Lifelong Learning Account)
2) (ร่าง) มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. …. ซึ่งมีผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา 3 ด้าน คือ ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learner) ผู้สร้างคุณค่าและนวัตกรรม (Value and Innovative Creator) และพลเมืองที่มีจริยธรรม(Ethical Citizen) ครอบคลุมทั้งปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพคนไทย 4.0 PLUS ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ 4 มิติ ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพการทำงานและนวัตกรรม (Productivity) คุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาว (Longevity) การพัฒนาประเทศสู่ระดับสากล(Universality) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งมีแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนและการเปลี่ยนแปลง และ 2. ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับเทียบเคียงในการจัดการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษาให้มีผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อไป
3) ผลการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ในช่วงปี พ.ศ. 2560 – 2568 สกศ. ได้ทำการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาการศึกษา 5 ด้าน คือ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (Access), ความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity), คุณภาพการศึกษา (Quality), ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ การตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ซึ่งผลการดำเนินงานภาพรวมมีพัฒนาการเชิงบวก โดยสัดส่วนการบรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้น 40% ในระยะที่สอง สัมฤทธิผลโดดเด่นที่สุดคือ ประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (HRMS และ E-SAR) การขยายตัวของพื้นที่นวัตกรรม และการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่ายที่สูงกว่าเป้าหมาย สู่ข้อเสนอ 5 ทิศทางนโยบายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดผ่านการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณแบบมุ่งเป้าการบูรณาการ Big Data การยกระดับสมรรถนะครู การขยายผลพื้นที่นวัตกรรม และระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเชื่อมโยง Credit Bank เปลี่ยนการสอบเป็นการรับรองสมรรถนะวิชาชีพ โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนในการปฏิรูปครึ่งหลังของแผนฯ ที่ต้องมุ่งเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะ การบูรณาการฐานข้อมูลอัจฉริยะ และการกระจายอำนาจสู่พื้นที่เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้เรียนในระดับสากลอย่างยั่งยืน
4) การประเมินผลการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดย สกศ. ได้ดำเนินการศึกษาระดมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และประเมินอย่างรอบด้านตามกรอบ OECD’s 6 Criteria Model ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายเดิมมีความเข้มแข็งด้านหลักการและมีผลต่อการวางรากฐานการปฏิรูป แต่ยังต้องยกระดับกลไกเชิงระบบให้เชื่อมคุณภาพ ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นการยกระดับกลไกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้ตอบโจทย์บริบทปัจจุบัน ควรมีลักษณะสำคัญคือ เป็นกฎหมายฐานสิทธิที่มีหลักประกันจริง ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือนโยบายที่เชื่อมเป้าหมายกับผลลัพธ์ผู้เรียน และเป็นสถาปัตยกรรมเชิงสถาบันที่ทำให้ระบบการศึกษาทำงานได้จริง โดยต้องวางความสัมพันธ์เชื่อมผลลัพธ์ผู้เรียน กลไกข้อมูล งบประมาณ และการประเมินผลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน สถานศึกษา และระบบการศึกษาในอนาคต
5) การประเมินผลกลไกการยกระดับการทดสอบ PISA 2025 และข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมการสอบ PISA 2029
สกศ. ได้ทำการติดตามและประเมินผลแนวทางการยกระดับ PISA ที่มีลักษณะ Time Series ตั้งแต่ปี 2018 – 2025 ควบคู่กับการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ PISA 2029 มีความพิเศษเนื่องจากกรอบการประเมินของ OECD จะให้ความสำคัญกับทักษะการอ่าน (Reading) เป็นสมรรถนะหลัก และความรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy: MAIL) ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการวิเคราะห์และใช้สื่อกับ AI อย่างรู้เท่าทันในโลกดิจิทัล สกศ. จึงได้จัดทำข้อเสนอการยกระดับผลการทดสอบ PISA 2029 ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ 1) กลไกยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลร่วม 2) กลไกการจัดการเรียนรู้และการประเมินสมรรถนะด้านการอ่านและ MAIL 3) กลไกข้อมูลและการสนับสนุนแบบมุ่งเป้า 4) กลไกวัฒนธรรม แรงจูงใจ และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยกำหนดเป็นหมุดหมายการดำเนินงานรายปี (พ.ศ. 2569 – 2572) เริ่มจากการวางระบบ ไปสู่การขับเคลื่อนในห้องเรียน และเตรียมความพร้อมเข้าสู่การประเมินจริง
6) การประเมินผลเชิงลึกทางการศึกษา (Technical Reviews) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้เร่งจัดทำ OECD/EDPC Policy Questionnaireฉบับสมบูรณ์ให้ทันภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 พร้อมเตรียมเข้าร่วมประชุม EDPC และ CERI ซึ่งมีความสำคัญต่อเนื่องของกระบวนการ Technical Reviewsทั้งหมด โครงสร้างแบบสอบถามจะเป็น 5 หมวด รวมคำถาม 131 ที่เน้นเกี่ยวกับภาพรวมระบบการศึกษา การศึกษาปฐมวัย การศึกษาระดับโรงเรียน การอุดมศึกษา ทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแผนปฏิบัติการแบบหมุดหมาย พ.ศ. 2569 – 2571 วางเส้นทางดำเนินงานและดำเนินการติดตามผลเพื่อนำเสนอต่อ EDPC โดยเน้นปัจจัยสนับสนุน 4 ประการ ได้แก่ ความครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูล ความเป็นเอกภาพของคำตอบประเทศไทย ความต่อเนื่องของการเข้าร่วมเวที OECD และการใช้ผลการประเมินให้เดประโยชน์เชิงนโยบาย
จากนั้น ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของ สกศ. ได้แก่
1) ผลการต่อยอดการขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างชุดทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต (Essential Future Skills Set) ของเยาวชนไทย ผ่าน 2 นวัตกรรมการเรียนรู้ OEC Hackathon และบอร์ดเกม Story POP ซึ่งจะนำไปขยายผลการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ต่อไป
2) ความก้าวหน้าการดำเนินงานทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 ได้มีการสื่อสารสาระสำคัญเพื่อสร้างการรับรู้ร่วมกันผ่านการเผยแพร่ประกาศฉบับประชาชน จัดเวทีความเข้าใจ และเวทีนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ThaiCER พร้อมบูรณาการร่วมกับ สกสว. ในร่างกรอบแผนด้าน ววน. ประเด็นการพัฒนาทุนมนุษย์
3) ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวฒิแห่งชาติและธนาคารหน่วยกิต ได้มีการขยายพื้นที่ขับเคลื่อนไปยังจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมจัดทำแผนดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด พ.ศ. 2570 – 2574 และส่งเสริมสถานศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
4) (ร่าง) ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องทันต่อสถานการณ์และมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
5) ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD (TH20ECD) การประชุมคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตอบรับเชิญเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย รวมถึงมอบหมายและอนุมัติการเดินทางของเลขาธิการสภาการศึกษา เดินทางเข้าร่วมประชุมภายใต้ OECD และ EDPC
6) การขับเคลื่อนแนวคิดการทูตเพื่อการศึกษา (Education Diplomacy) ผ่านโครงการประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย(RTRT) มีการขยายความร่วมมือมากขึ้น โดยประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม RTRT 2026 ในเดือนธันวาคม 2569
7) เตรียมการเป็นเจ้าภาพการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิชาการระดับนานาชาติของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษานานาชาติ (IEA IRC 2027) ในเดือนมิถุนายน 2570
8) รายงานการถอดบทเรียนตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Future School Transformation 3R & Makerspace ซึ่งได้มีการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน เพื่อนำไปประกอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
รมว.ศธ. “ประเสริฐ” เร่งเครื่องยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล ปักหมุดเมืองแห่งการเรียนรู้ มาตรฐานชาติ 4.0 PLUS วางโรดแมป PISA 2029 ก้าวสู่สมาชิก OECD
ที่มา : ศธ.๓๖๐ องศา
เกี่ยวข้องกัน
รมว.ศธ.ประเสริฐ นำประชุม กกส. นัดแรกปี 69 เร่งเครื่องยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล ปักหมุดเมืองแห่งการเรียนรู้ – มาตรฐานชาติฉบับใหม่ 4.0 PLUS – โรดแมป PISA 2029 - ก้าวสำคัญสู่สมาชิก OECD
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คณะกรรมการสภาการศึกษา พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต ชั้น 2 อาคาร 2 สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษาพิจารณาเห็นชอบเรื่องสำคัญเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้
1) (ร่าง) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาคนไทยตลอดช่วงชีวิต ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ เมืองพร้อมเรียนรู้ เมืองร่วมขับเคลื่อน เมืองสร้างทักษะและอาชีพ เมืองมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ โดยจะมีการวางยุทธศาสตร์และสร้างเครือข่ายขับเคลื่อน การลงพื้นที่และวิจัยต้นแบบการพัฒนาเมือง การพัฒนาเครื่องมือและองค์ความรู้ ตลอดจนจัดทำข้อเสนอฯ รับฟังเสียงสังคมเพื่อเตรียมขยายผล พร้อมผลักดันบรรจุเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้าง “ชาติแห่งการเรียนรู้” (Learning Nation) ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาการพัฒนากฎหมาย ระเบียบ หรือแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และให้ สกศ. ศึกษาแนวทางสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในรูปแบบเครดิตการเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจพร้อมเชื่อมโยงผลการเรียนรู้เข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิตและบัญชีสะสมการเรียนรู้ตลอดชีวิตรายบุคคล (Lifelong Learning Account)
2) (ร่าง) มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. .... ซึ่งมีผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา 3 ด้าน คือ ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) ผู้สร้างคุณค่าและนวัตกรรม (Value and Innovative Creator) และพลเมืองที่มีจริยธรรม (Ethical Citizen) ครอบคลุมทั้งปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพคนไทย 4.0 PLUS ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ 4 มิติ ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพการทำงานและนวัตกรรม (Productivity) คุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาว (Longevity) การพัฒนาประเทศสู่ระดับสากล (Universality) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งมีแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนและการเปลี่ยนแปลง และ 2. ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับเทียบเคียงในการจัดการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษาให้มีผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อไป
3) ผลการติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579
ในช่วงปี พ.ศ. 2560 – 2568 สกศ. ได้ทำการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาการศึกษา 5 ด้าน คือ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (Access), ความเท่าเทียมทางการศึกษา (Equity), คุณภาพการศึกษา (Quality), ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ การตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง (Relevancy) ซึ่งผลการดำเนินงานภาพรวมมีพัฒนาการเชิงบวก โดยสัดส่วนการบรรลุเป้าหมายเพิ่มขึ้น 40% ในระยะที่สอง สัมฤทธิผลโดดเด่นที่สุดคือ ประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (HRMS และ E-SAR) การขยายตัวของพื้นที่นวัตกรรม และการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่ายที่สูงกว่าเป้าหมาย สู่ข้อเสนอ 5 ทิศทางนโยบายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดผ่านการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณแบบมุ่งเป้า การบูรณาการ Big Data การยกระดับสมรรถนะครู การขยายผลพื้นที่นวัตกรรม และระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเชื่อมโยง Credit Bank เปลี่ยนการสอบเป็นการรับรองสมรรถนะวิชาชีพ โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนในการปฏิรูปครึ่งหลังของแผนฯ ที่ต้องมุ่งเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะ การบูรณาการฐานข้อมูลอัจฉริยะ และการกระจายอำนาจสู่พื้นที่เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้เรียนในระดับสากลอย่างยั่งยืน
4) การประเมินผลการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดย สกศ. ได้ดำเนินการศึกษา ระดมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และประเมินอย่างรอบด้านตามกรอบ OECD’s 6 Criteria Model ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายเดิมมีความเข้มแข็งด้านหลักการและมีผลต่อการวางรากฐานการปฏิรูป แต่ยังต้องยกระดับกลไกเชิงระบบให้เชื่อมคุณภาพ ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นการยกระดับกลไกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้ตอบโจทย์บริบทปัจจุบัน ควรมีลักษณะสำคัญคือ เป็นกฎหมายฐานสิทธิที่มีหลักประกันจริง ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือนโยบายที่เชื่อมเป้าหมายกับผลลัพธ์ผู้เรียน และเป็นสถาปัตยกรรมเชิงสถาบันที่ทำให้ระบบการศึกษาทำงานได้จริง โดยต้องวางความสัมพันธ์เชื่อมผลลัพธ์ผู้เรียน กลไกข้อมูล งบประมาณ และการประเมินผลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน สถานศึกษา และระบบการศึกษาในอนาคต
5) การประเมินผลกลไกการยกระดับการทดสอบ PISA 2025 และข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมการสอบ PISA 2029
สกศ. ได้ทำการติดตามและประเมินผลแนวทางการยกระดับ PISA ที่มีลักษณะ Time Series ตั้งแต่ปี 2018 – 2025 ควบคู่กับการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ PISA 2029 มีความพิเศษเนื่องจากกรอบการประเมินของ OECD จะให้ความสำคัญกับทักษะการอ่าน (Reading) เป็นสมรรถนะหลัก และความรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy: MAIL) ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการวิเคราะห์และใช้สื่อกับ AI อย่างรู้เท่าทันในโลกดิจิทัล สกศ. จึงได้จัดทำข้อเสนอการยกระดับผลการทดสอบ PISA 2029 ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ 1) กลไกยุทธศาสตร์และธรรมาภิบาลร่วม 2) กลไกการจัดการเรียนรู้และการประเมินสมรรถนะด้านการอ่านและ MAIL 3) กลไกข้อมูลและการสนับสนุนแบบมุ่งเป้า 4) กลไกวัฒนธรรม แรงจูงใจ และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยกำหนดเป็นหมุดหมายการดำเนินงานรายปี (พ.ศ. 2569 – 2572) เริ่มจากการวางระบบ ไปสู่การขับเคลื่อนในห้องเรียน และเตรียมความพร้อมเข้าสู่การประเมินจริง
6) การประเมินผลเชิงลึกทางการศึกษา (Technical Reviews) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้เร่งจัดทำ OECD/EDPC Policy Questionnaire ฉบับสมบูรณ์ให้ทันภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 พร้อมเตรียมเข้าร่วมประชุม EDPC และ CERI ซึ่งมีความสำคัญต่อเนื่องของกระบวนการ Technical Reviews ทั้งหมด โครงสร้างแบบสอบถามจะเป็น 5 หมวด รวมคำถาม 131 ข้อ ที่เน้นเกี่ยวกับภาพรวมระบบการศึกษา การศึกษาปฐมวัย การศึกษาระดับโรงเรียน การอุดมศึกษา ทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเสนอแผนปฏิบัติการแบบหมุดหมาย พ.ศ. 2569 – 2571 วางเส้นทางดำเนินงานและดำเนินการติดตามผลเพื่อนำเสนอต่อ EDPC โดยเน้นปัจจัยสนับสนุน 4 ประการ ได้แก่ ความครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูล ความเป็นเอกภาพของคำตอบประเทศไทย ความต่อเนื่องของการเข้าร่วมเวที OECD และการใช้ผลการประเมินให้เกิดประโยชน์เชิงนโยบาย
จากนั้นที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของ สกศ. ได้แก่
1) ผลการต่อยอดการขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างชุดทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต (Essential Future Skills Set) ของเยาวชนไทย ผ่าน 2 นวัตกรรมการเรียนรู้ OEC Hackathon และบอร์ดเกม Story POP ซึ่งจะนำไปขยายผลการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ต่อไป
2) ความก้าวหน้าการดำเนินงานทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568 – 2570 ได้มีการสื่อสารสาระสำคัญเพื่อสร้างการรับรู้ร่วมกันผ่านการเผยแพร่ประกาศฉบับประชาชน จัดเวทีความเข้าใจ และเวทีนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ThaiCER พร้อมบูรณาการร่วมกับ สกสว. ในร่างกรอบแผนด้าน ววน. ประเด็นการพัฒนาทุนมนุษย์
3) ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวฒิแห่งชาติและธนาคารหน่วยกิต ได้มีการขยายพื้นที่ขับเคลื่อนไปยังจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมจัดทำแผนดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด พ.ศ. 2570 – 2574 และส่งเสริมสถานศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
4) (ร่าง) ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องทันต่อสถานการณ์และมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
5) ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD (TH20ECD) การประชุมคณะกรรมการนโยบายการศึกษา (EDPC) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตอบรับเชิญเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย รวมถึงมอบหมายและอนุมัติการเดินทางของเลขาธิการสภาการศึกษา เดินทางเข้าร่วมประชุมภายใต้ OECD และ EDPC
6) การขับเคลื่อนแนวคิดการทูตเพื่อการศึกษา (Education Diplomacy) ผ่านโครงการประชุมโต๊ะกลมไทย-รัสเซีย (RTRT) มีการขยายความร่วมมือมากขึ้น โดยประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม RTRT 2026 ในเดือนธันวาคม 2569
7) เตรียมการเป็นเจ้าภาพการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิชาการระดับนานาชาติของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษานานาชาติ (IEA IRC 2027) ในเดือนมิถุนายน 2570
8) รายงานการถอดบทเรียนตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Future School Transformation 3R & Makerspace ซึ่งได้มีการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน เพื่อนำไปประกอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สภาการศึกษาเห็นชอบข้อเสนอสำคัญเพื่อยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลและสร้าง “ชาติแห่งการเรียนรู้” โดยมุ่งพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ เมืองพร้อมเรียนรู้ เมืองร่วมขับเคลื่อน เมืองสร้างทักษะและอาชีพ และเมืองมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ พร้อมผลักดันระบบเครดิตการเรียนรู้และธนาคารหน่วยกิตเชื่อมโยง Lifelong Learning Account นอกจากนี้ ได้เสนอร่างมาตรฐานการศึกษาชาติฉบับใหม่ที่มุ่งสร้างผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้สร้างนวัตกรรม และพลเมืองที่มีจริยธรรม ภายใต้แนวคิด “คนไทย 4.0 PLUS” ครอบคลุมผลิตภาพ คุณภาพชีวิต ความเป็นสากล และความยั่งยืน
ผลประเมินแผนการศึกษาแห่งชาติพบพัฒนาการเชิงบวก โดยเน้นการปฏิรูปงบประมาณ บูรณาการ Big Data พัฒนาสมรรถนะครู และหลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมถึงปรับระบบสอบสู่การรับรองสมรรถนะวิชาชีพ อีกทั้งมีการเตรียมความพร้อม PISA 2029 ที่เน้นทักษะการอ่านและความรู้เท่าทันสื่อและ AI รวมถึงการเตรียมเข้าสู่สมาชิก OECD ผ่านการประเมินเชิงลึกทางการศึกษา ตลอดจนขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้ งานวิจัยทางการศึกษา และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน
แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบาย “เมืองแห่งการเรียนรู้” มากที่สุด
ก. เพิ่มการสอบแข่งขันทางวิชาการทุกระดับ
ข. สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านเครือข่ายชุมชนและเครดิตการเรียนรู้
ค. รวมศูนย์งบประมาณไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด
ง. เน้นการเรียนในห้องเรียนเป็นหลักเท่านั้น
ข้อ 2
หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการขับเคลื่อน “คนไทย 4.0 PLUS” สิ่งใดควรดำเนินการก่อน
ก. เพิ่มชั่วโมงติวสอบมาตรฐาน
ข. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ค. พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะและนวัตกรรมการเรียนรู้
ง. มุ่งเน้นเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
ข้อ 3
ข้อใดสะท้อนการใช้ Big Data ทางการศึกษาได้เหมาะสมที่สุด
ก. ใช้ข้อมูลเพื่อจัดอันดับโรงเรียนเท่านั้น
ข. ใช้ข้อมูลรายบุคคลวางแผนช่วยเหลือผู้เรียนอย่างตรงจุด
ค. ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มภาระเอกสารครู
ง. เก็บข้อมูลโดยไม่เชื่อมโยงหน่วยงาน
ข้อ 4
การเตรียมผู้เรียนสำหรับ PISA 2029 ควรเน้นเรื่องใดมากที่สุด
ก. การจำเนื้อหาตามตำรา
ข. การทำข้อสอบแบบเลือกตอบจำนวนมาก
ค. ทักษะการอ่านและความรู้เท่าทันสื่อกับ AI
ง. การแข่งขันวิชาการเฉพาะกลุ่มเก่ง
ข้อ 5
หากโรงเรียนต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควรดำเนินการตามแนวคิดใดมากที่สุด
ก. จัดการศึกษาแบบเดียวกันทุกพื้นที่
ข. สนับสนุนทรัพยากรตามบริบทและความต้องการจำเป็น
ค. ลดการมีส่วนร่วมของชุมชน
ง. ใช้งบประมาณเท่ากันทุกโรงเรียน
ข้อ 6
ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด “Ethical Citizen” มากที่สุด
ก. ผู้เรียนที่สอบได้คะแนนสูง
ข. ผู้เรียนที่ใช้เทคโนโลยีได้รวดเร็ว
ค. ผู้เรียนที่มีคุณธรรม รับผิดชอบต่อสังคม
ง. ผู้เรียนที่แข่งขันชนะทุกกิจกรรม
ข้อ 7
หากครูต้องการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับระบบ Credit Bank ควรดำเนินการอย่างไร
ก. เน้นการสอบปลายภาคเพียงครั้งเดียว
ข. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมผลลัพธ์การเรียนรู้จากหลายแหล่ง
ค. จำกัดการเรียนรู้เฉพาะในโรงเรียน
ง. ใช้เกณฑ์เวลาเรียนเป็นตัวตัดสินหลัก
ข้อ 8
สาระสำคัญของการปรับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่คือข้อใด
ก. เพิ่มอำนาจส่วนกลางทั้งหมด
ข. ลดบทบาทการประเมินผล
ค. เชื่อมโยงข้อมูล งบประมาณ และผลลัพธ์ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
ง. เน้นการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข้อ 9
ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งต้องการสร้าง “วัฒนธรรมการเรียนรู้” แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. ควบคุมการเรียนรู้เฉพาะในเวลาเรียน
ข. เปิดพื้นที่ Maker Space และกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกับชุมชน
ค. ลดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเน้นวิชาหลัก
ง. ให้ครูสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียว
ข้อ 10
เหตุใดประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่ OECD ด้านการศึกษา
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนข้อสอบมาตรฐาน
ข. เพื่อยกระดับระบบการศึกษาให้เทียบเคียงสากลและใช้ข้อมูลเชิงนโยบาย
ค. เพื่อรวมศูนย์การบริหารการศึกษา
ง. เพื่อยกเลิกการประเมินคุณภาพการศึกษา
คลิกเฉลย >>>