สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ทฤษฎีกบในหม้อต้ม ปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และโลกเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ มิหนำซ้ำเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันผู้คนมากขึ้น ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจการศึกษาในวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง เพราะหากไม่ทำอะไรเลยอาจจะอยู่ไม่รอด 

“รศ.ดร.พิภพ อุดร” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ตอนนี้ธุรกิจการศึกษากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะความท้าทายเรื่องประชากรศาสตร์ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อย ๆ และคนจะอายุยืนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ที่คนต้องอัพเดต เพราะจะส่งผลต่อตลาดงานในอนาคต 

ปัจจัยเหล่านี้ สถาบันอุดมศึกษาจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้นจะต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์โลก ภาพการเรียนการสอนแบบเดิมอาจจะหายไป อีกเรื่องที่น่าคิดคือเรากำลังอยู่ในยุคที่ความรู้อายุสั้น แต่คนอายุยาว 

เพราะว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อะไรที่เคยใช้งานได้ ตอนนี้อาจจะใช้งานไม่ได้ หลายเรื่องล้าสมัยไปแล้ว ในขณะที่คนกลับอายุยาวขึ้น มีการคาดการณ์ว่าคนจะอายุยืนแตะ 100 ปี ฉะนั้น คำถามคือเมื่อคนเกษียณที่อายุ 60 ปี แล้วอีก 40 ปีที่เหลือจะทำอะไร 

ขณะที่เด็กที่จบมหาวิทยาลัยอายุ 22-23 ปี เขาไม่มีทางที่จะทำงานเดิม ๆ ไปจนถึงวันเกษียณหรอก เพราะความรู้เปลี่ยนเร็ว จึงเป็นประเด็นว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องตระหนักแล้วว่าลูกค้าของเขาจะไม่ใช่เด็กมัธยมอีกต่อไป แต่จะเป็นลูกค้าจากทุกช่วงวัย 

ดังนั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยคือการพัฒนาหลักสูตรให้คนทุกวัยเข้ามาเรียนรู้ และหลักสูตรต้องทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า โดยต้องเลือกความเชี่ยวชาญของตัวเองว่ามีจุดเด่น หรือเชี่ยวชาญด้านอะไร และลงทุนด้านนั้น ๆ แต่จะไม่ไปลงทุนในเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด กลับใช้วิธีการร่วมกับพาร์ตเนอร์ ทำงานร่วมกัน และต้องมีบทบาทในการเป็นตัวกลางสร้างเครือข่ายให้ลูกค้าของเขาเติบโตในวิชาชีพต่าง ๆ ได้ 

รศ.ดร.พิภพ” กล่าวต่อว่า อนาคตภาพการเรียนการสอนแบบเดิมอาจจะหายไป มหาวิทยาลัยต้องพัฒนาเครดิตแบงก์ในรูปแบบการนำประสบการณ์มาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตได้ ใครอยากเรียน ป.โท ก็นำประสบการณ์มาเทียบโอนแล้วเรียนต่ออีกนิดหน่อย ก็จบแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปเริ่มต้นเรียนซ้ำ เพราะสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดมีหลักฐานว่าเรามีผลงาน เชี่ยวชาญ จะให้เรียนซ้ำทำไม 

ผมมีคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า Design your own degree เพราะต่อไปในอนาคตจะมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งยังเป็นอาชีพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ติ๊กต๊อกเกอร์ อาชีพนี้ไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้น มหาวิทยาลัยจะไปออกหลักสูตรล่วงหน้าสำหรับอาชีพในอนาคตไม่ได้ 

เพราะยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น อนาคตระบบการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นสูง เปิดโอกาสผู้เรียน ผสมผสานวิชาเองได้ ด้วยการนำประสบการณ์ และความสำเร็จมาเทียบได้ เพื่อให้กลายเป็นดีกรีที่เขาสนใจ โดยที่มหาวิทยาลัยไม่ต้องไปออกแบบล่วงหน้า 

จากรายงานของ World Economic Forum ล่าสุดระบุว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ตำแหน่งงานจะหายไป 85 ล้านตำแหน่งทั่วโลก แต่จะมีงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 97 ล้านตำแหน่ง แปลว่าที่งอกใหม่เยอะกว่าที่หายไปอีก ดังนั้น งานที่หายไปทำคนตกงานแน่นอน หมายความว่าคนจำนวนหนึ่งไม่มีงานทำแน่ ๆ 

ฉะนั้น เราต้องเทรนทักษะใหม่ ๆ เพื่อเข้าไปทำงานใหม่ ๆ ได้ เช่นเรื่อง Cyber security ทุกที่มีปัญหาหมด แต่ว่าคนด้านนี้หายากมาก กลายเป็นว่าคนไม่มีงานทำ งานก็ไม่มีคนทำ 

ดังนั้น สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาต้องปรับตัว ตอบโจทย์โลกอนาคต ไม่จำเป็นต้องรอให้คนเรียนจบ ป.ตรี แล้วมาต่อ ป.โทเป็นรอบ ๆ แต่คนจะมาเรียนตอนไหนก็ได้ เรียนเก็บไว้ได้ สะสมได้ 

รศ.ดร.พิภพ” กล่าวต่อว่า ผมขอยกทฤษฎีกบในหม้อต้ม หมายความว่า โดยธรรมชาติกบสามารถปรับตัวได้ ถ้าเราโยนกบลงไปในหม้อต้มที่มีน้ำเดือด มันจะกระโดดหนีทันที แต่ถ้าเรานำมันลงไปในหม้อที่น้ำเย็น แล้วตั้งบนไฟที่ค่อย ๆ ร้อนขึ้น กบจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับน้ำที่ค่อย ๆ ร้อนขึ้น ไม่กระโดดหนี จนมันสุกอยู่ในหม้อ ก็เหมือนกับองค์กรต่าง ๆ ถ้าไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามที่เข้ามาเรื่อย ๆ จะปรับตัวไม่ทันแน่นอน และก็จะไม่รอด 

ตรงนี้คือประเด็นใหญ่ที่เราต้องตั้งคำถามก่อนว่า เรากำลังเป็นกบในหม้อต้มแบบไหน เช่น เด็กน้อยลงเรื่อย ๆ มหาวิทยาลัยใหญ่ทั้งหมดแทบไม่กระทบเลย เขาไม่รู้สึกหรอกว่าเด็กน้อยลง ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่ประเด็นคือปัญหาเด็กน้อยลงมันจะค่อย ๆ เกิด เพียงแต่มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ได้รับผลกระทบช้าเท่านั้น เพราะยังได้รับงบประมาณจากรัฐ ยังมีเด็กอยากเข้ามาเรียน ดังนั้น คนที่เดือดร้อนกว่าจะเป็นสถาบันเล็ก ๆ” 

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรัฐไม่สามารถพึ่งพิงงบประมาณจากรัฐ หรือรายได้จากการจัดการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว มหาวิทยาลัยต้องมีแหล่งรายได้อื่น เพราะถ้าจำนวนเด็กลดลง มหาวิทยาลัยตายแน่ ดังนั้น จึงต้องปรับพอร์ตรายได้ ซึ่งอาจจะมาจาก 4 ทางหลัก ๆ คือ

· หนึ่ง จากการจัดการเรียนการสอน

· สอง ฝึกอบรม หรือการจัดทำ non degree

· สาม ทำวิจัย สร้างงานนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เมื่อก่อนสร้างวิจัยเพื่อตีพิมพ์ ตอนนี้ต้องนำงานวิจัยมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เพื่อให้ใช้ในชีวิตจริง ขายได้ ทั้งยังเป็นแหล่งรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย

· สี่ การลงทุนในบรรดาสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มหาวิทยาลัยมีให้เกิดประโยชน์ เช่น ห้องประชุม การให้พื้นที่ทางการค้า สนามกีฬา ด้วยการนำพื้นที่เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการหารายได้ เก็บไว้เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว 

ซึ่งทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของมหา’ลัยไทยเมื่อถึงจุดเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 พฤษภาคม 2567

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่อัตราเกิดลดลงและสังคมสูงวัย รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ความรู้มีอายุสั้นลง ส่งผลให้ธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน มหาวิทยาลัยไม่สามารถมุ่งเน้นเฉพาะนักศึกษาอายุน้อยได้อีกต่อไป แต่ต้องรองรับผู้เรียนทุกช่วงวัยผ่านแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และหลักสูตรที่ยืดหยุ่น

แนวโน้มสำคัญคือการเปลี่ยนจากการเรียนแบบระบบตายตัวไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Design your own degree) และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่สามารถนำประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดย WEF ระบุว่าจะมีงานหายไปและเกิดงานใหม่จำนวนมาก เช่น Cyber security ซึ่งขาดแคลนบุคลากร

มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้พัฒนาทักษะ สร้างเครือข่าย และร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมกระจายรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การสอน การอบรม วิจัยเชิงพาณิชย์ และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์

ทั้งนี้มีการยก “ทฤษฎีกบในหม้อต้ม” เพื่อสะท้อนว่าองค์กรที่ไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงจะปรับตัวไม่ทันและอาจล้มเหลวในอนาคต

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเด็นสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยในประเทศ
ข. การปรับตัวของระบบการศึกษาในยุคเปลี่ยนแปลง
ค. การลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา
ง. การแข่งขันของนักศึกษาในตลาดแรงงาน

เฉลย: ข
เหตุผล: เนื้อหาทั้งหมดเน้นการปรับตัวของการศึกษาให้สอดคล้องกับประชากร เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทคือข้อใด
ก. นักศึกษาลดลงเพียงชั่วคราว
ข. ความต้องการเรียนลดลง
ค. โครงสร้างประชากรและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง
ง. รัฐลดงบประมาณการศึกษาเท่านั้น

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นปัจจัยหลักทั้งประชากรศาสตร์และเทคโนโลยีที่กระทบระบบการศึกษา

 

ข้อ 3

แนวคิด “Design your own degree” หมายถึงอะไร
ก. มหาวิทยาลัยกำหนดหลักสูตรทั้งหมด
ข. ผู้เรียนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เอง
ค. การเรียนเฉพาะวิชาหลัก
ง. การสอบวัดมาตรฐานเดียวกัน

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นผู้เรียนเลือกและผสมผสานการเรียนตามความต้องการ

 

ข้อ 4

ระบบ Credit Bank มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เพิ่มค่าธรรมเนียมการเรียน
ข. ลดจำนวนผู้เรียน
ค. เทียบโอนประสบการณ์เป็นหน่วยกิต
ง. จำกัดการเรียนออนไลน์

เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ประสบการณ์ทำงานแทนการเรียนซ้ำ

 

ข้อ 5

ข้อใดสะท้อนปัญหาตลาดแรงงานในอนาคต
ก. ไม่มีงานใหม่เกิดขึ้น
ข. งานลดลงแต่คนเพิ่มขึ้น
ค. งานใหม่เกิดมากแต่ขาดคนทำ
ง. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงงาน

เฉลย: ค
เหตุผล: WEF ชี้ว่างานใหม่เกิดมากแต่ขาดทักษะคนทำ

 

ข้อ 6

อาชีพที่ยกตัวอย่างว่าขาดแคลนมากคือข้อใด
ก. ครู
ข. นักบัญชี
ค. Cyber security
ง. พนักงานขาย

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าความต้องการสูงแต่คนทำงานน้อย

 

ข้อ 7

“กบในหม้อต้ม” ใช้เปรียบเทียบอะไร
ก. การเรียนรู้เร็ว
ข. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป
ค. การแข่งขันทางธุรกิจ
ง. การเติบโตของเศรษฐกิจ

เฉลย: ข
เหตุผล: สื่อถึงการไม่รู้ตัวต่อการเปลี่ยนแปลงจนสายเกินไป

 

ข้อ 8

มหาวิทยาลัยควรมีรายได้จากแหล่งใดเพิ่มเติม
ก. เฉพาะค่าเล่าเรียน
ข. เฉพาะงบรัฐ
ค. วิจัยเชิงพาณิชย์และบริการต่าง ๆ
ง. การลดจำนวนหลักสูตร

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องกระจายรายได้ เช่น วิจัย บริการ และทรัพยากร

 

ข้อ 9

บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยคือข้อใด
ก. ผู้ควบคุมการเรียน
ข. ผู้ให้บริการที่อยู่อาศัย
ค. ผู้พัฒนาทักษะและเครือข่าย
ง. ผู้กำหนดอาชีพผู้เรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นพัฒนาและเชื่อมโยงผู้เรียนกับตลาดงาน

 

ข้อ 10

แนวคิดสำคัญที่สุดต่อการอยู่รอดขององค์กรคือข้อใด
ก. ความมั่นคงแบบเดิม
ข. การไม่เปลี่ยนแปลง
ค. การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
ง. การลดนวัตกรรม

เฉลย: ค
เหตุผล: การปรับตัวคือหัวใจของการอยู่รอดในโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว