วิธีอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบให้จำได้สไตล์คนเกาหลี

1. อ่านแบบ Active Reading

คนเกาหลีเน้นการอ่านแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่อ่านผ่าน ๆ แต่ตั้งคำถามกับเนื้อหา เช่น

    • “ผู้เขียนกำลังบอกอะไร?”

    • “ประเด็นนี้สำคัญยังไงกับชีวิตฉัน?”

การตั้งคำถามช่วยให้สมองประมวลผลเนื้อหาและจดจำได้ดีขึ้น 

2. สรุปย่อด้วยวิธี Note-Taking แบบ Cornell

เขียนสรุปแบบแบ่งช่อง

    • ช่องใหญ่สำหรับจดเนื้อหา

    • ช่องเล็กสำหรับสรุปหรือใส่คำถามสำคัญ

วิธีนี้ช่วยจัดระเบียบความคิด และทำให้ทบทวนได้ง่าย 

3. ใช้เทคนิค “Chunking” แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนเล็ก ๆ

แทนที่จะอ่านยาว ๆ ทั้งบท คนเกาหลีมักแบ่งเนื้อหาเป็นส่วนสั้น ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เช่น อ่าน 2-3 ย่อหน้า แล้วหยุดทบทวน 

4. ใช้สีเน้นข้อความแบบมีความหมาย

ใช้ปากกาไฮไลต์สีต่าง ๆ เพื่อเน้นจุดสำคัญ เช่น

    • สีเหลือง: ข้อความสำคัญ

    • สีฟ้า: คำถามที่ต้องคิด

     • สีชมพู: เนื้อหาที่อยากกลับมาทบทวน

สีช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงในสมอง ทำให้จดจำได้เร็วขึ้น 

5. เล่าให้ตัวเองหรือคนอื่นฟัง

คนเกาหลีชอบทบทวนเนื้อหาโดยการพูดออกมา การเล่าทำให้สมองต้องเรียบเรียงความรู้ใหม่ ซึ่งช่วยเสริมความจำ 

6. อ่านซ้ำแบบ Spaced Repetition

ทบทวนหนังสือในช่วงเวลาที่ห่างกัน เช่น

    • วันแรกหลังอ่าน

    • 3 วันถัดมา

    • 1 สัปดาห์ถัดไป

วิธีนี้ช่วยให้ข้อมูลฝังลึกในความทรงจำระยะยาว 

7. จำด้วยภาพและแผนภูมิ

คนเกาหลีใช้ Mind Mapping หรือการวาดภาพแทนข้อความ เช่น

    • สร้างแผนภูมิความสัมพันธ์

    • วาดภาพแนวคิด

วิธีนี้ช่วยให้สมองจดจำข้อมูลเชิงซ้อนได้ดีกว่าการอ่านตัวหนังสือล้วน ๆ 

8. พักสมองอย่างมีคุณภาพ

การอ่านต่อเนื่องนานเกินไปทำให้สมองล้า คนเกาหลีมักใช้เทคนิค Pomodoro เช่น

    • อ่าน 25 นาที แล้วพัก 5 นาที

การพักนี้ช่วยให้สมองฟื้นตัวและพร้อมรับข้อมูลใหม่ 

9. ใช้ชีวิตประจำวันช่วยเสริม

คนเกาหลีมักเชื่อมโยงเนื้อหาในหนังสือกับชีวิตจริง เช่น ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับภาษา ก็จะพยายามนำคำศัพท์มาใช้ในชีวิตประจำวัน 

10. อ่านในที่เงียบสงบและมีบรรยากาศดี

คนเกาหลีให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม เช่น อ่านในห้องสมุดหรือคาเฟ่ที่สงบ การมีพื้นที่ที่เหมาะสมช่วยให้สมองจดจ่อและรับข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น 

ที่มา ;FB สหายสอบ 

เกี่ยวข้องกัน
การอ่านหนังสือให้จำได้แม่นยำ

เป็นทักษะที่พัฒนาได้ด้วยเทคนิคและการฝึกฝนอย่างเหมาะสม ต่อไปนี้คือเทคนิคที่ช่วยให้คุณอ่านหนังสือและจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น:

1. เตรียมความพร้อมก่อนอ่าน

    • ตั้งเป้าหมาย: กำหนดว่าคุณต้องการอะไรจากการอ่าน เช่น อ่านเพื่อทำความเข้าใจหรือเพื่อทบทวน

    • จัดสภาพแวดล้อม: อ่านในที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน และแสงสว่างเพียงพอ

    • แบ่งเวลา: จัดเวลาสำหรับการอ่าน เช่น อ่าน 25 นาที พัก 5 นาที (เทคนิค Pomodoro) 

2. การอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ

    • อ่านแบบสแกน (Skimming): อ่านดูภาพรวมก่อน เช่น ชื่อบท หัวข้อหลัก และคำสำคัญ

    • เน้นจุดสำคัญ (Highlighting): ขีดเส้นใต้หรือเน้นข้อความที่สำคัญ

    • จดโน้ตสรุป: ใช้ภาษาของคุณเองสรุปเนื้อหาในแต่ละส่วน 

3. เทคนิคช่วยจำ

    • การเชื่อมโยง (Association): เชื่อมโยงเนื้อหากับสิ่งที่คุณรู้จัก หรือสร้างเรื่องราวเพื่อช่วยจำ

    • Mind Mapping: วาดแผนผังความคิดเพื่อจัดระเบียบข้อมูลและทำให้เข้าใจภาพรวมได้ง่าย

    • เทคนิค Mnemonics: ใช้คำย่อหรือคำคล้องจองช่วยจำ เช่น “ย่อหน้า” หรือ “คำสำคัญ” 

4. ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลาย

    • อ่านออกเสียง: การได้ยินช่วยให้สมองจดจำได้ดีขึ้น

    • เขียนด้วยมือ: จดโน้ตหรือสรุปเนื้อหาด้วยการเขียนมือ ช่วยกระตุ้นการจดจำ

    • เรียนรู้ผ่านภาพ: ใช้รูปภาพ แผนภูมิ หรืออินโฟกราฟิกประกอบ 

5. การทบทวน (Repetition)

    • ทบทวนทันที: หลังอ่านเสร็จให้ลองทบทวนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้

    • ใช้เทคนิค Spaced Repetition: ทบทวนเนื้อหาในช่วงเวลาที่ห่างกัน เช่น วันถัดไป สัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า

    • สอนคนอื่น: อธิบายเนื้อหาให้คนอื่นฟังช่วยให้คุณเข้าใจลึกซึ้งและจำได้ดีขึ้น 

6. การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ

    • พักผ่อนให้เพียงพอ: สมองจะจดจำได้ดีขึ้นเมื่อคุณนอนหลับเต็มอิ่ม

    • ออกกำลังกาย: การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

    • อาหารสมอง: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ปลา ไข่ ถั่ว และผลไม้ 

7. ทดสอบความเข้าใจ

    • ทำแบบฝึกหัดหรือทดลองตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ่าน

    • สร้างคำถามเกี่ยวกับเนื้อหานั้นและลองตอบเอง 

8. สร้างวินัยในการอ่าน

   • อ่านหนังสือทุกวันเพื่อให้สมองเคยชินกับการจดจำ

   • เลือกช่วงเวลาที่สมองตื่นตัวที่สุด เช่น ตอนเช้าหรือตอนเย็น

การฝึกใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น! 

ที่มา ; FB วิถีครูสังคม.

เกี่ยวข้องกัน

วิธีอ่านหนังสือแบบเทคนิคมะเขือเทศ 

“เทคนิคมะเขือเทศ” หรือ Pomodoro Technique ค้นพบขึ้นโดย Francesco Cirillo ชาวอิตาลี คำว่า Pomodoro ในภาษาอิตาลีนั้นแปลว่ามะเขือเทศ และที่เรียกเทคนิคนี้ว่าเทคนิคมะเขือเทศก็เพราะ Francesco เขาใช้เครื่องจับเวลารูปมะเขือเทศนั่นเอง 

โดยแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือและเวลาในการพักออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้

    1. เวลาอ่านหนังสือ 25 นาที

    2.เวลาพักย่อย 5 นาที

    3.เวลาพักใหญ่ 15-20 นาที 

จากนั้น ให้ทำตามสูตรดังนี้

อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักย่อย - อ่านหนังสือ - พักใหญ่ 

โดยช่วงอ่านหนังสือ 25 นาที ต้องอ่านหนังสืออย่างเดียวเท่านั้น ห้ามทำอย่างอื่นเลย ไม่ว่าจะตอบไลน์ ตอบอีเมล เช็กโทรศัพท์ ก็ห้ามทำ ให้เก็บไว้ทำในช่วงพักย่อย แล้วพอพักย่อย 5 นาที ครบ 3 ครั้ง พักครั้งต่อไปถึงจะเป็นพักใหญ่ 15-20 นาที ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ที่มา ; FB ไปทั่วไทย 

เกี่ยวข้องกัน

10 เทคนิคที่จะทำให้การอ่านของคุณมีประสิทธิภาพจากหนังสือ 

1. "ส่งออกข้อมูล" สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

การที่จะจำเนื้อหาที่อ่านไปแล้วให้ได้นั้นคำตอบอยู่ที่ เทคนิคการจำคำศัพท์ หลายคนอาจจะมีวิธีการจำคำศัพท์ที่ไม่เหมือนกัน แต่หนังสือสอนเทคนิคการท่องจำส่วนใหญ่ มักจะแนะนำว่า เมื่อเราจำคำศัพได้แล้ว ให้เรากลับมาทบทวนคำศัพท์นั้น ในวันรุ่งขึ้น ในวันที่ 3 และวันที่ 7 หลังจากวันที่จำคำศัพท์นั้นได้ เมื่อทำแบบนี้จะทำให้เราจำคำศัพท์นั้นได้นานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญการวิจัยทางประสาทวิทยายังได้ข้อสรุปมาแล้วว่า เทคนิคการจำคำศัพท์ที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุดนั้น เราต้องนำข้อมูลที่ได้รับไว้ออกมาใช้ให้ได้ 3 - 7 ครั้งภายใน 7 วัน 

2. อ่านในเวลา "ว่าง" ช่วงสั้น ๆ

เวลาที่บอกว่า "ผมอ่านหนังสือเดือนละ 30 เล่ม" หลายคนอาจจะบอกว่า "สุดยอดไปเลย หาเวลาไหนมาอ่านได้มากขนาดนั้น" ที่จริงแล้ว เขาเรานั้นไม่ว่าจะยุ่งขนาดไหนก็ตาม มักจะมีเวลา "ขณะว่าง" อยู่เสมอ คนที่บอกว่าไม่มีเวลาว่างที่จะอ่านหนังสือนั้น ส่วนใหญ่เป็นคำแก้ตัวของคนที่ไม่รู้เทคนิคการใช้เวลาว่างเพื่ออ่านหนังสือต่างหาก สำหรับผมแล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงของการเดินทาง ซึ่งจะมีเวลารวมกันแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง คุณอาจจะเอาไปปรับใช้ โดยการใช้เวลาว่างในการรอรถไฟ การรอนัดพบ หรือ เปลี่ยนสถานที่ ในการอ่านหนังสือก็ได้ ถ้าเราทำแบบนี้ เราก็จะมีเวลา "ขณะว่าง" ในแต่ละเดือนกว่า 90 ชั่วโมง ถ้าเราเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ เราก็จะสามารถอ่านหนังสือได้เดือนละ 10 - 30 เล่มกันเลยทีเดียว 

3. ปากกาเน้นข้อความมหัศจรรย์!

เวลาอ่านหนังสือ ผมมักจะเน้นข้อความที่สำคัญ และไม่ใช่แต่เฉพาะในหนังสือเรียนเท่านั้น หนังสือนิยายเองผมก็ทำ หากตรงส่วนไหนของหนังสือ มีความสำคัญ สร้างแรงบันดานใจ หรือ ให้ไอเดียอะไรขึ้นมา ผมจะจดสิ่งนั้นลงไปบนหนังสือ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญไม่ใช่การอ่านหนังสือให้จบเล่ม แต่เป็น "สิ่งที่มีความสำคัญ" และ "ความคิดที่เปลี่ยนไป" หลังจากได้อ่านหนังสือ เมื่อมีสิ่งไหนที่ทำให้ผม "ฉุกคิด" อะไรขึ้นมาได้ ผมจะจดสิ่งนั้นลงไปทันที ซึ่งอาจจะทำให้หนังสือนั้นเต็มไปด้วยข้อความต่าง ๆ มากมาย ทำให้หนังสือไม่สวยงามนัก แต่มันก็ทำให้เราสามารถจำในสิ่งที่หนังสือนั้นบอกได้มากขึ้นตามไปด้วย 

4. ฝึกอ่านให้เก่งด้วยการสกัดข้อมูล

การ "รับเข้าข้อมูล" จากหนังสือใส่สมองก็เหมือนกับการบีบน้ำเกรปฟรุตใส่เหล้าในแก้ว หรือก็คือ การ "สกัดข้อมูล" ยิ่งเราสกัดข้อมูลจากหนังสือที่อ่านมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ยิ่งเราสกัดข้อมูล เราก็ยิ่งจำในสิ่งที่เราได้อ่านมาได้แม่นยำมากขึ้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การอ่านหนังสือให้ได้มาก ๆ ในแต่ละวัน สิ่งที่สำคัญคือ เราสามารถจำสิ่งที่เราได้อ่านมามากน้อยแค่ไหน สำหรับการอ่านหนังสือแล้ว "คุณภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ" วิธีการสกัดข้อมูลก็ไม่ยาก แค่ให้คุณตั้งใจอ่านและจับประเด็นให้ได้ อะไรที่ทำให้ฉุกคิดก็ให้จดไว้ และเอาไปเขียนเป็นบทความ แบบนี้จะทำให้เราจำสิ่งที่ได้อ่านมามากยิ่งขึ้น 

5. การจำกัดเวลาช่วยให้จำได้ดีขึ้น

เมื่อเวลามีจำกัดเราจะมีสมาธิมากขึ้น เพราะการมีเวลาจำกัด จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งรถไฟไปทำงานเป็นประจำ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที กว่าจะถึงสถานีต่อไป ให้คุณลองหาหนังสือมาอ่านในระหว่างที่รอ จะช่วยให้คุณจำเนื้อหาได้ดีขึ้นมากกว่าตอนที่อ่านแบบไม่เร่งรีบ เพราะในสถานการณ์ที่ท้าทายเร่งด่วน โดปามีนจะทำหน้าที่ช่วยให้เรามีสมาธิที่มากขึ้น มีใจจดจ่ออยู่กับหนังสือมากขึ้น ทำให้จำเนื้อหาของหนังสือได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นนั่นเอง 

6. อ่านครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น

การอ่านหนังสือรวดเดียว 60 นาที กับการอ่านหนังสือครั้งละ 15 นาที 4 ครั้ง แบบไหนจะช่วยให้เราจำได้ดียิ่งขึ้น เรื่องนี้ได้มีการทดลองโดยให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำการจดจำแผ่นคำศัพท์ที่ผู้ทดสอบคอยส่งให้ไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วก็ให้ทำการเขียนคำศัพท์ที่ตนเองจำได้ลงไปในข้อสอบ ปรากฎว่าผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่จะจำคำศัพท์ในช่วงแรกกับช่วงท้ายได้ดี ส่วนคำศัพท์ที่ได้รับในช่วงกลาง ๆ มักจะจำกันไม่ค่อยได้ ทั้งนี้ก็เพราะสมองของเรามักจะมีความมุ่งมั่นและมีแรงจูงใจที่จะทำให้ช่วงต้นมากที่สุด แล้วจะแผ่วลงในช่วงกลาง ๆ และเมื่อใกล้จะจบแล้ว ก็จะมีความรู้สึกว่าอีกนิดเดียวก็๋จะเสร็จแล้ว แรงใจที่มุ่งมั่นก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง ทำให้เราสามารถจำสิ่งต่าง ๆ ในช่วงต้นและช่วงท้ายได้ดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราแบ่งอ่านหนังสือเป็นครั้งละ 15 นาที 4 รอบ มีแนวโน้มที่จะช่วยให้เราจดจำเนื้อหาได้ดีกว่าการอ่านรวดเดียว 60 นาที 

7. การนอนเป็นสิ่งสำคัญ

การอ่านหนังสือก่อนนอนจะช่วยให้จำเนื้อหาได้ดี นอกจากการอ่านหนังสือในช่วงเวลาว่างแล้ว การอ่านหนังสือก่อนนอนเองก็สำคัญเช่นกัน เพราะในระหว่างที่เรานอนนั้น สมองของเราไม่ได้รับข้อมูลเข้ามาเพิ่ม ทำให้สมองมีเวลาในการพักผ่อนและจัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบ ทำให้สิ่งที่เราสามารถจดจำสิ่งที่เราอ่านก่อนนอนได้ดี จนถึงขนาดคู่มือเตรียมสอบหลายที่ก็ได้แนะนำว่า "ถ้าอยากจะจำเรื่องยาก ๆ ก็ให้อ่านเรื่องนั้นก่อนนอน" นอกจากนี้ถ้าก่อนนอนเรากำลังคิดแก้ปัญหาเรื่องอะไรอยู่ หลายครั้งด้วยกันที่เราสามารถคิดวิธีแก้ปัญหาได้หลังจากตื่นนอน การอ่านหนังสือก่อนนอนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยครับ 

8. สแกนหาเป้าหมายในการอ่าน

มองภาพรวมของหนังสือให้ออกแล้วกำหนดเป้าหมายในการอ่าน หลายคนอาจจะเริ่มอ่านตั้งแต่ตัวอักษรแรกไปจนจบเล่มเลย แต่วิธีนั้นออกจะช้าเกินไปหน่อย ถ้าเราอยากจะอ่านหนังสือให้ได้สิ่งที่เราต้องการ เราควรที่จะสแกนดูก่อนว่าหนังสือเล่มนั้นมีขอบเขตเนื้อหาเท่าไหร่ เพื่อที่เราจะสามารถกำหนดเป้าหมายในการอ่านหนังสือของเราได้ และ ช่วยให้เรารู้ด้วยว่าเราควรที่จะอ่านหนังสือแบบผ่าน ๆ หรือ อ่านอย่างละเอียด ก่อนอื่นก็ให้เราอ่านสารบัญ แล้วดูเนื้อหาทั้งเล่มแบบผ่าน ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวม จะได้รู้ว่าเราควรที่จะให้ความสำคัญกับส่วนไหน จากนั้นค่อยลงมืออ่านจริง ๆ การสแกนหนังสือก่อนที่เราจะอ่านแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เราอ่านหนังสือได้เร็วแล้ว จะช่วยให้เราเข้าใจเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

9. อ่านหนังสือที่รู้สึกว่ายาก

หนังสือที่ยากกำลังดี จะช่วยให้การเรียนรู้ของเราดีขึ้น ถ้าเราต้องการที่จะอ่านหนังสือให้จำได้ดี แล้วเราไปอ่านหนังสือแบบค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบนั้นจะทำให้เราจำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะสมองของเราจะได้รับการกระตุ้นมากที่สุดก็ต่อเมื่อพบกับ "ปัญหาที่รู้สึกว่ายาก" ในช่วงนั้นสารสื่อประสาทโดปามีนจะหลั่งออกมามาก ทำให้เรามีสมาธิและใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นได้นานขึ้น ทำให้เห็นว่าถ้าเราอ่านหนังสือที่ยากในระดับที่พอดีจะช่วยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราอ่านหนังสือพวกนิยายหรือแนวบรรเทิงก็ให้เราอ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องไปเครียดอะไร แต่ถ้าเป็นหนังสือแนวธุรกิจหรือแนวความรู้ต่าง ๆ การสร้างความท้าทายในระดับที่เกือบทำไม่ได้จะช่วยให้เราจดจำเนื้อนั้นได้เป็นอย่างดี 

10. เลือกหนังสือที่เหมาะกับตนเอง

คนส่วนใหญ่แล้วมักจะอยากข้ามขั้นไปเรียนในสิ่งที่เป็นขั้นสูงเลย ตัวอย่างเช่น เวลาผมจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการใช้งานเฟซบุ๊คและยูทูบะดับมืออาชีพ ผู้คนจะมาสมัครกันประมาณ 70 - 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลยหรือรู้น้อยมากแต่อยากจะเรียนขั้นสูงไปเลย แต่ถ้าบอกว่าเป็นการจัดสัมมนาเฟซบุ๊คและยูทูบสำหรับผู้เริ่มต้น คนที่มาสมัครจะมีน้อยกว่าแบบแรกประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นว่าคนเราชอบเรียนทางลัด แต่ความจริงแล้วมันแทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย วิธีที่ดีที่สุดให้เราเลือกหนังสือที่เหมาะกับความรู้ของเราในช่วงนั้นจะดีที่สุด ถ้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็ขอแนะนำว่าคุณควรที่จะไปดูสารบัญและดูว่าเนื้อหาโดยรวมนั้นมีสิ่งที่คุณต้องการอยากรู้หรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่คุณต้องการ คุณก็สามารถซื้อมาอ่านได้เลย เพราะจะมีประโยชน์ต่อตัวคุณแน่นอนครับ 

ที่มา ; FB หัวกรวย นสต