
ก่อนที่จะเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 การศึกษาของไทยก็ประสบปัญหามาโดยตลอด ตั้งแต่หลักสูตร ครู เครื่องมือเครื่องใช้ในการค้นคว้า ศึกษาหาความรู้ อย่างแทปเลต หรือ Note book หรือแม้แต่ Smart Phone หรือ E-Library เพราะโลกในอนาคตอันใกล้ต้องการทักษะที่สำคัญ 4 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน ซึ่งพอสรุปได้จากรายงานของ The Oxford Economics ดังต่อไปนี้
1.กลุ่มทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งแยกย่อยออกไปได้ดังนี้
-การใช้งานดิจิทัลสำหรับงานธุรกิจ
-การใช้งานดิจิทัลในการทำงานได้จากที่ต่างๆ
-การใช้ระบบสารสนเทศ แพลตฟอร์ม และซอฟแวร์ต่างๆสำหรับงานขององค์กร
2.กลุ่มทักษะด้านวิธีคิด แบบที่มีความยืดหยุ่น(Agile Thinking)
-การคิดที่หลากหลายวิธีในการแก้ปัญหา
-ทักษะด้านนวตกรรม
-การจัดการกับโจทย์ที่ไม่ชัดเจน
-การหาจุดที่ลงตัว ในการดำเนินการต่างๆ
-ความสามารถในการมองภาพรวมหรือคิดแบบองค์รวม
3.กลุ่มทักษะด้านการสื่อสารกับคนอื่น
-การระดมสมองหรือร่วมสร้างอะไรแบบเป็นทีม
-การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
-การเข้าใจบทบาทของตนเองในองค์กร
-การรู้จักการเสนอความคิด และการสร้างการตอบรับที่ดี
4.กลุ่มทักษะด้านความเป็นสากล
-การจัดการและสร้างความสัมพันธ์กับความหลากหลาย
-การมีทักษะต่อกระบวนวัตรของโลก และวัฒนธรรมต่างๆ
-การมีทักษะด้านการตลาดในยุคโลกาภิวัตน์
-การมีจิตวิญญาณของนักผจญภัยที่พร้อมจะไปทำงานได้ในทุกมุมโลก
-เชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศหรือสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารภาษาต่างประเทสอย่างช่ำชอง
ถ้ามองดูระบบการศึกษาของไทยแล้วไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิดหรือไม่ก็ยังคงพัฒนาไปอย่างเชื่องช้ามาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ยิ่งโดนกระทบอย่างแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด ยิ่งทำให้ความไม่พร้อมในการปรับตัวของการศึกษาไทย ที่ต้องผันตัวไปเรียนออนไลน์ ยิ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมอยู่แล้วให้อ่อนยวบลงไปอีก ความหวังที่จะปรับตัวจึงดูมืดมนต่อย่างยิ่ง
งานวิจัยของ Dr.Tony Wagner ได้ผลสรุปว่า เด็กรุ่นใหม่ต้องมีทักษะ 7 เรื่อง ซึ่งก็สอดรับกับที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือ เราต้องให้เด็กรุ่นใหม่ให้เป็นนายจ้างไม่ใช่ลูกจ้าง หรือข้าราชการต้องให้รู้จักคิด รู้จักประยุกต์ ไม่ใช่การท่องจำ ต้องรู้จักคัดแยกและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีมากมายมหาศาลประดุจเมล็ดทรายในห้วงมหาสมุทร มีความคิดริเริ่ม และสามารถถ่ายทอดได้ทั้งการพูดและการเขียน มีความอยากรู้อยากเห็น กล้าคิดกล้าฝันและกล้าทำ หรือทดลองทำ และสุดท้ายมีจิตวิญญาณของนักผจญภัยที่พร้อมจะเรียนรู้หรือรับรู้สิ่งใหม่ๆ
ข้อสังเกตประการหนึ่งของรายงานทั้งฝั่งอังกฤษคือ Oxford และฟากฝั่งสหรัฐของ Dr.Tony Wagner จากHarvard ล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นแต่การตอบสนองทางกายภาพและวัตถุ แต่มิได้ชี้นำในเรื่องการเติมเต็มทางด้านจิตใจ
ดังนั้น เราจึงจะไม่ค่อยพบเห็นสถานศึกษาที่จะมีแนวทางในการพัฒนาจิตใจ แบบสถานศึกษาตามแนวปรัชญาการศึกษาของรูดอล์ฟ สไตน์เนอร์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการพัฒนาทางจิตวิญญาน Mind, Soul and Spirit จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับคนรุ่นต่อๆไป ที่จะไปติดยึดกับความต้องการทางวัตถุและอาจถูกครอบงำโดยเทคโนโลยีซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจเยี่ยงมนุษย์
แน่นอนการขัดเกลาจิตใจย่อมไม่ใช่วิธีการท่องจำ หรือให้นั่งสวดมนต์ เพราะมันเป็นแค่เปลือก แต่เป็นสิ่งที่คนรุ่น babyboom คุ้นชิน ดังนั้นมาตรฐาน "คนดี" ในยุคปัจจุบันจึงเป็นเพียงเปลือกที่สร้างมาเพื่อเป็นมายาคติเท่านั้น
ทีนี้มาดูถึงองค์ประกอบของประชากรที่จะแบ่งเป็นรุ่นๆ ดังต่อไปนี้
1.รุ่นแรกหรือ Gen แรก ที่ยังหลงเหลืออยู่ คือ รุ่น Baby Boomer คือคนที่อายุประมาณ 56-75 ปี ซึ่งเริ่มได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็อยู่ในช่วงสงครามเย็นที่มีการต่อสู้กันระหว่างลัทธิประชาธิปไตย กับลัทธิคอมมิวนิสต์ สุดท้ายลงเอยที่เผด็จการ ผลคือคนที่เกิดในยุคนี้มักจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมอย่างมากและมักจะเชื่ออย่างฝังหัวไปอย่างใดอย่างหนึ่งจากผลการโฆษณาชวนเชื่อในยุคนั้น
โชคร้ายที่คนรุ่นนี้ นอกจากจะมีจำนวนมากแต่มีอายุและสุขภาพที่แข็งแรงอายุยืนยาวขึ้นด้วยเทคโนโลยีด้านสุขอนามัยที่ก้าวหน้า จึงเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทในการครอบงำความคิดเป็นผู้นำทั้งในวงการเมือง วงการธุรกิจ และสังคม จึงพยายามขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ตนเองรู้สึกอึดอัด หรือสูญเสียสถานะเพราะปรับตัวไม่ทัน
2.ยุคที่สอง คือพวกที่ถูกเรียกว่า Gen-x คือคนที่อยู่ในช่วงอายุ 40-55 ปี เป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ในตอนเด็ก เพราะพ่อแม่ต้องทำงานทั้ง 2 คน คนรุ่นนี้จึงมีความคิดที่ค่อนข้างอิสระ แต่ก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลทางความคิดของพ่อ-แม่อยู่บ้าง แม้จะไม่ค่อยสนใจยึดถือประเพณีมากนัก คนรุ่นนี้เริ่มใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง มากกว่ารุ่นพ่อ-แม่ เพราะเห็นว่าการเป็นลูกจ้างของพ่อ-แม่ ต้องทำงานหนัก และไม่มีฐานะอะไรดีมากขึ้น
3.ยุคที่ 3 คือ คน Gen-y เกิดระหว่างช่วง 1981-1996 ช่วงอายุประมาณ 24-39 ปี เป็นพวกกลุ่มแรกที่ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบส่วนตัว และโทรศัพท์มือถือที่ต่อมาพัฒนาเป็น Smart Phone เป็นรุ่นดิจิทัล ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล และก้าวตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันคนรุ่นนี้ก็ต้องเผชิญกับความไม่ค่อยมีเสถียรภาพในการทำงาน เพราะต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีทั้งเครื่องจักรอัตโนมัติ และ AI คนรุ่นนี้จึงมีความเป็นอิสระทางความคิดและเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ค่อยสนใจวัฒนธรรมที่เก่าแก่คร่ำครึ และหลายสิ่งที่คนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญทั้งของตนเองและของชาติ แม้ว่าความคิดเรื่องชาติจะเจือจาง ไปสู่ความเป็นชาวโลกที่พร้อมจะไปที่ใดก็ได้ แบบไร้พรมแดน
4.สำหรับคน Gen ที่ 4 คือ Gen-z มีอายุ 8-23 ปี ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน คนกลุ่มนี้จะตกอยู่ในภาวะที่ทนทุกข์ทรมานต่อการปรับตัวให้ทันต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วรุนแรง ในขณะที่ระบบทั้งหลายโดยเฉพาะระบบการศึกษามิได้พัฒนาในรูปแบบที่จะเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นนี้ได้เตรียมตัวเผชิญโลก ในยุคที่คนยุค Baby Boom ส่วนใหญ่ไม่อาจคาดถึง แต่ก็เหนี่ยวรั้งเอาไว้ไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะมันสั่นคลอนถึงสถานภาพของตนเอง
ทีนี้มาลองพิจารณาถึงสัดส่วนของประชากรในปัจจุบัน คนรุ่น Baby Boom มีประมาณ 11.8 ล้าน แต่คน Gen-x นั้นมีถึง 16.4 ล้านคน
อย่างไรก็ตามคน Gen-x มักจะไม่ค่อยมีความคิดเห็นของตนเองเท่าไร มักจะถูกครอบงำความคิดจากคนรุ่น Baby Boom และการโฆษณาชวนเชื่อที่นับวันจะรุนแรง และสร้างอิทธิพลสูงในกระบวนการคิดหรือชุดความคิด (Mind Set) ของคนรุ่นนี้อย่างมาก
ดังนั้นคนรุ่นนี้จึงแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งยึดติดกับคนรุ่น Baby Boom ที่อนุรักษ์นิยม อีกส่วนหนึ่งยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และวิวัฒนาการของโลก
คนส่วนนี้ของ Gen-x จึงจะไปรวมและผนึกพลังความคิดในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีความเป็นเสรีนิยมที่เบ่งบาน เพราะคน Gen-y จะมีประมาณ 15.2 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับคน Gen-x
ที่สำคัญคน Gen-z นั้นจะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับคน Gen-y จึงน่าจะมีความคิดใกล้เคียงกับคน Gen-y เป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัล ที่ต้องต่อสู้กับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี และมีอิสระทางความคิด มีแนวทางแบบที่เรียกว่าไร้พรมแดน ที่มีความลื่นไหลไปตามกระแสของโลกาภิวัฒน์ โดยกลุ่ม Gen-z นี้ในปัจจุบันมีประมาณ 5.3 ล้านคน เมื่อรวมกับ Gen-y ก็จะเป็นประมาณ 20.5 ล้านคน
ในขณะที่คนยุค Baby Boom เริ่มร่วงโรยตามสังขารและจะมีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆ หากมองไปข้างหน้าอีก 10 ปี คน Gen-y+z ก็จะขึ้นมามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างสำคัญ ขนาดที่ถ้าย้อนเวลามาได้คนยุคแรกแทบจะไม่เชื่อตาตนเองเลย
เรื่องนี้หากมองด้วยสัจธรรมทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงมันไม่เที่ยง เพียงแต่ว่าคราวนี้มันเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ จนคนรุ่นแรกที่ไม่คุ้นกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต้องช็อกตาย
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 13 สิงหาคม 2564
บทความกล่าวถึงปัญหาการศึกษาของไทยที่มีอยู่เดิมก่อนโควิด-19 ทั้งด้านหลักสูตร ครู และเครื่องมือการเรียนรู้ที่ยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และยิ่งได้รับผลกระทบหนักจากการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด ทำให้คุณภาพการศึกษาลดลงและการปรับตัวยังล่าช้า โลกอนาคตต้องการทักษะสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะดิจิทัล การคิดแบบยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะความเป็นสากลที่เข้าใจความหลากหลายและโลกาภิวัตน์ สอดคล้องกับแนวคิดของ Oxford Economics และ Dr. Tony Wagner ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการท่องจำ
อย่างไรก็ตาม แนวทางพัฒนาทักษะดังกล่าวยังมุ่งด้านวัตถุและเทคโนโลยี แต่ขาดการพัฒนาด้านจิตใจและจิตวิญญาณ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกครอบงำโดยเทคโนโลยีและค่านิยมทางวัตถุ บทความยังวิเคราะห์ความแตกต่างของคนหลายรุ่น (Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z) โดยชี้ว่าคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มยอมรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมในอนาคต ดังนั้นการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อสร้างคนที่คิดเป็น วิเคราะห์ได้ และมีคุณธรรมสมดุลกับเทคโนโลยี
ทักษะใด “ไม่ใช่” 4 กลุ่มหลักตามรายงาน Oxford Economics
ก. ทักษะดิจิทัล
ข. ทักษะการคิดยืดหยุ่น
ค. ทักษะการท่องจำ
ง. ทักษะความเป็นสากล
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ ไม่ใช่การท่องจำ
หัวใจสำคัญของ Agile Thinking คือข้อใด
ก. การจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด
ข. การคิดหลายวิธีเพื่อแก้ปัญหา
ค. การทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
ง. การลดการเปลี่ยนแปลงในงาน
เฉลย: ข
เหตุผล: Agile Thinking เน้นความยืดหยุ่นและการแก้ปัญหาหลากหลายวิธี
ผลกระทบสำคัญของโควิดต่อการศึกษาไทยตามบทความคือข้อใด
ก. คุณภาพการศึกษาดีขึ้น
ข. การเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพสูง
ค. การปรับตัวล่าช้าและคุณภาพลดลง
ง. ไม่มีผลกระทบต่อระบบการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าการเปลี่ยนไปออนไลน์ทำให้คุณภาพลดลง
แนวคิดของ Dr. Tony Wagner เน้นเรื่องใดมากที่สุด
ก. การท่องจำเพื่อสอบ
ข. การเป็นลูกจ้างที่ดี
ค. การคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์
ง. การยึดติดวัฒนธรรมเดิม
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นทักษะคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรม
ข้อใดสะท้อน “ช่องว่างสำคัญ” ที่บทความวิจารณ์ระบบการศึกษา
ก. การขาดงบประมาณ
ข. การขาดครู
ค. การขาดการพัฒนาด้านจิตใจ
ง. การขาดนักเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าพัฒนาเทคโนโลยีแต่ละเลยจิตใจ
Gen Y มีลักษณะเด่นอย่างไร
ก. ยึดติดประเพณีสูง
ข. ไม่รู้จักเทคโนโลยี
ค. เติบโตมากับดิจิทัลและสมาร์ทโฟน
ง. ไม่ใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: Gen Y คือ Digital generation
Gen Z แตกต่างจาก Gen Baby Boomer อย่างไร
ก. Gen Z อนุรักษ์นิยมมากกว่า
ข. Gen Z เติบโตกับเทคโนโลยีเร็วและเปลี่ยนแปลงสูง
ค. Gen Z ไม่ใช้เทคโนโลยี
ง. Gen Z ต่อต้านโลกาภิวัตน์
เฉลย: ข
เหตุผล: Gen Z อยู่ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก
เหตุใด Baby Boomer จึงมีอิทธิพลสูงในสังคม
ก. มีจำนวนน้อย
ข. ไม่มีบทบาทในสังคม
ค. มีอายุยืนและอยู่ในตำแหน่งสำคัญ
ง. ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่ามีอายุยืนและครองตำแหน่งสำคัญ
แนวโน้มสำคัญของสังคมในอนาคตคือข้อใด
ก. Baby Boomer จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ข. Gen Y และ Z จะมีบทบาทหลัก
ค. เทคโนโลยีลดบทบาทลง
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เฉลย: ข
เหตุผล: Gen Y+Z จะเป็นกำลังหลักของประเทศ
ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญที่สุดของบทความ
ก. การท่องจำสำคัญที่สุด
ข. การศึกษาไม่ต้องเปลี่ยนแปลง
ค. ต้องพัฒนาทักษะและปรับตัวต่อโลกยุคใหม่
ง. เทคโนโลยีไม่สำคัญต่อการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการปรับตัวและทักษะแห่งอนาคตอย่างสมดุล