สมาชิกเข้าสู่ระบบ

AI รถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่ในโลกการศึกษา

 บทความโดย สุรศักดิ์ แซ่ลิ้ม

          AI ตัวแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1952 แต่การพัฒนาของ AI เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา และหลังจากเปิดตัว ChatGPT เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา บริษัทดิจิทัลน้อยใหญ่ล้วนเดินหน้าเต็มกำลังในการพัฒนา AI เพื่อแข่งขันกันเป็นเลิศในด้านนี้ กระแส AI ที่เติบโตขึ้นจึงเป็นเหมือน “รถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่” ทั้งสำหรับผู้ใช้และผู้ผลิต ดังนั้น แม้การเกาะขึ้นรถไฟขบวนนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความสนใจในสังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงทำให้ผู้โดยสารขบวนนี้ก้าวไปได้ไกลกว่าคนอื่น ผู้นำทางการศึกษาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะศึกษา AI และใส่ใจกับเทคโนโลยียุคใหม่เพื่อตนเองและนักเรียน

 

AI มือขวาของครูผู้ทันขบวน
          แม้ว่า AI ในปัจจุบันยังผลิตขึ้นมาเพื่อทำภาระงานเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่การที่ครูจะพยายามหยิบจับ AI มาทดลองเล่น ทดลองใช้ ทดลองสอนย่อมไม่เสียหาย มิหนำซ้ำยังช่วยให้ครูคุ้นเคยกับ AI มากขึ้นเปรียบเสมือนกับการมี AI เป็น “มือขวา” ที่คอยช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้อีกด้วย ประโยชน์ของ AI แบ่งอย่างง่ายได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้
          1. ประโยชน์กับครู – AI ทั่วโลกมีมากมายหลายร้อยอย่างมาก และสาเหตุที่นักพัฒนาจำเป็นต้องแข่งกันสร้าง AI จำนวนมากขนาดนี้ก็เพื่อนำข้อมูลจากผู้ใช้ (user) ไปพัฒนาต่อ และด้วยเหตุนี้เองทำให้ครูซึ่งเป็นผู้ใช้ได้ประโยชน์มากมาย เพราะมี AI มาให้ทดลองใช้ได้อย่างไม่ขาดมือและครอบคลุมความต้องการพื้นฐานของครู เช่น Grammarly สำหรับการตรวจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในงานเขียน QuillBot สำหรับการเรียบเรียงหรือถอดความข้อความภาษาอังกฤษ
          2. ประโยชน์กับนักเรียน – นอกจากนักเรียนสามารถเป็นผู้ใช้ (user) และเลือกใช้ AI ตามความต้องการของตนเองได้เช่นกันแล้ว นักเรียนยังอาจได้ฝึกทักษะเพิ่มเติมจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการกับ AI ได้อีกด้วย เช่น การฝึกออกเสียงสำเนียงภาษาอังกฤษด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่ประยุกต์ใช้ text – to – speech AI เข้ามาบูรณาการด้วย ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องมีครูคอยกำกับการเรียนรู้เพื่ออธิบายเสริมเพิ่มเติมจากตัวกิจกรรม และอย่าลืมรักษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในชั้นเรียนไว้ด้วย
          3. ประโยชน์ต่อวงการศึกษา – แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีสำหรับอนาคต แต่แท้จริงแล้วการประยุกต์การเรียนในห้องเรียนกับ AI เป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญที่ปูทางให้การศึกษาไทยยังคงทันสมัย และเป็น “ห้องเรียน 4.0” สำหรับครูและนักเรียน เพราะนอกจากฟังก์ชันของ AI จะเป็นประโยชน์แล้ว ทักษะหนึ่งที่ครูและนักเรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างแน่นอนคือ Digital Awareness หรือการรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพราะเมื่อนักเรียนและครูรู้เท่าทันเทคโนโลยีแล้ว ครูและนักเรียนจะสามารถหยิบเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการและสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นในสังคมได้

          ทั้งนี้ ประโยชน์นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและการนำไปใช้ของแต่ละบุคคล แต่รับรองได้เลยว่าการเรียนรู้และการทดลองนำ AI ไปใช้ในห้องเรียนนั้นไม่เสียเปล่าแน่นอน

 

AI กำแพงของครูผู้ตกขบวน
          สิ่งใดมีประโยชน์ สิ่งนั้นย่อมมีโทษแฝง หากครูไทยไม่ยอมเปิดใจและปรับตัวกับ AI แล้ว AI นี้เองจะเป็นกำแพงอันสูงตระหง่านที่คอยกีดกันไม่ให้ห้องเรียนไทยเป็น “ห้องเรียน 4.0” ได้ดังใจหวัง อีกทั้งเป็นขีดจำกัดสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนากิจกรรมให้ทันสมัยขึ้นได้ หรืออาจถูก disrupted เสียเอง ในส่วนของอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เท่าทันเรื่อง AI แบ่งอย่างง่ายได้เป็น 3 ส่วนเช่นกัน ดังนี้
          1. กำแพงกับครู – ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า “ใช้ไม่คล่องดีกว่าไม่ใช้เลย” เพราะการได้ลองหยิบจับเพียงครั้งสองครั้งก็เพียงพอแล้วที่จะให้ครูเห็นถึงประโยชน์และการนำไปใช้ของ AI แต่ละตัว แม้ว่าการเลี่ยงไม่ใช้ AI เพราะมองว่าเป็นเรื่องยากนั้นจะไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวครูโดยตรง แต่ขีดจำกัดเดิม ๆ ที่ครูต้องเผชิญกับการเตรียมตัวสอนหรือข้อจำกัดในกิจกรรมต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่ และเมื่อข้อจำกัดหรือข้อผิดพลาดนี้เล็ดลอดไปสู่สายตานักเรียนก็อาจสายเสียแล้ว เช่น จุดผิดเพียงเล็กน้อยบนงานเขียนที่หากครูปล่อยผ่านไป นักเรียนอาจจำไว้เป็นตัวอย่างและนำไปใช้แบบผิด ๆ ได้
          2. กำแพงกับนักเรียน – สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือนักเรียนขาดทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยีอันจำเป็นต่อการใช้ชีวิตในยุค Digital มาก เพราะนักเรียนเป็น Digital Native หรือกลุ่มคนที่เกิดมาในยุคที่ Digital เฟื่องฟู และคงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากไม่ได้รับการปลูกฝังทักษะอันจำเป็นนี้จากครูหรือคนรอบข้าง เพราะนักเรียนอาจใช้ AI ไปในทางที่ผิดและส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว
          3. กำแพงต่อวงการการศึกษา – เมื่อเราไม่เปลี่ยนตามโลก โลกจะเปลี่ยนเรา กล่าวคือ การศึกษาไทยจะพลาดโอกาสจากช่วงขาขึ้นของ AI นี้อย่างมาก เพราะขณะที่บริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่หันมาแข่งกันผลิต AI ให้มีคุณภาพดีมากขึ้นเพื่อตอบสนองกับตลาดโลกและความต้องการของมนุษย์ในปัจจุบัน นั่นทำให้เรามีตัวเลือกมากมายในการหยิบจับ AI มาใช้ในวงการการศึกษา หากผู้นำทางการศึกษาไม่ยอมใช้โอกาสตรงนี้มาพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย การศึกษาไทยก็จะยังคงติดอยู่ในกรอบเดิม ขีดจำกัดเดิม แถมยังมีข้อจำกัดใหม่อย่าง AI เข้ามาเพิ่มเติมอีก เรียกได้ว่า AI และความก้าวหน้าเทคโนโลยีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคตระบบการศึกษาไทยเลยก็ว่าได้
 

          AI ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับครูไทย และความพร้อมของแต่ละโรงเรียนอาจไม่เท่ากัน ดังนั้น ขอให้โรงเรียนและครูค่อย ๆ ทำความรู้จักเพื่อนใหม่อย่างเปิดใจ และนำไปปรับใช้เท่าที่ไหวและเข้ากับบริบทนักเรียน หากนำ AI ไปประยุกต์กับบทเรียนได้ยากเกินไปเพราะไม่เข้ากับบริบทนักเรียนหรือโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนไม่อำนวย ก็อาจลดทอนลงมาเป็นการนำ AI ไปพัฒนาเป็นเครื่องมือช่วยสอนสำหรับครูหรือเป็นสื่อการสอนแทนก็ได้ หรืออย่างน้อยขอให้ได้ปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยี (Digital Awareness) ก็ยังดี เพราะเทคโนโลยีนั้นอยู่รอบตัวเราและเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ใช้ AI เพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ใช้และไม่เปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เลย ดังนั้น ขอให้ครูเปิดใจและทำความรู้จักเพื่อนใหม่อย่าง AI ให้สนุกนะ 

แหล่งอ้างอิง

ที่มา ; EDUCA

 
 

สรุปสาระสำคัญ 

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1952 แต่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษ 2010 และยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็วหลังการเปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ทำให้ภาคธุรกิจและการศึกษาทั่วโลกเร่งพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างแข่งขันกัน เทคโนโลยี AI จึงเปรียบเสมือน “รถไฟความเร็วสูง” ที่ผู้ใช้ต้องปรับตัวเพื่อก้าวให้ทัน โดยเฉพาะวงการศึกษา ครูและผู้บริหารจำเป็นต้องเรียนรู้และนำ AI มาใช้เป็น “ผู้ช่วย” ในการจัดการเรียนรู้

AI มีประโยชน์ 3 ด้านหลัก คือ ต่อครู ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การตรวจไวยากรณ์หรือเรียบเรียงเนื้อหา ต่อผู้เรียน ช่วยพัฒนาทักษะและการเรียนรู้เชิงบูรณาการ พร้อมสร้าง Digital Awareness และต่อระบบการศึกษา ช่วยยกระดับสู่ห้องเรียน 4.0 ที่ทันสมัยและสอดคล้องโลกยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม หากไม่ปรับตัว AI จะกลายเป็น “กำแพง” ที่ทำให้ครูและระบบการศึกษาล้าหลัง เกิดปัญหาทั้งด้านทักษะครู นักเรียน และการพัฒนานโยบายการศึกษา

ดังนั้น การเปิดใจเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI อย่างเหมาะสมตามบริบท เป็นสิ่งสำคัญ แม้ใช้เพียงบางส่วนก็ยังดีกว่าไม่ใช้เลย เพื่อให้การศึกษาก้าวทันโลกยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือเหตุการณ์ใด
ก. การเกิดอินเทอร์เน็ต
ข. การเปิดตัว ChatGPT ปี 2022
ค. การสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
ง. การใช้สมาร์ตโฟนแพร่หลาย

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าหลัง ChatGPT เปิดตัว ทำให้เกิดการแข่งขันพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว

 

ข้อ 2

แนวคิด “AI เป็นมือขวาของครู” หมายถึงข้อใด
ก. AI แทนครูในการสอนทั้งหมด
ข. AI เป็นเครื่องมือช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพ
ค. ครูไม่จำเป็นต้องสอนอีกต่อไป
ง. นักเรียนใช้ AI เองโดยไม่มีครู

เฉลย: ข
เหตุผล: AI ทำหน้าที่สนับสนุนงานครู ไม่ใช่แทนครู

 

ข้อ 3

ข้อใดเป็นประโยชน์ของ AI ต่อผู้เรียน
ก. ลดจำนวนครูในโรงเรียน
ข. เพิ่มการบ้านให้นักเรียนมากขึ้น
ค. พัฒนาทักษะและ Digital Awareness
ง. ทำให้ไม่ต้องเรียนในห้องเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: AI ช่วยพัฒนาทักษะและความรู้เท่าทันดิจิทัล

 

ข้อ 4

“Digital Awareness” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การเล่นเกมออนไลน์
ข. การรู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
ค. การใช้คอมพิวเตอร์เท่านั้น
ง. การเขียนโปรแกรมขั้นสูง

เฉลย: ข
เหตุผล: คือการรู้เท่าทันและใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ

 

ข้อ 5

หากครูไม่ใช้ AI ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือข้อใด
ก. ครูมีเวลาว่างมากขึ้น
ข. ระบบการศึกษาพัฒนาขึ้นเร็ว
ค. กลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการเรียนรู้
ง. นักเรียนมีทักษะเพิ่มขึ้นเอง

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่า AI จะกลายเป็น “กำแพง” ต่อการพัฒนา

 

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อน “กำแพงต่อนักเรียน” ได้ชัดที่สุด
ก. นักเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต
ข. นักเรียนขาด Digital Awareness
ค. นักเรียนเรียนเก่งเกินไป
ง. นักเรียนไม่มีครูสอน

เฉลย: ข
เหตุผล: การขาดความรู้เท่าทันเทคโนโลยีเป็นปัญหาหลัก

 

ข้อ 7

เหตุใด AI จึงมีผลต่อวงการการศึกษาโดยรวม
ก. ทำให้โรงเรียนปิดตัว
ข. ทำให้ครูไม่จำเป็น
ค. เป็นเครื่องมือยกระดับสู่ห้องเรียน 4.0
ง. ทำให้หลักสูตรเก่าดีขึ้นเอง

เฉลย: ค
เหตุผล: AI ช่วยพัฒนาการศึกษาให้ทันสมัย

 

ข้อ 8

ข้อใดเป็นตัวอย่างการใช้ AI เพื่อสนับสนุนครู
ก. เกมออนไลน์
ข. Grammarly ตรวจไวยากรณ์
ค. โซเชียลมีเดีย
ง. เครื่องคิดเลข

เฉลย: ข
เหตุผล: Grammarly เป็นเครื่องมือช่วยงานเขียนของครู

 

ข้อ 9

แนวทางที่เหมาะสมในการนำ AI มาใช้ในโรงเรียนคือข้อใด
ก. ใช้ทุกอย่างทันทีโดยไม่ปรับบริบท
ข. ไม่ใช้ AI เลย
ค. ใช้เท่าที่เหมาะสมกับบริบทและค่อย ๆ ปรับตัว
ง. ให้ AI แทนครูทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการค่อย ๆ ปรับใช้ตามบริบท

 

ข้อ 10

แนวคิดสำคัญที่สุดของบทความนี้คือข้อใด
ก. AI เป็นภัยต่อการศึกษา
ข. AI ไม่มีประโยชน์ในห้องเรียน
ค. การเปิดใจเรียนรู้ AI คือกุญแจสู่การศึกษาอนาคต
ง. ครูควรเลิกใช้เทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: สาระหลักคือการเปิดใจใช้ AI อย่างเหมาะสมเพื่อพัฒนาอนาคตการศึกษา

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น