
ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2559 โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาการ คุรุสภาจึงออก “ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562” และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 โดยมีสาระสำคัญ คือ กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพิ่มเติม ดังนี้
1.ต้องผ่านการรับรองประสบการณ์วิชาชีพครู และ
2.ผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
ทั้งนี้จะไม่กระทบสิทธิของผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางการศึกษาที่คุรุสภาให้การรับรองก่อนปีการศึกษา 2562 รวมทั้งผู้ที่ได้สิทธิในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูก่อนข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ
1.ผ่านการรับรองประสบการณ์วิชาชีพครูตามที่คณะกรรมการกำหนด
2.มีใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย (Work Permit)
3.มีหลักฐานการให้พำนักอยู่ในประเทศไทย และ
4.ผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
สำหรับผู้มีสัญชาติไทยให้ยกเว้นคุณสมบัติ ในข้อ 2 และ 3 สำหรับสถานศึกษาที่รับครูชาวต่างประเทศเข้าประกอบวิชาชีพครูในสถานศึกษา ต้องให้ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเป็นครูในประเทศไทยอย่างน้อยในเรื่องภาษาไทย วัฒนธรรมไทย และกฎหมาย เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
สรุปสาระสำคัญ ; เลขาคุรุสภาชี้แจงกรณีคุรุสภาแจงออกข้อบังคับใหม่ให้ตั๋วครู ย้ำดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุก 5 ปี
สช.เล็งหารือคุรุสภาแก้ปัญหาตั๋วครูเอกชน
วันนี้ (2 ธ.ค.)ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้พบปะกับผู้แทนสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้ทราบถึงปัญหาและข้อจำกัดหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น การประเมินภายนอกสถานศึกษาที่ยังคุยกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ไม่ลงตัว เพราะปัจจุบันมีสถาบันที่ทำการประเมินภายนอกโรงเรียนนานาชาติอยู่แล้ว 4 สถาบัน ซึ่งเมื่อคลี่มาตรฐานและตัวชี้วัดแล้ว พบว่าสอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดของ สมศ. แต่ทาง สมศ.ยังกำหนดให้ต้องมีผู้ประเมินจาก สมศ.เข้าไปด้วย ซึ่งถือเป็นความซ้ำซ้อนในการประเมิน ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องมีการหารือกับ สมศ.ต่อไป
ที่มา ; เดลินิวส์ จันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2562