1. เริ่มต้นด้วยมีสมาธิ
ขั้นแรกคือต้องมีสมาธิในการอ่าน วางโทรศัพท์มือถือ ปิดทีวี หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้เราเสียสมาธิเวลาอ่านลงก่อน แล้วจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การอ่านหนังสือ ไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไปจะได้อ่านได้อย่างมีสมาธิ และอ่านได้นาน ๆ
2. อ่านภาพรวมก่อน
ทุกครั้งที่จะอ่านหนังสือให้อ่านภาพรวมของเนื้อหาก่อน โดยอาจดูได้จากสารบัญ หรือย่อหน้าสรุป หรืออาจจะต้องอ่านทั้งหมดแบบคร่าว ๆ สัก 1 รอบก่อน การที่เราได้อ่านภาพรวมเนื้อหาจะทำให้เราสร้างผังความคิดในสมองได้ว่าเนื้อหาที่เราจะอ่านเกี่ยวกับอะไร รายละเอียดแบ่งเป็นอย่างไร .... ซึ่งเมื่อมีโครงแบบนี้แล้วพออ่านเนื้อหาอย่างละเอียดก็จะทำให้เนื้อหาที่อ่านถูกเก็บไว้ในสมองอย่างเป็นระบียบ ทำให้เราจำเนื้อหาได้นานขึ้นอีกด้วย
3. อ่านให้เข้าใจจริง ๆ
หลายคนอ่านแล้วไม่ได้เข้าใจเนื้อหาจริง ๆ สักแต่ว่าจำ ๆ ไป หนังสือเขียนมายังไงก็จำไปเลย อ่านแบบนี้เชื่อเถอะว่าไม่นานก็ลืม แต่ถ้าอ่านแบบเข้าใจสามารถเอาสิ่งที่อ่านไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมได้ ก็จะช่วยให้สมองเราสามารถจดจำเนื้อหานั้นได้นานขึ้นแน่นอน
4. ทำโจทย์ประกอบ
ในการอ่านหนังสือ แนะนำว่าควรมีการทำโจทย์ด้วยหลายจากอ่านจบ เพื่อเป็นการประเมินตัวเองว่าอะไรที่เราจำได้ อะไรที่เรายังจำไม่ได้ เพราะถ้าอ่านไปเรื่อย ๆ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าขณะอ่านไปนั้นเราได้ลืมอะไรไปแล้วบ้าง จึงต้องมีการทำโจทย์เพื่อประเมินตัวเอง และการทำแบบนี้จะทำให้เราจำเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย
5. ทำสรุป
วิธีที่ดีอีกวิธีในการทำให้อ่านหนังสือแล้วจำได้นาน ๆ คือการทำสรุปเป็นของตัวเอง เพราะว่าถ้าจะทำสรุปได้ เราก็ต้องเข้าใจเนื้อหานั้นระดับนึง ไม่งั้นก็คงจะเขียนสรุปเป็นภาษาตัวเองไม่ได้ เมื่อเราเข้าใจมันจริง ๆ ในระดับที่เขียนออกมาได้ เราก็จะจำได้นานขึ้น อีกทั้งการทำสรุปนั้นยังทำให้เราสามารถกลับมาทบทวนได้ง่ายขึ้นโดยการอ่านสรุปตัวเอง ไม่ต้องอ่านจากหนังสือเล่มหนา ๆ
6. ใช้ไฮไลต์
อีกวิธีที่แนะนำเวลาอ่านคือการใช้ปากกาไฮไลต์สี ๆ ขีดในคำที่สำคัญหรือประโยคที่สำคัญก็จะช่วยให้จดจำเนื้อหาที่เราอ่านได้ดีขึ้น และนานขึ้น อีกทั้งพอกลับมาอ่านก็จะอ่านได้เร็วขึ้นด้วย
7. จะจำได้ดีต้องฝึกเขียน
วิธีนี้โดยส่วนตัวมักจะใช้บ่อยมาก ๆ โดยเฉพาะเวลาต้องจำคำศัพท์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือศัพท์เฉพาะต่าง ๆ คืออ่านจบแล้วลองเขียนคำเหล่านั้นออกมา เพราะการที่เราเขียนก็จะเป็นการช่วยย้ำสมองเราให้จำคำเหล่านั้นได้ด้วยนะ
8. สอนคนอื่น
วิธีสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าวิธีนี้คือวิธีที่ทำให้เราจำได้นานที่สุด คือ การสอนคนอื่น เพราะการสอนคนอื่นนั้นจะทำให้เรา ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาที่อ่านอย่างแท้จริง (ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ไม่รู้จะสอนเข้ายังไง 5555) ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับคนที่ฟังเราแล้วยังเป็นประโยชน์กับเราด้วย เพราะเราจะจำเนื้อหาเหล่านั้นได้นานขึ้นจริง ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : tiwtactic
ที่มา ; FB ก.พ. New normal เตรียมสอบราชการ
เกี่ยวข้องกัน
18 เทคนิคจำแม่น (แบบใช้ได้จริง)
1. สร้างเรื่องเล่าในหัว
สมองเราจำ “เรื่องราว” ได้ดีกว่า “ข้อมูลดิบ”
เช่น: ถ้าต้องจำคำว่า “Photosynthesis = การสังเคราะห์แสง” ให้จินตนาการว่า “ต้นไม้เป็นพ่อครัว ใช้แสงแดดมาทำอาหารให้ตัวเอง” แบบนี้จะติดหัวมากกว่าแค่ท่องจำ
2. ใช้ภาพช่วยจำ
วาดก็ได้ หาในเน็ตก็ได้สมองเราเป็นสาย Visual มากกว่าที่คิด
ลองดู: ถ้าต้องจำระบบเลือด ลองวาดเป็นถนนที่รถคือเม็ดเลือดแดง วิ่งส่งออกซิเจนไปตามจุดต่างๆ
3. แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ
อย่าจำทั้งหมดในครั้งเดียว มันเหมือน จะกินพิซซ่าทั้งถาดในคำเดียว — สำลักแน่ แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ เคี้ยว
4. ใช้สีเน้นคำ
ไฮไลท์มันไปเลย! แต่แนะนำว่า 1 สี = 1 หมวด เช่น เหลือง = คำสำคัญ, ชมพู = คำที่ยังไม่เข้าใจ
5. สอนคนอื่น
ถ้าเราอธิบายให้เพื่อนฟังได้ นั่นแปลว่าเราจำได้จริง
Tip: ลองเล่าเนื้อหานั้นให้ตุ๊กตาฟัง หรือคนในกระจกก็ได้ (ใครแอบฟังอาจจะคิดว่าเราบ้า แต่นี่แหละเวิร์ก)
6. ใช้เสียงช่วย
อัดเสียงตัวเองอ่าน แล้วเปิดฟังตอนล้างจาน ขึ้นรถ หรือก่อนนอน เป็นการซึมเข้าหัวแบบไม่รู้ตัว
7. ทบทวนซ้ำแบบ Spaced Repetition
อ่านแล้วเว้นเวลา เช่น ทบทวนอีกทีหลังจาก1 วัน, 3 วัน, 7 วัน เหมือนรดน้ำต้นไม้เป็นจังหวะ ต้นความจำจะโตดี
8. ใช้เพลงช่วยจำ
แต่งเพลงสิเพลงกี่โน้ตก็จำได้ง่ายกว่าบทเรียน 3 บรรทัด
ตัวอย่าง: ABC Song นั่นแหละ – เพลงทำให้ A-Z ติดหัวไปตลอดชีวิต
9. เขียนด้วยมือ
พิมพ์เร็วก็จริง แต่การเขียนจะทำให้สมองเรา “ประมวล” มากกว่า เหมือนเราได้ทบทวนอีกชั้นระหว่างที่เขียน
10. เชื่อมกับสิ่งที่คุ้นเคย
ถ้าเรารู้จักสิ่งหนึ่งดีอยู่แล้ว ลองโยงความรู้ใหม่ให้ไปเกี่ยวกับสิ่งนั้น เช่นจำชื่อประเทศยากๆ ลองโยงกับอาหาร
สถานที่ หรือซีรีส์ที่ชอบ
11. ทำ Quiz กับตัวเอง
ตั้งคำถามปลายเปิดบ้าง หรือทำแฟลชการ์ด แล้วเล่นแบบเกม สนุก+จำได้ ชนะสองทาง
12. สลับสถานที่อ่าน
อ่านที่เดิมทุกวัน สมองอาจเฉยๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศ เช่น ไปนั่งร้านกาแฟ หรือสวน สมองจะตื่นตัวขึ้นแบบไม่รู้ตัว
13. พักให้พอ
นอนน้อย สมองเบลอ จำอะไรไม่ติด การนอนคือการ “กด Save” ให้ความจำ อย่าข้ามเด็ดขาด
14. ออกกำลังกายเบาๆก่อนอ่าน
เลือดจะไหลเวียนดี สมองจะปลุกตัวเอง เดินเร็วๆ 10 นาที ก่อนอ่านหนังสือ ก็ช่วยได้มาก
15. เชื่อมโยงกับอารมณ์
เรื่องที่ทำให้เราขำ หรือร้องไห้ มักจำได้นาน เพราะมี “อารมณ์” มาเกี่ยว
เช่น: ถ้าเนื้อหาน่าเบื่อ ลองเขียนคำตลกเพิ่มเข้าไป หรือเล่าให้เพื่อนฟังแบบดราม่า
16. ใช้เวลาเงียบๆ กับตัวเอง
ปิดเสียง ปิดแจ้งเตือน แล้วตั้งเวลาแค่ 25 นาที (Pomodoro) เป็นช่วงโฟกัสที่ได้ผลมากกว่าการนั่งอ่านยาวๆ แล้วเล่นมือถือแทรก
17. เช็คตัวเองว่าจำอะไรได้จริง
หลังอ่านเสร็จ ลองหลับตาแล้วนึกดูว่า “จำอะไรได้บ้าง” เหมือนการเล่นเกมโชว์กับตัวเอง
18. ให้รางวัลตัวเอง
จำได้ = ได้ขนม! ทำ quiz ผ่าน = ได้ดูซีรีส์ตอนหนึ่ง สร้างระบบแบบนี้ สมองจะเรียนรู้ว่า “ความจำ” คือเรื่องสนุก
ที่มา ; FB Read Journey
เกี่ยวข้องกัน
สรุปวิธี บังคับสมองคนอ่าน ให้เลือกอ่านข้อความ ตามลำดับที่เราตั้งใจ ตามทฤษฎี Text Hierarchy
เคยสังเกตกันไหมว่า ทำไมเวลาอ่านข้อความ ไม่ว่าจะเป็นบนป้ายโฆษณา หรือคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ เรามักถูกดึงดูดให้อ่านบางข้อความก่อนเป็นลำดับแรก ในขณะที่บางข้อความเรากลับมองข้ามมันไป
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของ Text Hierarchy
- Text Hierarchy คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการจัดลำดับความสำคัญของข้อความในงานออกแบบ เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่พบเห็น อ่านข้อความใดข้อความหนึ่งตามลำดับก่อน-หลัง หรือทำให้รู้ว่าข้อความใดในงานออกแบบมีความสำคัญมากที่สุด
โดย Text Hierarchy จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ การกำหนดลำดับความสำคัญของข้อความ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้ข้อความมีความโดดเด่น
อันดับแรก คือ เรื่องลำดับความสำคัญของข้อความ
ตามธรรมชาติของคน ไม่ได้อ่านทุกข้อความที่เห็น แต่จะใช้การ “สแกน” ข้อความในภาพรวมผ่านสายตา ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่านข้อความที่โดดเด่นที่สุดเป็นลำดับแรก
- Heading
เป็นข้อความที่โดดเด่นที่สุด และสำคัญที่สุด เป็นข้อความที่ผู้พบเห็นจะอ่านเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะอ่านข้อความส่วนอื่น ๆ ในลำดับถัดไป
ส่วนมากแล้วข้อความที่เป็น Heading มักมีลักษณะข้อความที่เป็นตัวหนา หรือตัวอักษรมีขนาดใหญ่กว่าข้อความส่วนอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้พบเห็น สนใจอ่านข้อความนี้ก่อนเป็นลำดับแรก
- Subheading
เป็นข้อความส่วนที่มีความโดดเด่น และมีความสำคัญรองลงมาจาก Heading มักเป็นข้อความที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่มีความสำคัญ แต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถใส่ไว้ในส่วน Heading ได้
- Body
เป็นข้อความส่วนสุดท้ายที่คนจะอ่าน แต่เป็นข้อความที่ให้รายละเอียดหรือข้อมูลมากที่สุด
โดยมากแล้วข้อความในส่วน Body มักมีขนาดตัวอักษรเล็กที่สุด เนื่องจากต้องใส่รายละเอียดหรือข้อมูลที่มาก แต่ยังต้องอยู่ในระดับที่อ่านง่าย ไม่เล็กจนเกินไป
โดยมากแล้วข้อความในส่วน Body มักมีขนาดตัวอักษรเล็กที่สุด เนื่องจากต้องใส่รายละเอียดหรือข้อมูลที่มาก แต่ยังต้องอยู่ในระดับที่อ่านง่าย ไม่เล็กจนเกินไป
ซึ่งหากสรุปกันอีกครั้ง โดยทั่วไปแล้วคนเราจะอ่านข้อความในงานออกแบบ โดยเรียงลำดับจาก Heading ตามมาด้วย Subheading และ Body เป็นลำดับสุดท้าย
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เราจะอ่านข้อความในงานออกแบบ โดยเรียงลำดับจากตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ก่อน แล้วจึงอ่านข้อความที่มีขนาดเล็ก
แต่ทีนี้ จริง ๆ แล้ว Text Hierarchy ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาอีกหลายองค์ประกอบ ที่ส่งผลต่อลำดับความสำคัญของข้อความในงานออกแบบ ได้แก่
1. ขนาดตัวอักษร
เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้ข้อความแต่ละข้อความมีความโดดเด่น หรือแสดงถึงความสำคัญของข้อความนั้น
ยิ่งตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ก็จะยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าข้อความนั้นมีความสำคัญ และทำให้คนอ่านข้อความที่มีขนาดตัวอักษรใหญ่ก่อนข้อความอื่น ๆ
2. แบบอักษร
สามารถเลือกใช้แบบอักษรหรือฟอนต์หลาย ๆ แบบในงานออกแบบชิ้นเดียวกันได้ โดยแบบอักษรที่แตกต่างกัน จะเป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ
3. ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก / ตัวพิมพ์ใหญ่
ในกรณีที่งานออกแบบมีข้อความภาษาอังกฤษ สามารถเลือกใช้ข้อความโดยใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก หรือตัวพิมพ์ใหญ่ได้ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ หรือทำให้ข้อความที่ใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ ดูแตกต่างจากข้อความอื่น ๆ ที่ใช้ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็ก
4. สีของตัวอักษร
การเลือกใช้สีข้อความสด ๆ หรือสีที่มีคอนทราสต์ตัดกับสีอื่น ๆ ในการออกแบบ จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับข้อความ
ในขณะที่การเลือกใช้สีในโทนเข้ม เช่น สีเทา หรือสีดำ ก็จะทำให้ข้อความนั้นดูกลมกลืนกับข้อความอื่น ๆ หรือมีความโดดเด่นน้อยลง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบในภาพรวมด้วย
5. ตำแหน่งและการจัดวางข้อความ
โดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะมีวิธีในการอ่านข้อความ โดยการ “สแกน” กวาดสายตา ไปทั่ว ๆ งานออกแบบ
โดยจะอ่านจากทิศทาง บน-ล่าง และซ้าย-ขวา เป็นหลัก หรือที่เรียกกันว่า F-Pattern
ดังนั้น ตำแหน่งและการจัดวางข้อความที่มีความสำคัญ และอยากให้คนอ่านข้อความนั้นก่อนเป็นลำดับแรก ๆ ก็ควรจัดวางข้อความนั้นไว้ด้านบน แล้วตามด้วยข้อความอื่น ๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา
ทั้งหมดนี้ คือทฤษฎี Text Hierarchy แบบเบื้องต้น ที่ทำให้รู้ว่าทำไมบางข้อความมีแรงดึงดูดให้อ่านก่อนเป็นลำดับแรก ในไม่กี่วินาทีหลังเห็นงานออกแบบ
ซึ่งอาศัยองค์ประกอบหลาย ๆ องค์ประกอบ ทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ข้อความมีความโดดเด่น ให้ข้อมูลที่ละเอียด ครบถ้วน และน่าอ่านไปพร้อม ๆ กัน
อ้างอิง
1. https://www.toptal.com/designers/typography/typographic-hierarchy
2. https://uxcel.com/blog/beginners-guide-to-typographic-hierarchy
3. https://www.turing.com/kb/typographic-hierarchy
4. https://www.thinknet.co.th/things-we-learn/visual-hierarchy
5. https://www.borntodev.com/2022/01/13/ui-visual-hierarchy/
6. https://foretoday.asia/articles/fonts/
7. https://www.nngroup.com/articles/text-scanning-patterns-eyetracking/
8. https://cieden.com/book/sub-atomic/typography/common-reading-patterns
ที่มา ; blockdit
