ร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ จุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยึดถือว่า "การศึกษา" คือกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมตลอดชีวิต สาระสำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยให้บังเกิดผลรูปธรรม

@สรุปสาระสำคัญ

สรุปสาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

๑. บทสรุปผู้บริหาร

    ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ มีความสำคัญ เป็นแม่แบบที่เปลี่ยนแปลงการศึกษาจากเดิม อันจะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศ มีหลักการ แนวคิดสำคัญ ดังนี้:

  • การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง: การจัดการศึกษาต้องตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียน ครอบคลุมทุกช่วงวัย และรับประกันความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากร
  • กลไกเชิงนโยบายระดับชาติ: การจัดตั้ง "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐาน และบูรณาการงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวม
  • ความเป็นอิสระของสถานศึกษา: กฎหมายมุ่งเน้นการกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารงานวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่
  • การปฏิรูประบบครู: ปรับบทบาทครูจากผู้สอนเป็น "นักจัดการเรียนรู้" (Learning Facilitator) และส่งเสริมระบบวิชาชีพที่เป็นอิสระพร้อมสวัสดิการที่เหมาะสม
  • นิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต: ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น พิพิธภัณฑ์และสวนสาธารณะ โดยให้ภาคเอกชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านแรงจูงใจทางภาษี

๒. นิยามที่สำคัญ

  • การศึกษา ; กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงาม ผ่านการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม และการสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
  • ครู ; บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ในสถานศึกษา
  • ผลลัพธ์การเรียนรู้ ; ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ การฝึกอบรม หรือประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง
  • สถานศึกษา ; สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่จัดการศึกษา

๓. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย

เป้าหมายของการจัดการศึกษาโดยมุ่งเน้นการสร้าง "ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน" โดยมีหลักการสำคัญ คือ

  • ความหลากหลายและยืดหยุ่น: ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้เรียนทุกรูปแบบและทุกระดับ
  • สิทธิและโอกาส: รับประกันการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคและทั่วถึง
  • ประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร: จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมแก่สถานศึกษาทุกรูปแบบ

๔. โครงสร้างการบริหารและนโยบายการศึกษาชาติ

    กำหนดให้มีกลไกบริหารจัดการระดับชาติเพื่อความเป็นเอกภาพทางนโยบาย ดังนี้

    ๑) คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ

        ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นรองประธาน พร้อมด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

  • อำนาจหน้าที่สำคัญ : กำหนดมาตรฐานการศึกษาชาติ, เห็นชอบร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ, เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณ, และส่งเสริมการปฏิรูปหรือสร้างนวัตกรรมการศึกษา
  • การทดลองปฏิรูป: คณะกรรมการฯ สามารถเสนอให้มีพระราชกฤษฎีกาเพื่อทดลองปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่หรือสถานศึกษาเฉพาะแห่ง โดยไม่ต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดบางประการของกฎหมายปกติตามพื้นที่ที่กำหนด

     ๒) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ

          มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นกรมภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการ วิจัย และประมวลผลข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการนโยบาย

      ๓) แผนการศึกษาแห่งชาติ

          ให้มีการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ โดยต้องมีการทบทวนทุก ๕ ปี และจัดทำแผนปฏิบัติการรายปีระยะ 4 ปีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม

๕. รูปแบบและสิทธิในการจัดการศึกษา

     หน้าที่และสิทธิของรัฐ เอกชน และบุคคลในการจัดการศึกษา ดังนี้

  • การพัฒนาเด็กปฐมวัย ; ในสถานพัฒนาปฐมวัยตามกฎหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยของรัฐหรือองค์กรปกครองท้องถิ่น สามารถสนับสนุนหรือให้เอกชนจัดแทนได้
  • การศึกษาภาคบังคับและขั้นพื้นฐาน: การศึกษาภาคบังคับครอบคลุม ๙ ปี (ป.๑ - ม.๓) และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปี (รวมก่อนวัยเรียน ๓ ปี) โดยสถานศึกษาของรัฐต้องจัดการศึกษาแบบ "ให้เปล่า"
  • อาชีวศึกษา ; การจัดการอาชีวศึกษา หรือฝึกอบรมวิชาชีพโดยสถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชน สถานประกอบการ หรือร่วมมือกันจัด ให้เป็นไปตามกฎหมายการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา
  • สถานศึกษาเอกชน: ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าของรัฐ โดยรัฐต้องจัดอุดหนุนเงินและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • การสนับสนุนกลุ่มเฉพาะ: รัฐมีหน้าที่ดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เยาวชนกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์
  • บทบาทของครอบครัวและชุมชน: บิดามารดามีหน้าที่จัดให้บุตรได้รับการดูแลพัฒนา ขณะที่ประชาชนในจังหวัดสามารถรวมตัวกันเป็นคณะบุคคลหรือสมัชชาเพื่อสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ได้

๖. มาตรฐาน การประกันคุณภาพ และหลักสูตร

   เป็นกลไกการรักษาคุณภาพการศึกษา มุ่งเน้นการลดภาระและเพิ่มความยืดหยุ่น

  • การประกันคุณภาพ
    • ให้มีมาตรฐานการศึกษาชาติเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ
    • การประเมินภายนอกต้องใช้วิธีที่หลากหลายและ "ต้องไม่สร้างภาระต่อสถานศึกษาและครูเกินความจำเป็น"
    • สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประกันคุณภาพภายในที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • ระบบหลักสูตร
    • คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรต้องทบทวนหลักสูตรทุก ๖ ปี
    • สถานศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรของตนเองได้เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายมาตรฐานชาติ
    • หลักสูตรที่สูงกว่าภาคบังคับต้องมี "ความยืดหยุ่น" ให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความถนัด และสามารถเทียบโอนผลการเรียนจากประสบการณ์ภายนอกได้

๗. เทคโนโลยีและนิเวศการเรียนรู้

  • เทคโนโลยีการศึกษา: รัฐต้องส่งเสริมการผลิตสื่อเทคโนโลยี และจัดให้มีระบบเทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อการบริหารจัดการ
  • แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต: รัฐมีหน้าที่พัฒนาห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสาธารณะ และอุทยานวิทยาศาสตร์ โดยห้ามมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง
  • แรงจูงใจสำหรับเอกชน: ภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการหรือสนับสนุนการศึกษา มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลดหย่อนต่างๆ

๘. ความเป็นอิสระและการเงินของสถานศึกษา

    หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือการเพิ่มอำนาจให้แก่สถานศึกษาของรัฐ:

  • ความเป็นอิสระ ด้าน : สถานศึกษาต้องมีความเป็นอิสระในการบริหารงานทั่วไป (การบริหารสถานศึกษา), งานวิชาการ (การบริหารงานวิชาการและการจัดกระบวนการเรียนรู้), การเงิน(การบริหารการเงินและการใช้จ่ายเงิน), และการบริหารงานบุคคล
  • ระบบงบประมาณใหม่:
    • รัฐต้องจัดสรร "เงินอุดหนุนทั่วไปที่ไม่กำหนดวัตถุประสงค์" (Block Grant) ให้สถานศึกษาไม่ต่ำกว่าจำนวนเงินขั้นต้นที่จำเป็น
    • รายได้ของสถานศึกษา (จากการบริจาค, กิจกรรม, หรือผลประโยชน์อื่น) "ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" และให้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและสวัสดิการบุคลากรได้โดยตรง
  • การจัดซื้อจัดจ้าง : คณะกรรมการนโยบายอาจออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเฉพาะสำหรับเงินรายได้ของสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและโปร่งใส

๙. ระบบครูและวิชาชีพทางการศึกษา

    กฎหมายกำหนดทิศทางใหม่สำหรับบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

  • บทบาทครู: ทำหน้าที่เป็น "นักจัดการเรียนรู้" ที่ใช้การอบรมบ่มเพาะ ชี้แนะ และสร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าการสอนเพียงอย่างเดียว
  • อิสระทางวิชาการ: ครูและนักจัดการเรียนรู้มีอิสระในการเลือกและปรับใช้กระบวนการเรียนรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เรียน
  • องค์กรวิชาชีพ: ให้มีองค์กรวิชาชีพครูเป็น "องค์กรอิสระ" ภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพ ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • ค่าตอบแทน: กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและสวัสดิการที่เหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีพ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ
  • การมีส่วนร่วมของภูมิปัญญาท้องถิ่น: สถานศึกษาสามารถเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีภูมิปัญญาในพื้นที่มาถ่ายทอดความรู้ได้โดย "ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู" 

๑๐. เปรียบเทียบร่างกฎหมายใหม่ กับ ฉบับเดิม

     เปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ...กับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒  ซึ่งจะท้อนว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย

     ๑) โครงสร้างการบริหารเชิงนโยบาย

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: มีรูปแบบการกระจายอำนาจการบริหารจัดการผ่านคณะกรรมการหลายชุดในระดับกระทรวง ทำให้บางครั้งขาดความเป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): เปลี่ยนมาเป็นการรวมศูนย์นโยบายระดับมหภาคผ่าน "คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ" ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหลากหลายกระทรวงและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ

      ๒) สถานะและความยืดหยุ่นของสถานศึกษา

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: การบริหารและการดำเนินงานของสถานศึกษาอยู่ภายใต้กฎระเบียบและการบริหารราชการแผ่นดินค่อนข้างเคร่งครัด ขยับตัวได้ยากตามกรอบของส่วนกลาง
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): มุ่งเน้น "ความเป็นอิสระและคล่องตัว" (Autonomy) ของสถานศึกษาโดยตรงใน ๔ ด้านหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ การบริหารสถานศึกษา วิชาการ การเงิน และงานบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความพร้อมเฉพาะตัว

      ๓) การบริหารจัดการเงินรายได้

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: รายได้ของสถานศึกษาบางส่วนต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบการเงินการคลังปกติของรัฐ
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): ปลดล็อกให้รายได้ของสถานศึกษาตกเป็นสิทธิของสถานศึกษาโดยตรง โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้นำไปใช้จ่ายในการพัฒนาการเรียนการสอนและช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว

      ๔) บทบาทหน้าที่หลักของครู

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: มุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ของครูในลักษณะของ "ผู้สอนตามวิชาชีพ" ที่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาตามหลักสูตรแกนกลาง
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): ยกระดับบทบาทของครูไปเป็น "นักจัดการเรียนรู้" (Learning Facilitator) มีหน้าที่หลักในการเอื้ออำนวย บ่มเพาะ ชี้แนะ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสมรรถนะตามศักยภาพ

     ๕) รูปแบบการจัดสรรงบประมาณ

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: ได้รับการจัดสรรงบประมาณแบบระบุวัตถุประสงค์ตามภารกิจหรือโครงการที่ส่วนกลางกำหนดมาให้เป็นหลัก
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): ปรับการจัดสรรเงินงบประมาณขั้นต้นให้เป็น "เงินอุดหนุนทั่วไปที่ไม่กำหนดวัตถุประสงค์" (General Subsidy) เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถนำไปบริหารจัดการและวางแผนพัฒนาผู้เรียนได้เองตามความต้องการจริงในพื้นที่

    ๖) ระบบเทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศ

  • พ.ศ. ๒๕๔๒: ต่างหน่วยงานต่างจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลของตนเอง ทำให้ระบบฐานข้อมูลแยกส่วนและเชื่อมโยงกันได้ยาก
  • ร่าง พ.ศ. .... (ฉบับใหม่): บังคับให้มี "ระบบเทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน" เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก การติดตามประเมินผล และการวางแผนนโยบายการศึกษาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้ว ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบการศึกษาไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐาน และแผนการศึกษาของประเทศให้เป็นเอกภาพ เน้นการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมผู้เรียนทุกช่วงวัย และรับประกันสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่นในการพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อมุ่งเน้นไปที่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ

คลิก ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....>>>

หมายเหตุ ; ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....เป็นฉบับรับฟังความคิดเห็น (สนง.เลขาธิการสภาการศึกษา) ยังไม่สามารถอ้างอิงได้

@ข้อสอบสำหรับตำแหน่งแรกบรรจุ (ครูผู้ช่วย บุคลากรการศึกษาอื่น)

๑. "กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม" คือนิยามของข้อใด

ก. การเรียนรู้

ข. การศึกษา

ค. การฝึกอบรม

ง. การสอน

เฉลย: ข. มาตรา ๔ ให้คำนิยาม "การศึกษา" ว่าหมายถึงกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้และการสร้างปัจจัยเกื้อหนุนให้เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต

๒. นิยามของ "ครู" ตามร่างฉบับนี้ เน้นหน้าที่หลักในด้านใด

ก. การบริหารจัดการชั้นเรียน

ข. การปกครองดูแลและแนะแนวผู้เรียน

ค. การผลิตสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา

ง. การเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน

เฉลย: ง. มาตรา ๔ นิยาม "ครู" ว่าเป็นบุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ

๓. การศึกษาภาคบังคับตามร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้กี่ปี

ก. ๙ ปี

ข. ๑๒ ปี

ค. ๑๕ ปี

ง. ไม่ได้กำหนด

เฉลย: ก. มาตรา ๒๓ (๒) กำหนดให้การศึกษาภาคบังคับครอบคลุมระยะเวลา ๙ ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

๔. "ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ การฝึกอบรม หรือประสบการณ์" คือความหมายของข้อใด

ก. มาตรฐานการศึกษา

ข. ผลลัพธ์การเรียนรู้

ค. สมรรถนะผู้เรียน

ง. คุณลักษณะอันพึงประสงค์

เฉลย: ข. มาตรา ๔ ให้คำนิยาม "ผลลัพธ์การเรียนรู้" หมายถึงผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการศึกษา การฝึกอบรม หรือประสบการณ์

๕. ครูตามร่างพระราชบัญญัตินี้ต้องปรับบทบาทไปทำหน้าที่ใดเพิ่มเติม

ก. นักวิจัยการศึกษา

ข. นักจัดการเรียนรู้

ค. นักจิตวิทยาโรงเรียน

ง. นักบริหารจัดการข้อมูล

เฉลย: ข. มาตรา ๖๖ กำหนดว่าครูมีหน้าที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และให้รวมถึงการทำหน้าที่เป็น "นักจัดการเรียนรู้"

@ข้อสอบสำหรับผู้บริหาร

๑. การที่ร่าง พรบ. ฉบับนี้กำหนดให้ "นายกรัฐมนตรี" เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ สะท้อนถึงเจตนารมณ์สำคัญในข้อใดมากที่สุด

ก. การรวมศูนย์อำนาจการบริหารจัดการการศึกษาไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเอกภาพเชิงนโยบาย

ข. การยกระดับการจัดการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องบูรณาการทุกกระทรวง

ค. การเพิ่มบทบาทของส่วนกลางในการกำกับ ติดตาม ให้บังเกิดการปฏิรูปการศึกษาเชิงนโยบาย

ง. การจะได้อำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนนโยบาย การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการการศึกษา

เฉลย: ข. มาตรา ๗ กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายฯ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และประกอบด้วยปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องหลายด้าน (มหาดไทย, แรงงาน, สาธารณสุข ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการบริหารนโยบายในระดับมหภาคและบูรณาการข้ามหน่วยงาน

๒. ในฐานะผู้อำนวยการสถานศึกษา หากท่านต้องการประกาศใช้ "หลักสูตรสถานศึกษาเป็นการเฉพาะ" ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ท่านสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขใด

ก. ดำเนินการได้ หากคณะกรรมการสถานศึกษาให้ความเห็นชอบ

ข. ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการก่อน

ค. ต้องประเมินความพร้อมและรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตามกฎหมายบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ง. สามารถทำได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบหากเป็นระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ

เฉลย: ค. มาตรา ๔๔ ระบุว่าสถานศึกษาที่มีความพร้อมอาจจัดทำหลักสูตรเฉพาะได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๓. การจัดสรรงบประมาณในรูปแบบ "เงินอุดหนุนทั่วไปที่ไม่กำหนดวัตถุประสงค์" ส่งผลต่อการบริหารงานของผู้อำนวยการสถานศึกษาอย่างไรมากที่สุด

ก. ไม่ต้องนำส่งเงินที่เหลือจ่ายเมื่อสิ้นปีงบประมาณคืนให้แก่คลังแผ่นดิน

ข. มีอิสระในการกำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายเงินตามความเห็นชอบของบุคลากรในสถานศึกษา

ค. สามารถนำเงินไปจ่ายเป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างหรืออย่างอื่นได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ

ง. ลดภาระการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเนื่องจากเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป

เฉลย: ข. มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๑ กำหนดว่าสัดส่วนการใช้จ่ายเงินในแต่ละรายการให้เป็นไปตามที่บุคลากรทั้งหมดของสถานศึกษาร่วมกันกำหนด เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการบริหารการเงิน

๔. การประเมินคุณภาพภายนอกตามร่างกฎหมายนี้ มีหลักการสำคัญที่เปลี่ยนไปอย่างไรเพื่อลดภาระครู

ก. ให้ใช้การประเมินภายในเพียงอย่างเดียวหากโรงเรียนไม่ประสงค์ขอรับการประเมินภายนอก แต่ให้มีหน่วยงานกำกับติดตาม

ข. ให้ทำเป็นครั้งคราวโดยคำนึงถึงความพร้อมและไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น

ค. ให้สถานศึกษาเป็นผู้เลือกหน่วยงานที่จะมาประเมินได้เองตามความต้องการ

ง. ให้ประเมินเฉพาะสถานศึกษาที่เป็นเป้าหมายที่หน่วยงานกำกับร่วมกับสถานศึกษากำหนดเท่านั้น

เฉลย: ข. มาตรา ๓๙ วรรคสอง กำหนดว่าการประเมินต้องไม่สร้างภาระต่อสถานศึกษาและการปฏิบัติหน้าที่ของครูเกินความจำเป็น และต้องคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่

๕. หากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของจังหวัด ข้อใดคือกลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับจังหวัดที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้รับรองและกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเชิญมามีส่วนร่วมในการประชุมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ก. คณะกรรมการสภาการศึกษาจังหวัด

ข. สมัชชา สภา กลุ่ม หรือหมู่คณะที่เป็น "คณะบุคคล" ตามมาตรา ๓๔

ค. สมาคมผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทยสาขาจังหวัด

ง. คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.)

เฉลย ข.

คำอธิบาย: ตามมาตรา ๓๔ และมาตรา ๕๗ วรรคสอง กำหนดให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันเป็นคณะบุคคล จัดตั้งเป็นสมัชชา สภา กลุ่ม หรือหมู่คณะ และเมื่อมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ให้เชิญคณะบุคคลดังกล่าวมาเข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการจัดการศึกษา

หมายเหตุ ; กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กำหนดเป็นเนื้อหาในหลักสูตรการคัดเลือกผู้บริหารการศึกษา บริหารสถานศึกษา ครูผู้ช่วย และบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่ง

@ข้อมูลเพิ่มเติม