การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา พ.ศ. 2569 เป็นข้อกำหนดใหม่ที่มุ่งเน้นการปรับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บังคับบัญชาจากการเป็นผู้ออกคำสั่ง มาเป็น "ผู้นำการพัฒนา" โดยตรง หัวใจสำคัญของเกณฑ์นี้คือการเชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากรเข้ากับข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement: PA) มาตรฐานตำแหน่ง และสมรรถนะวิชาชีพ โดยกำหนดให้มีการจัดทำแผนพัฒนาทั้งในระดับหน่วยงานและรายบุคคลเป็นประจำทุกปีงบประมาณ

ประเด็นวิกฤตที่ผู้บริหารต้องดำเนินการคือ การทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) และผู้นำในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน และรายงานผลสรุปเมื่อสิ้นปีงบประมาณ เพื่อนำผลการพัฒนาไปใช้ประกอบการพิจารณาบริหารงานบุคคลในมิติต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นธรรม

1. บทบาทและหน้าที่หลักของผู้บังคับบัญชา

ตามประกาศฯ ผู้บังคับบัญชา (ซึ่งหมายรวมถึง หัวหน้าส่วนราชการ, ศึกษาธิการจังหวัด, ผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา) มีหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติ ดังนี้:

  • การเป็นแบบอย่างที่ดี: ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน วินัย คุณธรรม จริยธรรม และเจตคติต่อวิชาชีพ
  • การส่งเสริมและพัฒนา: ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ผู้นำ PLC: เป็นผู้นำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
  • บทบาทพี่เลี้ยง (Mentor): ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญจากการปฏิบัติงานจริง พร้อมสะท้อนผลการปฏิบัติงานเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
  • การติดตามผล: ต้องติดตามความก้าวหน้าและผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ "ทุก 6 เดือน" ตามรอบการประเมินผลการปฏิบัติงาน

2. กระบวนการวางแผนและกำหนดแนวทางการพัฒนา

/การพัฒนาบุคลากรภายใต้หลักเกณฑ์นี้ไม่ได้เกิดจากการสั่งการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์และร่วมมือกัน ดังนี้:

/การวิเคราะห์ความต้องการ

/ผู้บังคับบัญชาต้องสำรวจและวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนาเป็นรายบุคคล โดยใช้ฐานข้อมูลจาก:

  1. ผลการประเมินการปฏิบัติงาน
  2. ข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA)
  3. มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ
  4. สมรรถนะที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  5. ความต้องการของหน่วยงานการศึกษาและข้อมูลรายบุคคล

/การจัดทำแผนพัฒนา

/ต้องมีการจัดทำแผนการพัฒนาเป็น "ประจำปีงบประมาณ" แบ่งเป็น 2 ระดับ:

  • ระดับหน่วยงานการศึกษา: สอดคล้องกับสภาพบริบทและนโยบายของส่วนราชการ
  • ระดับรายบุคคล: กำหนดเป้าหมายและประเด็นการพัฒนาให้เหมาะสมกับศักยภาพและลักษณะงานของแต่ละบุคคล โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม

3. เนื้อหาสาระสำคัญในการพัฒนา

หลักเกณฑ์กำหนดประเด็นที่ "ต้องมี" ในกระบวนการพัฒนาเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความเป็นข้าราชการที่ดี ดังนี้:

ประเด็นหลักรายละเอียดความสำคัญ
สถาบันหลักของชาติการรักษาและเชิดชูสถาบันหลัก การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประวัติศาสตร์ชาติไทย
มาตรฐานตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นตามมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะ
สภาพแวดล้อมปัจจุบันความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบนิเวศการเรียนรู้
วินัยและจริยธรรมคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติที่ดี และการมีจิตสาธารณะ

4. รูปแบบการพัฒนาและการรายงานผล

/เกณฑ์ปี 2569 เปิดกว้างด้านวิธีการเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน:

  • รูปแบบการพัฒนา: สามารถดำเนินการได้ทั้งรูปแบบ On-site, Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid) โดยต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
  • การรายงานผล: เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาต้องสรุปผลการพัฒนาและรายงานต่อส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  • การนำไปใช้ประโยชน์: ผลสรุปจากการพัฒนาจะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการทบทวนแผนพัฒนาปีถัดไป และใช้ประกอบการพิจารณาบริหารงานบุคคล เช่น การประเมิน PA หรือการมอบหมายงานสำคัญ

5. บทเฉพาะกาลและข้อบังคับ

  • การปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่าน: การดำเนินการพัฒนาใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามหลักเกณฑ์เดิม (ตามหนังสือ ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว 20 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2563) ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ
  • ผู้รักษาการตามประกาศ: ประธาน ก.ค.ศ. เป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ และมีอำนาจตีความวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติ (ลงนาม ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569)

@ข้อสอบสำหรับตำแหน่งแรกบรรจุ (ครูผู้ช่วย บุคลากรทางการศึกษาอื่น)

๑. ผู้บังคับบัญชาต้องติดตามความก้าวหน้าและผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะอย่างไร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาฯ พ.ศ. ๒๕๖๙

ก. ทุก ๓ เดือน ตามแผนปฏิบัติการประจำปี

ข. ทุก ๖ เดือน ตามรอบการประเมินผลการปฏิบัติงาน

ค. ทุก ๑ ปีงบประมาณ เพื่อรายงานส่วนราชการ

ง. ทุก ๒ ปี เพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะ

เฉลย: ข. เหตุผล: ในข้อ ๔ (๗) ของหลักเกณฑ์ฯ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ติดตามความก้าวหน้าและผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ทุก ๖ เดือน ตามรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

๒. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดทำ "แผนการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสังกัด" ประจำปีงบประมาณตามหลักเกณฑ์นี้

ก. จัดทำเฉพาะในระดับรายบุคคลเท่านั้น

ข. จัดทำเฉพาะในระดับหน่วยงานการศึกษาเท่านั้น

ค. จัดทำทั้งในระดับหน่วยงานการศึกษาและระดับรายบุคคล

ง. สามารถเลือกจัดทำในระดับใดก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานนั้น

เฉลย: ค. เหตุผล: ตามข้อ ๔ (๔) กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาจัดทำแผนการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสังกัด ประจำปีงบประมาณ ทั้งในระดับหน่วยงานการศึกษาและระดับรายบุคคล ให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาและบริบทของหน่วยงาน

๓. หากโรงเรียนต้องการจัดทำ "แนวทางการพัฒนารายบุคคล" ของครูผู้ช่วยในโรงเรียนให้สอดคล้องกับประกาศ ก.ค.ศ. พ.ศ. ๒๕๖๙ ข้อใดคือแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดมากที่สุด

ก. ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาและกิจกรรมทั้งหมดให้ครูปฏิบัติเพื่อความรวดเร็วและเอกภาพ

ข. ผู้บังคับบัญชาและผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาเป็นรายบุคคล จัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ควรพัฒนา กำหนดเป้าหมาย และเลือกรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสม

ค. ให้ครูผู้ช่วยเลือกประเด็นและรูปแบบการพัฒนาด้วยตนเองทั้งหมดโดยผู้บริหารให้ความเห็นชอบ

ง. ให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้กำกับและร่วมกำหนดกิจกรรมพัฒนาครู

เฉลย: ข. เหตุผล: ตามข้อ ๖ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาและผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพ จุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา และร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาเป็นรายบุคคล โดยต้องพิจารณาร่วมกันในการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ควรพัฒนา เลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของโรงเรียน

๔.รูปแบบหรือวิธีการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสังกัดตามข้อ ๙ ที่ผู้บังคับบัญชาสามารถเลือกนำมาใช้เพื่อความยืดหยุ่นและเหมาะสมคือข้อใด

ก. รูปแบบ On-site เท่านั้นเพื่อเน้นการอบรมในสถานที่จริง

ข. รูปแบบ Online เท่านั้นเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการติดตามผล

ค. รูปแบบผสมผสาน (Hybrid) เท่านั้นเพื่อให้เป็นไปตามยุคเทคโนโลยีดิจิทัล

ง. รูปแบบที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบ On-site หรือ Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid)

เฉลย: ง.เหตุผล: ตามข้อ ๙ กำหนดให้ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบ On-site หรือ Online หรือแบบผสมผสาน (Hybrid) โดยมีระยะเวลารวมไม่น้อยกว่าที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด

๕.เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

ก. สรุปผลการพัฒนา รายงานต่อส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี

ข. จัดเก็บสรุปผลไว้ที่โรงเรียนโดยไม่ต้องรายงานใครจนกว่าจะครบกำหนดการเลื่อนวิทยฐานะ

ค. รายงานโดยตรงต่อประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่หรือ กศจ.เพื่อนำไปใช้ประเมินประสิทธิภาพประจำปี

ง. นำผลการประเมินส่งตรงให้ ก.ค.ศ. พิจารณารายบุคคลเป็นอันดับแรกเพื่อขอรับรางวัลเชิดชูเกียรติ

เฉลย: ก. เหกตุผล : ตามข้อ ๑๐ กำหนดว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ ให้ผู้บังคับบัญชาสรุปผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา รายงานต่อส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาการทำงานในปีงบประมาณถัดไป

@ข้อสอบสำหรับผู้บริหาร

๑.การที่หลักเกณฑ์กำหนดให้ "นำผลการพัฒนาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไปใช้ประกอบการพิจารณาประเมิน PA ของผู้บังคับบัญชา" ตามข้อ ๔ (๖) มีเจตนารมณ์ในการบริหารงานบุคคลข้อใดสำคัญที่สุด

ก. เพื่อสร้างระบบความรับผิดชอบร่วมกัน (Accountability) ป้องกันไม่ให้ผู้บริหารโรงเรียนทอดทิ้งความรับผิดชอบในการพัฒนาบุคลากรในสังกัด

ข. เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้บังคับบัญชาเร่งรัดการปฏิบัติงานให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมเชิงระบบร่วมกัน

ค. เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนางานไปในทิศทางเดียวกัน

ง. เพื่อเพิ่มสัดส่วนการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการบริหาร โดยวัดประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กร

เฉลย: ก. เหตุผล: เจตนารมณ์ของข้อ ๔ (๖) คือการปฏิรูประบบประเมินให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ (Joint Accountability) โดยผลการพัฒนาครูในโรงเรียนจะสะท้อนสมรรถนะการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารโรงเรียน (และในทำนองเดียวกัน ผลพัฒนาของ ผอ.รร. ก็สะท้อนมายัง ผอ.สพท.)

๒.ผู้บริหารสถานศึกษาท่านหนึ่งอ้างว่า ไม่มีเวลาและไม่มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะทางคอมพิวเตอร์และภาษาต่างประเทศ จึงขอปฏิเสธการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) แก่ครูผู้ช่วยบรรจุใหม่ในสองสาขาวิชานี้ ในฐานะ ผอ.สพท. ท่านจะให้คำแนะนำเชิงบริหารตามหลักเกณฑ์ข้อ ๘ อย่างไร

ก. อนุญาตให้ผู้บริหารสถานศึกษางดเว้นหน้าที่พี่เลี้ยงได้ และให้ส่งครูผู้ช่วยดังกล่าวเข้ารับการอบรมกับหน่วยงานสมาคมวิชาชีพภายนอกแทน

ข. มีคำสั่งให้ศึกษานิเทศก์กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ เข้าไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหลักรายบุคคลในโรงเรียนโดยตรงแทนผู้บริหาร

ค. ชี้แจงว่าหน้าที่พี่เลี้ยงตามหลักเกณฑ์เน้นการให้คำปรึกษา แนะนำ และติดตามผลควบคู่การปฏิบัติงานจริง โดยสามารถจัดตั้งระบบทีมพี่เลี้ยงร่วมกับครูแกนนำ หรือบูรณาการผ่านกระบวนการ PLC ในสถานศึกษาได้

ง. เสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนศึกษาหาความรู้ในสองวิชาดังกล่าวเพิ่มเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถสาธิตการสอนแทนครูผู้ช่วยได้ตามมาตรฐานวินัย

เฉลย: ค เหตุผล: ข้อ ๘ กำหนดว่า การทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้คำปรึกษาสามารถดำเนินการควบคู่กับการปฏิบัติงานจริง โดยเน้นผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดจากการปฏิบัติงาน และให้ "ส่งเสริมให้มีชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา" ผู้บังคับบัญชาจึงทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและแนะนำในภาพรวมระบบงาน โดยใช้ระบบการมีส่วนร่วมภายในโรงเรียน (Collaborative Mentoring) ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญเนื้อหาเฉพาะทางของทุกวิชาด้วยตนเอง

๓. ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษรายงานต่อ ผอ.สพท. ว่าจะดำเนินการจัดทำรายงานสรุปผลการพัฒนารายบุคคลของข้าราชการครูทุกคนในโรงเรียนเพียงปีละ ๑ ครั้ง ในเดือนกันยายน เพื่อความสะดวกและประหยัดงบประมาณ ในฐานะ ผอ.สพท. ท่านเห็นว่ารายงานนี้สอดคล้องกับข้อกำหนด ว ๑๑/๒๕๖๙ หรือไม่ อย่างไร

ก. สอดคล้อง เพราะสอดรับกับข้อ ๑๐ ที่ระบุให้รายงานเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณเพื่อสรุปผลนำเสนอส่วนราชการ

ข. สอดคล้อง เพราะเป็นดุลยพินิจอันเหมาะสมของผู้บริหารตามสภาพขนาดของโรงเรียนที่มีจำนวนครูมาก

ค. ไม่สอดคล้อง เพราะต้องจัดส่งรายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกๆ รอบครึ่งปี เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงพัฒนางาน

ง. ไม่สอดคล้อง เพราะข้อ ๔ (๗) กำหนดให้ต้องมีการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทุก ๖ เดือน ตามรอบการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้การพัฒนามีความต่อเนื่องเชิงกระบวนการ

เฉลย: ง. เหตุผล: กฎหมายกำหนดระบบติดตาม (Monitoring System) สองระดับ คือ ๑) ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทุก ๖ เดือน ตามข้อ ๔ (๗) ควบคู่กับรอบการประเมินผลการปฏิบัติงาน และ ๒) สรุปรายงานรวมเสนอตามระบบเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณตามข้อ ๑๐ ดังนั้น การติดตามผลเพียงปีละหนึ่งครั้งจึงขัดกับแนวทางการติดตามต่อเนื่องระยะ ๖ เดือนอย่

๓.สถานศึกษาเสนอแนวทางการสร้างระบบห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classrooms) โดยเน้นใช้ระบบ AI ในการตรวจข้อสอบและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ข้อเสนอการพัฒนานี้สอดคล้องและจัดอยู่ในกลุ่มสาระการพัฒนาประเด็นใดตามข้อ ๖ ของประกาศ ว ๑๑/๒๕๖๙ อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ก. หน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ

ข. วินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ

ค. สภาพแวดล้อมและบริบททางการศึกษาในยุคปัจจุบันเพื่อให้รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการและเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศการเรียนรู้

ง. นโยบายหรือแนวทางการพัฒนาข้าราชการครูของหน่วยงานการศึกษา

เฉลย: ค. เหตุผล: การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบเสมือนจริง (Virtual Classrooms) เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเงื่อนไขในข้อ ๖ (๔) ซึ่งเน้นหนักเรื่องการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลและวิชาการที่มีผลต่อ "ระบบนิเวศการเรียนรู้" (Learning Ecosystem)

๔. หากมีผู้ร้องเรียนต่อ สพท. ว่า โรงเรียนในสังกัดได้เบิกจ่ายงบประมาณพัฒนารายบุคคล (IDP) เพื่อพาครูบางกลุ่มไปทัศนศึกษาต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็น "ความต้องการพัฒนาส่วนบุคคล" ตามหลักเกณฑ์ ว ๑๑/๒๕๖๙ ข้อ ๕ ในฐานะ ผอ.สพท. ท่านจะมีแนวทางตรวจสอบเชิงกฎหมายและการคลังอย่างไร

ก. ยุติการตรวจสอบทันทีแจ้งผู้ร้องทราบถึงหลักเกณฑ์ข้อ ๕ เปิดกว้างให้สามารถสนอง "ความต้องการพัฒนาส่วนบุคคล" ของผู้ใต้บังคับบัญชาได้

ข. ตรวจสอบว่ากิจกรรมทัศนศึกษานั้นเหมาะสมกับลักษณะงาน มาตรฐานตำแหน่ง และตอบโจทย์ "จุดที่ควรพัฒนา" ตามผลประเมิน PA หรือไม่ หากไม่มีความเชื่อมโยงอย่างสมเหตุสมผลและไม่มีแผนระยะเวลาชัดเจนตามข้อ ๔ (๔) และข้อ ๗ ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ถูกต้อง

ค. ชี้แจงแก่ผู้ร้องเรียนว่าเป็นหน้าที่ของส่วนราชการต้นสังกัดในการอนุมัติงบประมาณ แผนการพัฒนารายบุคคลของสถานศึกษาที่สามารถทำได้

ง. ครวจสอบทันทีสั่งและชลอหรือเลื่อนการดำเนินการไปปฏิบัติในปีงบประมาณถัดไป

เฉลย: ข.เหตุผล: งบประมาณพัฒนาบุคคลต้องได้รับการใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับ "แผนการพัฒนารายบุคคล" ที่ต้องมีทิศทางเป้าหมายชัดเจนตามข้อ ๔ (๔) และข้อ ๗ โดยต้องคำนึงถึง "ลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ" และ "มาตรฐานตำแหน่ง" การนำงบประมาณไปใช้ในการจัดทัศนศึกษาโดยไม่มีความเชื่อมโยงกับความจำเป็นที่แท้จริง ย่อมไม่ตรงต่อเจตนารมณ์ความคุ้มค่าของการเงินแผ่นดิน

๕.หากสถานศึกษาจัดโปรแกรมพัฒนาครูด้วยระบบทางไกลแบบผสมผสาน (Hybrid) โดยแบ่งเป็นวิดีโอออฟไลน์เพื่อความรู้ความจำ ๑๐ ชั่วโมง และการประชุมปฏิบัติการ (Workshop) ณ สถานที่จริงอีก ๕ ชั่วโมง ข้อใดคือสิ่งที่ ผอ.สพท. ต้องเน้นย้ำกับสถานศึกษาเพื่อความสมบูรณ์ในการปฏิบัติของผู้เข้ารับการพัฒนาตามข้อ ๙

ก. ให้ผู้เรียนผ่านเกณฑ์จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนออนไลน์เป็นสำคัญโดยสามารถยกเลิกส่วน Workshop ได้เพื่อความสะดวก ข. สามารถใช้วิธีสุ่มเข้าชั้นเรียนออนไลน์หรือส่งตัวแทนเข้ารับฟังข้อมูลแทนกันได้หากมีตารางสอนที่ตรงกัน

ค. ผู้เข้ารับการพัฒนาต้องร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบออนไลน์และปฏิบัติงานในสถานที่จริง (Workshop) ให้ครบองค์ประกอบเงื่อนไขตามหลักสูตร และระยะเวลารวมต้องไม่น้อยกว่าข้อกำหนดของส่วนราชการต้นสังกัด

ง. ระบบผสมผสานไม่สามารถนำมาบันทึกเป็นประวัติได้ เนื่องจากข้อ ๙ ระบุให้ใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ร่วมกัน

เฉลย: ค. เหตุผล: ตามข้อ ๙ เปิดโอกาสให้พัฒนาในรูปแบบ "ผสมผสาน (Hybrid)" ได้อย่างกว้างขวาง แต่เงื่อนไขในการประเมินผลและการสะสมชั่วโมงยังต้องเป็นไปตามเกณฑ์โครงสร้างของหลักสูตรที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด โดยผู้เข้ารับการพัฒนาต้องเข้าร่วมกิจกรรมครบถ้วนทุกส่วนงานจึงจะได้รับการรับรองผลสัมฤทธิ์

หมายเหตุ ; การบริหารและการกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลฯ กำหนดเป็นเนื้อหาในหลักสูตรการคัดเลือกผู้บริหารการศึกษา บริหารสถานศึกษา

@ข้อมูลเพิ่มเติม