
คิดอะไรไม่ออก รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย …เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยมีอาการแบบนี้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายครั้งอาการที่ว่าก็เกิดจากปัญหา ‘สมองล้า’ ที่หมายความอย่างตรงตัวว่า เป็นอาการที่สมองอยู่ในสภาพอ่อนล้าจากการใช้งานนานจนเกิดความผิดปกติต่อร่างกาย โดยสาเหตุที่ทำให้เราต้องเผชิญกับอาการสมองล้า มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
ความเครียด
สมองจะเกิดความเครียดเมื่อต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ กดดัน มีการใช้ความคิดอย่างหนัก เช่น การเรียนหนังสือ ทำงาน วางแผน กิจกรรม เมื่อเราทำติดต่อกันนาน ๆ สมองจะหลั่งโดพามีน - Dopamine (สารสำเร็จ) และเซโรโทนิน - Serotonin (สารสงบ) ออกมา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีพลังและตื่นเต้น
แต่หากสารเหล่านี้หลั่งออกมามากเกิน สมองจะเหนี่อยและหลั่งสารนอร์อะดรีนาลีน – Noradrenaline (สารขาลุย) ที่ทำให้หงุดหงิดออกมาแทน นอกจากนี้การที่เราได้รับสิ่งเร้าที่ไม่ดีต่อประสาทสัมผัส เช่น เสียงแวดล้อมที่ดังเกินไป บรรยากาศภาพคนที่วุ่นวาย หรือกลิ่นเหม็น ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน
อารมณ์แห่งความขัดแย้ง
อีกหนึ่งสาเหตุของสมองล้าคือการเกิดอารมณ์ที่ขัดแย้งของมนุษย์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เมื่อเรามีความไม่ปกติทางอารมณ์ สมองจะถูกใช้งานอย่างหนักจนทำให้ล้า เช่น เวลาโกรธ เวลาตื่นเต้น หรือบางครั้งก็มาจากความผิดปกติของพฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน เช่น การพูดโกหกแล้วกลัวถูกจับได้ การทำผิดแล้วกลัวมีคนรู้ เป็นต้น
การเกิดอาการสมองล้านั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและการใช้ชีวิต ทำให้เราไม่สดชื่น มีความผิดปกติทางประสาทสัมผัส เช่น ตาพร่า หูอื้อ เบื่ออาหาร หรืออาจจะลุกลามไปสู่ปัญหาสมองได้รับความเสียหายเลยด้วยซ้ำ
ทางกลับกันทางรักษาหรือวิธีที่เราจะสามารถเอาชนะความล้าได้นั้นคือ การที่ทำให้ร่างกายเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนิน (สารสงบ) เพื่อมาฟื้นฟูสมอง โดยสามารถทำได้ 6 วิธีเบื้องต้น ดังนี้
1. สร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง : เริ่มต้นด้วยพื้นฐานที่ทำได้ง่ายที่สุด อย่างการเปิดรับสิ่งเร้าภายนอกที่เป็นความรู้สึกทางบวก ไม่ว่าจะเป็น การฟัง การดู การเสพข้อความ คำพูดต่าง ๆ ควรจะรับแต่สิ่งดี ๆ ที่มีผลต่อตัวเองให้อารมณ์ดีขึ้น เพราะนั่นเป็นการช่วยให้สารเซโรโทนิน (สารสงบ) หลั่งอย่างง่ายที่สุด และที่สำคัญในวิธีการนี้ เราควรจะหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เราเครียดหรือจะเกิดอารมณ์โกรธไปพร้อมกันด้วย
2. ฟื้นฟูประสาทสัมผัสทั้งห้า ด้วยสภาพแวดล้อมที่รื่นรมย์ : นอกเหนือจากการทำให้ตัวเองสงบลง ปัจจัยรอบข้างก็เป็นส่วนสำคัญ โดยวิธีนี้คือการตัดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งเร้าไม่ดีต่อประสาทสัมผัส ด้วยการโยกย้ายตัวเองไปอยู่ในพื้นที่สงบ เช่น การเข้าหาธรรมชาติ เดินป่าขึ้นเขา สัมผัสน้ำตก ทะเล สายลม ทุ่งหญ้า เป็นต้น
3. จัดการอารมณ์แห่งความรู้สึกขัดแย้ง : วิธีถัดมาคือการขจัดปัจจัยของการเกิดความล้าอย่างการลดการตื่นตัวของระบบประสาทซิมพาเทติก ที่มาจากอาการโกรธของมนุษย์ โดยสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการลดอารมณ์ฉุนเฉียว ฝึกสติปัญญา และปล่อยวางจากความไม่ถูกใจในชีวิต
4. การดำเนินชีวิตแบบ Slow – Small –Simple : แนวคิดนี้เป็นหลักการดำเนินชีวิตเพื่อป้องกันและฟื้นฟูให้เราไม่เกิดอาการล้าของสมองที่มาจากปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 สัดส่วนให้ดำเนินชีวิตตาม
· Slow - การลงมือทำทุกอย่างในชีวิตด้วยความละเอียด ไม่ต้องเร่งรีบ ให้ทุกการกระทำเกิดด้วยความใจเย็น
· Small - ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึกพอดีกับสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ต้องการอะไรที่มากขึ้นใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระความกดดันให้แก่สมอง
· Simple - ใช้ชีวิตให้ง่าย อยู่ง่ายทานง่าย ไม่เรื่องมาก เพื่อให้ไม่เกิดอารมณ์ในชีวิตที่ขัดแย้งหรือวุ่นวาย
5. สร้างพฤติกรรมส่งเสริมระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (ประสาทพัก) : ในมุมมองการใช้ชีวิตวิธีการที่ทำให้สมองได้พักคือการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นนอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าตามจำนวนที่พอดีต่อวัน ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
6. ระวังสิ่งที่ห้ามทำก่อนเข้านอน : การนอนหลับที่มีคุณภาพมีผลต่อการฟื้นฟูความอ่อนล้าของสมอง ดังนั้นเพื่อเป็นการทำให้เราเข้าสู่การหลับอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการสำคัญคือการระวังพฤติกรรมก่อนนอน ไม่ควรดูหน้าจอนาน ไม่ควรดูสิ่งตื่นเต้น (เพราะทำให้เกิดความไม่สงบ) เลี่ยงมื้อดึก เพราะสิ่งเหล่านี้เพิ่มความอ่อนล้าก่อนนอนได้ง่าย
และนี่คือ 6 วิธีที่เราจะสามารถเอาชนะความล้าได้ด้วยตัวเอง …อาการสมองล้าแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับหลายคน เพราะอาจจะมองว่าเป็นเพียงความเหนื่อย แต่จะเห็นได้จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาการนี้มีผลต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งสวนทางกับการรักษาและฟื้นฟูที่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเริ่มต้นจากตัวเราและสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ดี เพื่อให้เรากลับมามีพลังได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน
ขอบคุณข้อมูล กรมสุขภาพจิต
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
“หลอกสมองให้ขยัน”
การ “หลอกสมองให้ขยัน”หรือสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเองทำงานได้มากขึ้น เป็นเรื่องที่สามารถฝึกฝนได้ผ่านการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ต่อไปนี้เป็นเทคนิคที่ช่วยให้สมองของคุณมีพลังและกระตือรือร้นมากขึ้น
ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเล็กลง
• แบ่งงานใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่ทำได้ง่าย
• การทำงานให้สำเร็จเล็กๆ จะช่วยหลอกสมองว่าเรากำลัง “สำเร็จ” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความพอใจและกระตุ้นให้ขยันขึ้น
ให้รางวัลตัวเอง
• ตั้งรางวัลเล็กๆ หลังจากทำงานสำเร็จ เช่น ดื่มกาแฟแก้วโปรด ดูซีรีส์ตอนเดียว หรือเล่นมือถือ 5 นาที
• รางวัลช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างงานที่ทำกับความสุข
ใช้เทคนิค Pomodoro
• ทำงาน 25 นาที แล้วพัก 5 นาที
• เทคนิคนี้ช่วยให้สมองไม่รู้สึกเหนื่อยล้า และรู้สึกว่าเวลาทำงานไม่นานจนเกินไป
เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม
• จัดโต๊ะทำงานใหม่ให้สะอาดและมีพื้นที่ว่าง
• ไปนั่งทำงานในคาเฟ่หรือที่ที่สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ
สร้างนิสัยด้วย Routine
• กำหนดเวลาทำงานเป็นช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน สมองจะเริ่มชินและทำงานได้ดีขึ้นในช่วงเวลานั้น
ฟังเพลงหรือเสียงที่ช่วยกระตุ้นสมอง
• เพลงบรรเลงหรือเสียงธรรมชาติช่วยให้มีสมาธิ
• บางคนอาจชอบฟังเพลงที่เร้าใจเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน
หลอกสมองว่ามันเป็นเกม
• สร้างการแข่งขันเล็กๆ กับตัวเอง เช่น แข่งว่าเสร็จงานก่อนเวลาที่ตั้งไว้ หรือสะสม “คะแนน” ทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จ
นึกถึงผลลัพธ์ที่ดี
• จินตนาการถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณขยัน เช่น เงินเดือนเพิ่ม ได้เลื่อนตำแหน่ง หรือได้วันหยุดเพิ่มขึ้น
ลดสิ่งรบกวน
• ปิดแจ้งเตือนจากมือถือและแอปพลิเคชัน
• ตั้งเวลาพักเพื่อตรวจสอบโซเชียลมีเดียแทนการดูบ่อยๆ
ฝึก Mindset ที่เน้นการเติบโต
• คิดว่าการทำงานคือโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
• ทุกความพยายามแม้เล็กน้อยก็คือก้าวหนึ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่
ที่มา ; FB Readism Journey