สมาชิกเข้าสู่ระบบ

สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ องค์ความรู้ที่ไทยปรับไม่ทันโลก

โลกใบใหม่ที่ สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ ไม่ทันโลก ถ้าไม่ยกระดับปรับตัวจะกลายเป็นกลุ่มการศึกษาที่สูญเปล่า!!!

แก่นปัญหาของ สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ ในบ้านเราปรับตัวไม่ทันกับโลกใบใหม่-เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะเมื่อโลกเคลื่อนอยู่ในยุค AI, แพลตฟอร์มดิจิทัล, big data และ social media ฯลฯ ที่ทำให้ “อำนาจ” ย้ายจากรัฐและสถาบันแบบเดิมไปสู่ผู้ถือข้อมูล อัลกอริทึม แพลตฟอร์ม และเครือข่ายข้อมูลข้ามชาติ!

OECD ชี้ว่า AI governance ต้องผูกกับสิทธิมนุษยชน-คุณค่าประชาธิปไตย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบฯ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค ซึ่งทำให้พบจุดอ่อนความรู้สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ได้หลายประเด็นสำคัญ กล่าวคือ

1. การอธิบาย “อำนาจดิจิทัล” ไม่พอ! รัฐศาสตร์เดิม มักเพ่งมองอำนาจผ่านรัฐฯ พรรค กฎหมาย ระบบราชการ และสถาบัน แต่ยุคใหม่อำนาจอยู่ในข้อมูลแพลตฟอร์ม ระบบแนะนำคอนเทนต์ และ AI ที่กำหนดว่าใครเห็นอะไร เชื่ออะไร และตัดสินใจอย่างไร UNESCO จึงเน้นว่า AI กับประชาธิปไตยต้องถูกวิเคราะห์ในมิติสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และการกำกับดูแล (UNESCO)

2. อ่อนด้าน data literacy และ computational social science สังคมศาสตร์จำนวนมากยังถนัดวิเคราะห์เชิงคุณภาพหรือทฤษฎี แต่ไม่พอในโลกที่พฤติกรรมสังคมถูกเก็บเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ นักสังคมศาสตร์ยุคใหม่ต้องอ่าน Algorithm, Platform Logic, Network, Misinformation และ Digital Trace Data ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะแค่อธิบายสังคมใหม่จากเครื่องมือเก่า!

3. ตามไม่ทัน การเปลี่ยนของประชาธิปไตยในโลกข้อมูล .. ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกท้าทายเฉพาะจากรัฐประหารหรืออำนาจนิยม แต่จาก Misinformation, Deepfake, BOT, Echo Chamber และการทำลายความไว้วางใจต่อสถาบัน รายงาน OECD ปี 2024 ว่าด้วย Misinformation ชี้ว่าความสมบูรณ์ของพื้นที่ข้อมูลเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย!

4.แยกเทคโนโลยีออกจากสังคมมากเกินไป หลายหลักสูตรมองเทคโนโลยีเป็นเรื่องวิศวกรรมหรือคอมพิวเตอร์ ทั้งที่เทคโนโลยีคือระบบสังคมใหม่มีผลต่อแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ วัฒนธรรม การเมือง และรัฐสวัสดิการ UNESCO ย้ำว่า AIต้องคำนึงถึงความหลากหลาย การไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ขยายอคติเดิมในสังคม (UNESCO)

5. รัฐศาสตร์ยังไม่เข้มพอเรื่อง governance แบบใหม่! การกำกับ AI ไม่ใช่แค่ “ออกกฎหมายแต่ต้องมี มาตรฐานข้อมูล ความโปร่งใส การตรวจสอบ Algorithm ความรับผิดของเอกชนข้ามชาติ และความร่วมมือระหว่างรัฐ-ตลาด-ประชาชน (**รายงานUN“Governing AI for Humanity” เสนอให้มีระบบกำกับ AI ระดับโลก เพราะ ช่องว่างความรู้และอำนาจระหว่างบริษัทเทคโนโลยีกับสังคมกว้างขึ้นมาก) 

สรุป ข้อพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ จะพบว่าความอ่อนแอของสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์คือยังไม่สามารถสร้าง “ทฤษฎีและเครื่องมือกำกับโลกใหม่”ได้เร็วเท่ากับที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนมนุษย์ รัฐ ตลาดและประชาธิปไตย!

สิ่งที่ต้องเร่งสร้างคือ Digital Political Economy + AI Governance + Computational Social Science + Democratic Resilience + Ethics of Technology ต้องตระหนักว่า “โลกใหม่ไม่ได้ขาดเทคโนโลยีแต่ขาดสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่เข้าใจอำนาจใหม่ของเทคโนโลยี

โลกใบใหม่วันนี้กำลังเข้าสู่จุดที่ “วิศวกรรมกำลังนำหน้าอารยธรรมแต่สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ เศรษฐกิจ และพฤติกรรมมนุษย์ในโลกดิจิทัล

รัฐศาสตร์ในอดีตเคยชินกับการศึกษาที่วนเวียนอยู่กรอบเก่าที่ว่าใครถืออำนาจรัฐ/ใครควบคุมกองทัพ/ใครออกกฎหมาย แต่วันนี้คำถามใหม่คือ ใครควบคุมข้อมูล/ใครออกแบบ algorithm/ใครกำหนดสิ่งที่คนทั้งสังคม “มองเห็น”/และ AI จะเปลี่ยนโครงสร้างชนชั้นในสังคม ความเหลื่อมล้ำ และประชาธิปไตยอย่างไร?

มันคือ “สนามการเมืองใหม่ของศตวรรษที่21” ซึ่งในมุมยุทธศาสตร์ประเทศไทยมีจุดเสี่ยงสำคัญคือ เราเก่งเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีแต่ยังอ่อนเรื่อง “การกำกับเทคโนโลยีหากไม่มีองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์- รัฐศาสตร์ที่แข็งแรงประเทศจะกลายเป็นเพียง “ผู้บริโภคเทคโนโลยีไม่ใช่ “ผู้ออกแบบอนาคตจึงกล่าวได้ว่า “ประเทศที่พัฒนาในยุค AI ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือ “ประเทศที่สามารถสร้างดุลยภาพระหว่างเทคโนโลยี มนุษย์ และสถาบันทางสังคมได้ดีที่สุด”

นี่คือโจทย์ใหม่ของประเทศไทย รวมถึงแนวคิดแบบ EEC ด้วยว่าวันนี้เราจะไม่ใช่แค่สร้างอุตสาหกรรมใหม่แต่ต้องสร้าง “ภูมิปัญญาใหม่ในการกำกับขับเคลื่อนโลกใบใหม่” ด้วย 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนว่าโลกยุค AI, Big Data และแพลตฟอร์มดิจิทัล กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจจากรัฐและสถาบันดั้งเดิมไปสู่ผู้ครอบครองข้อมูล อัลกอริทึม และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี แต่สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ไทยยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถอธิบายหรือกำกับ “อำนาจดิจิทัล” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การขาดความรู้ด้าน Data Literacy และ Computational Social Science การไม่เข้าใจผลกระทบของ Misinformation, Deepfake และ Echo Chamber ต่อประชาธิปไตย ตลอดจนการแยกเทคโนโลยีออกจากบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ การกำกับดูแล AI ยังต้องอาศัยความโปร่งใส การตรวจสอบอัลกอริทึม และความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน มากกว่าการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียว บทความเสนอว่าไทยต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI Governance, Digital Political Economy, Democratic Resilience และจริยธรรมเทคโนโลยี เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างเทคโนโลยี มนุษย์ และสถาบันทางสังคม มิฉะนั้นประเทศอาจเป็นเพียง “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” ไม่ใช่ “ผู้ออกแบบอนาคต”

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาระสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด

ก. ประเทศไทยควรลดการใช้ AI ในระบบการศึกษา
ข. สังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ต้องปรับตัวให้ทันอำนาจรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัล
ค. เทคโนโลยีเป็นสาเหตุหลักของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ง. การพัฒนาประเทศควรเน้นวิศวกรรมมากกว่าสังคมศาสตร์

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่าความรู้ด้านสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ยังตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของอำนาจในยุค AI และดิจิทัล จึงต้องเร่งปรับตัว

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อน “อำนาจดิจิทัล” ตามบทความได้ชัดเจนที่สุด

ก. การออกกฎหมายของรัฐสภา
ข. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค
ค. การที่อัลกอริทึมกำหนดข้อมูลที่ประชาชนมองเห็น
ง. การจัดสรรงบประมาณโดยรัฐบาล

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าอำนาจยุคใหม่อยู่ที่ข้อมูล แพลตฟอร์ม และระบบแนะนำคอนเทนต์ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของประชาชน

ข้อ 3

หากโรงเรียนต้องการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับแนวคิดในบทความ ควรดำเนินการอย่างไร

ก. ลดการใช้สื่อออนไลน์ในห้องเรียนทั้งหมด
ข. เน้นการท่องจำเนื้อหาทางรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิม
ค. ส่งเสริมการรู้เท่าทันข้อมูลและการวิเคราะห์สื่อดิจิทัล
ง. ให้ความสำคัญเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ขั้นสูง

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอให้พัฒนาทักษะ Data Literacy และความเข้าใจต่อข้อมูล ข่าวปลอม และอิทธิพลของแพลตฟอร์มดิจิทัล

ข้อ 4

ข้อใดเป็นภัยต่อประชาธิปไตยในยุคข้อมูลข่าวสารตามบทความ

ก. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ข. Deepfake และ Echo Chamber
ค. การพัฒนาระบบราชการดิจิทัล
ง. การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุว่า Deepfake, BOT และ Echo Chamber เป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายความไว้วางใจและคุณภาพของประชาธิปไตย

ข้อ 5

ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด AI Governance มากที่สุด

ก. การเปิดเสรีทางเทคโนโลยีโดยไม่มีการกำกับ
ข. การควบคุมข้อมูลโดยบริษัทเอกชนเพียงฝ่ายเดียว
ค. การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวเพื่อควบคุม AI
ง. การกำกับ AI โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

เฉลย: ง
เหตุผล: OECD และ UNESCO เน้นว่า AI Governance ต้องเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความโปร่งใส

ข้อ 6

หากประเทศไทย “ใช้เทคโนโลยีเก่ง แต่กำกับเทคโนโลยีไม่เป็น” จะเกิดผลอย่างไรตามบทความ

ก. ประเทศจะกลายเป็นผู้นำด้าน AI โลก
ข. ประเทศจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี
ค. ประเทศจะลดความเหลื่อมล้ำได้รวดเร็ว
ง. ประเทศจะไม่ต้องพึ่งพาบริษัทข้ามชาติ

เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้เขียนชี้ว่าไทยเสี่ยงเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี หากไม่มีองค์ความรู้ด้านการกำกับดูแล

ข้อ 7

ข้อใดเป็นลักษณะของ Computational Social Science ตามบทความ

ก. การศึกษาสังคมด้วยการตีความวรรณกรรม
ข. การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และวิเคราะห์พฤติกรรมผ่านเทคโนโลยี
ค. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว
ง. การศึกษารัฐศาสตร์ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเสนอให้นักสังคมศาสตร์สามารถอ่านข้อมูล เครือข่าย และอัลกอริทึมได้

ข้อ 8

ผู้บริหารสถานศึกษาที่นำแนวคิดจากบทความไปใช้ได้เหมาะสมที่สุด คือข้อใด

ก. จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนทั้งหมด
ข. มุ่งพัฒนาคะแนนสอบมาตรฐานเพียงด้านเดียว
ค. จัดอบรมครูเรื่อง AI จริยธรรมดิจิทัล และการรู้เท่าทันสื่อ
ง. ลดกิจกรรมวิเคราะห์ข่าวสารเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

เฉลย: ค
เหตุผล: แนวคิดสำคัญคือการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและจริยธรรมดิจิทัลแก่ครูและผู้เรียน

ข้อ 9

ข้อใดสะท้อนแนวคิด “วิศวกรรมกำลังนำหน้าอารยธรรม” ได้ชัดเจนที่สุด

ก. เทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าแนวทางกำกับทางสังคมและจริยธรรม
ข. การศึกษาไทยผลิตวิศวกรมากเกินไป
ค. ประชาชนต่อต้านเทคโนโลยีสมัยใหม่
ง. การเมืองมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจมากเกินไป

เฉลย: ก
เหตุผล: บทความชี้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรวดเร็วกว่าองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์และการกำกับดูแล

ข้อ 10

ข้อใดเป็น “โจทย์ใหม่ของประเทศไทย” ตามบทความ

ก. การเพิ่มจำนวนผู้ใช้เทคโนโลยีให้มากที่สุด
ข. การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
ค. การสร้างดุลยภาพระหว่างเทคโนโลยี มนุษย์ และสถาบันสังคม
ง. การลดบทบาทสังคมศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เขียนเสนอว่าประเทศที่พัฒนาได้ดีในยุค AI คือประเทศที่สร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยี มนุษย์ และสถาบันทางสังคมได้ดีที่สุด