การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ

การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ; ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สรุปเป็นประเด็นสำคัญ

1. ที่มาและความจำเป็น (เหตุผล)

  • ข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายบุคลากร: งบประมาณรายจ่ายบุคลากรมีสัดส่วนค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภารกิจสำคัญของรัฐ: รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • การนำเทคโนโลยีมาช่วย: มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรน้อยลง
  • ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี: มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน คปร. (คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ) เร่งรัดการปฏิรูประบบกำลังคนและงบประมาณบุคลากรในภาพรวม

2. สาระสำคัญและสถานการณ์งบประมาณ

  • เปรียบเทียบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำ ปี พ.ศ. 2569 และ พ.ศ. 2570:
    • ปี พ.ศ. 2569: วงเงินรวม 3,780,500 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 2,644,822.2 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 70.2% ของวงเงินงบประมาณ)
    • ปี พ.ศ. 2570: วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 2,880,337.1 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 76.6% ของวงเงินงบประมาณ) ทำให้เหลือเงินพัฒนาประเทศเพียงประมาณ 30% เท่านั้น

3. ข้อเสนอมาตรการในการปฏิบัติ (มาตรการสำคัญ)

เอกสารได้กำหนดมาตรการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลังไว้ 4 ด้านหลัก ดังนี้:

(1) มาตรการตรึงอัตรากำลัง

  • ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขันที่ขึ้นบัญชีไว้
  • ให้ส่วนราชการคืนคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ที่ค้างอยู่กับสำนักงาน ก.พ. และนำอัตรากำลังไปปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจหลัก เกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจสำคัญเร่งด่วน พร้อมนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงาน

(2) มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ

  • ยุบเลิกอัตราว่าง (ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน) ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป (ยกเว้นที่ประกาศรับสมัครไว้แล้ว)
  • ไม่ทดแทนอัตรากำลังที่เกษียณอายุ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2575) ของข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป (ยกเว้นสายงานแพทย์/ทันตแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ)
  • ยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ/ลาออก/เสียชีวิต จำนวน 11 สายงาน (เช่น เจ้าพนักงานธุรการ, ประชาสัมพันธ์, สื่อสาร, โสตทัศนศึกษา, ห้องสมุด, ช่างขุดลอก/พิมพ์/ภาพ/ศิลป์, บรรณารักษ์, ผู้ประกาศข่าว) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้ลดลงอย่างน้อย 15% ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575

(3) มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ

  • ให้ส่วนราชการทบทวนบทบาทภารกิจและโครงสร้างเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น รวมถึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น และนำเทคโนโลยีดิจิทัล/AI มาใช้แทนกำลังคน
  • หากจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง ให้ใช้วิธี Rearrange (ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวม) เป็นลำดับแรก
  • กรณีควบรวมหน่วยงาน ให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่ที่จำเป็น และให้ส่วนราชการจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากรภายใน 3 เดือน
  • การให้สิ่งจูงใจ: ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลัง (ไม่เกิน 1/3 ของงบประมาณที่ประหยัดได้) ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานเด่น

(4) มาตรการอื่นๆ

  • ดำเนินมาตรการเสริม เช่น มาตรการเกษียณายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งระดับสูงขึ้น มาตรการสนับสนุนการจ้างเหมาบริการ และการปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้สอดคล้องกับบริบทประเทศ

4. ประโยชน์และผลกระทบ

  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ภาครัฐมีรายจ่ายด้านบุคลากรที่คุ้มค่า โครงสร้างและอัตรากำลังมีความเหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทภารกิจ และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

@คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายละเอียดมติที่สำคัญ เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ดังนี้

1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

2. ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้น กรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569

3. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2575 ด้วยงานในภาครัฐและงานรับราชการ

4. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงานภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่

(1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)

(2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

(3) เจ้าพนักงานสื่อสาร

(4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา

(5) เจ้าพนักงานห้องสมุด

(6) นายช่างขุดลอก

(7) นายช่างพิมพ์

(8) นายช่างภาพ

(9) นายช่างศิลป์

(10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] 

(11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

5. ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

6. ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปงานในภาครัฐและงานรับราชการ โดยมอบให้ คปร. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลาง ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป

ที่มา ; สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 11 สิงหาคม 2569

@เกี่ยวข้องกัน

-ข่าว- ปฏิรูประบบราชการ! ตรึงอัตรากำลัง รบ.ลุยมาตรการเกษียณก่อนกำหนด เงื่อนไขไม่กลับเข้าระบบอีก

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว

พร้อมมอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการเกษียณก่อนกำหนด แต่กำลังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) ปรับกำลังคน

2) ปรับกระบวนงาน

3) ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี

เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ ขณะที่ประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนต้องดีขึ้น

ส่วนที่ 1 ปรับกำลังคน-เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา

สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป

2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

น.ส.รัชดา กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ

ส่วนที่ 2 ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยได้ผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 ม.ค. 2570 โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต

ส่วนที่ 3 ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี

หน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ

“การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว

ที่มา ; https://www.hfocus.org/content/2026/09/39391

@คปร.แจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ

@ข้อสอบสำหรับตำแหน่งแรกบรรจุ (ครูผู้ช่วย ก.พ. บุคลากรทางการศึกษา)

1. ข้อใดคือสาเหตุสำคัญอันดับแรกที่ทำให้ต้องมีการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐในขณะนี้

ก. ข้าราชการมีจำนวนมากเกินไปไม่สัมพันธ์กับปริมาณงาน

ข. ต้องการนำเทคโนโลยี AI มาแทนที่ข้าราชการทั้งหมด

ค. ข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายบุคลากรที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง,

ง. เพื่อต้องการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานเป็นแบบชั่วคราวทั้งหมด

เฉลย: ค.เหตุผล: รายจ่ายบุคลากรภาครับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อให้นำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นได้

2. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คาดการณ์ว่าสัดส่วนรายจ่ายประจำจะสูงขึ้นเป็นร้อยละเท่าใดของวงเงินงบประมาณ

ก. ร้อยละ 30

ข. ร้อยละ 70.2

ค. ร้อยละ 76.6

ง. ร้อยละ 80

เฉลย: ค.เหตุผล: จากข้อมูลการเปรียบเทียบงบประมาณ ปี 2570 จะมีรายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 76.6 ซึ่งทำให้เหลือเงินเพื่อพัฒนาประเทศเพียงประมาณ 30% เท่านั้น

3. ตามมาตรการ "ตรึงอัตรากำลัง" ส่วนราชการควรดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรกเมื่อมีภารกิจด่วน

ก. ขออนุมัติปรับอัตราข้าราชการเป็นพนักงงานราชการ

ข. บริหารจัดการและเกลี่ยอัตรากำลังที่มีอยู่ภายในหน่วยงานมาใช้

ค. จ้างพนักงาน ลูกจ้าง พาร์ทไทม์มาช่วยงานชั่วคราว

ง. ปรับภารกิจที่ไม่มีคนเพียงพอ ให้เอกชนทำแทน

เฉลย: ข.เหตุผล: มาตรการตรึงอัตรากำลังกำหนดให้ชะลอการขออัตราใหม่ และให้ส่วนราชการบริหารหรือเกลี่ยอัตรากำลังที่มีอยู่ไปใช้ในภารกิจสำคัญเร่งด่วนก่อน

4.สายงานกลุ่มใดได้รับ "ข้อยกเว้น" ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการไม่ทดแทนอัตราเกษียณ

ก. สายงานครูและบุคลากรทางการศึกษา

ข. สายงานแพทย์และทันตแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข

ค. สายงานธุรการและประชาสัมพันธ์

ง. สายงานปกครองและความมั่นคง

เฉลย: ข.เหตุผล: แผนการปฏิรูปยกเว้นสายงานแพทย์/ทันตแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ เนื่องจากเป็นสายงานที่จำเป็นและขาดแคลน

5. คำว่า "Rearrange" ในบริบทของการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานหมายถึงอะไร

ก. การยุบเลิกหน่วยงานทั้งหมด

ข. การจัดเรียงโครงสร้างใหม่โดยไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวม

ค. การเพิ่มแผนกใหม่เพื่อให้งานเดินหน้าเร็วขึ้น

ง. การโอนย้ายหน่วยงานไปขึ้นตรงกับภาคเอกชน

เฉลย: ข.เหตุผล: เมื่อจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง มาตรการกำหนดให้ใช้วิธี Rearrange คือการบริหารจัดการภายในโดยไม่เพิ่มคนและไม่เพิ่มหน่วยงานเป็นอันดับแรก

@ข้อสอบสำหรับผู้บริหาร

1. จากสถานการณ์งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 และ พ.ศ. 2570 ข้อใดคือวิกฤตสำคัญที่สุดที่สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ

ก. งบประมาณรายจ่ายรวมของประเทศเพิ่มขึ้นถึงแม้ปริมาณงานเท่าเดิม

ข. สัดส่วนรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นจนเหลือเงินเพื่อการพัฒนาประเทศเพียงประมาณร้อยละ 30

ค. รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้เลย

ง. จำนวนข้าราชการมีมากเกินไปแต่การให้บริการประชาชนล่าช้า

เฉลย: ข.เหตุผล: ข้อมูลระบุว่าในปี พ.ศ. 2570 รายจ่ายประจำคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76.6% ของวงเงินงบประมาณ ทำให้เหลือเงินสำหรับพัฒนาประเทศ (งบลงทุน/อื่นๆ) เพียงประมาณ 30% ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและขีดความสามารถของประเทศ

2.เป้าหมายสำคัญในการลดจำนวนตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบราชการ (11 สายงาน) คือข้อใด

ก. ลดลงให้ได้ร้อยละ 10 ภายในปี 2570

ข. ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575

ค. ยุบเลิกทันที 100% เมื่อมีผู้เกษียณอายุในปี 2570

ง. เปลี่ยนรูปแบบการจ้างเป็นพนักงานราชการทั้งหมดภายใน 3 ปี

เฉลย: ข.เหตุผล: แผนการปฏิรูปกำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็น 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้ลดลงอย่างน้อย 15% ภายในปีงบประมาณ 2575

3. "สิ่งจูงใจ" ที่ส่วนราชการจะได้รับจากการลดอัตรากำลังคนตามแผนปฏิรูปนี้ คืออะไร

ก. ได้รับการจัดสรรงบลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ข. สามารถนำเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ทั้งหมดไปเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ

ค. นำวงเงินที่ประหยัดได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้มีผลสัมฤทธิ์เด่น

ง. ผู้บริหารจะได้รับการพิจารณาเลื่อนระดับตำแหน่งสูงขึ้นโดยไม่ต้องผ่านการประเมิน

เฉลย: ค.เหตุผล: เพื่อจูงใจให้ลดกำลังคน ส่วนราชการสามารถนำวงเงินที่ประหยัดได้ (ไม่เกิน 1/3) ไปเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลงานเด่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

4.ข้อใดคือบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่ชัดเจนที่สุดในแผนปฏิรูปกำลังคนภาครัฐครั้งนี้

ก. ใช้เพื่อทดแทนกำลังคนในภารกิจที่ซ้ำซ้อนและงานสายงานสนับสนุน

ข. ใช้เพื่อเก็บข้อมูลสถิติต่างๆ เข้าสู่ระบบ Big data เพื่อการบริหารภาครัฐ

ค. ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงานของส่วนราชการให้กว้างขวางขึ้น

ง. ใช้เพื่อเป็นข้อมูลของผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจสั่งการ

เฉลย: ก.เหตุผล: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้แทนกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนที่สามารถลดความซ้ำซ้อนและทดแทนการทำงานของมนุษย์ได้

5.วัตถุประสงค์สูงสุด (Ultimate Goal) ของการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐคือข้อใด

ก. การลดจำนวนข้าราชการที่มีประสิทธิภาพต่ำออกจากระบบ

ข. การส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการ

ค. การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับข้าราชการที่เหลืออยู่ในระบบ

ง. การยุบเลิกหน่วยงานส่วนภูมิภาคที่ไม่จำเป็นให้มารวมกับส่วนกลาง

เฉลย: ข.เหตุผล: ประโยชน์และผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับคือ ภาครัฐมีรายจ่ายบุคลากรที่คุ้มค่า โครงสร้างเหมาะสม และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในระยะยาว

หมายเหตุ ; นโยบายรัฐบาลฯ กำหนดเป็นเนื้อหาในหลักสูตรการคัดเลือกผู้บริหารการศึกษา บริหารสถานศึกษา ครูผู้ช่วย และบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่ง

@ข้อมูลเพิ่มเติม