
บทความโดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ
นอกจากปัจจัย 4 แล้ว สิ่งที่มนุษย์แสวงหากันมาโดยตลอด คือ “ความสุข” ซึ่งยุคดิจิทัลเช่นทุกวันนี้ เราควรจะมีความสุขได้ง่ายกว่ายุคไหนๆ เพราะมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยเติมเต็มความต้องการทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบายกว่าในอดีตหลายเท่า
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากลับพบคำตอบว่า คนในยุคนี้กลับไม่มีความสุขเท่าที่ควรจะเป็น หากถามคนรอบข้างก็จะพบว่า มีปัจจัยเชิงลบมากมายที่บั่นทอนความสุขในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไม่ดี สภาพแวดล้อมย่ำแย่ เพื่อนร่วมงานมีปัญหา ฯลฯ
น่าสังเกตว่า ปัจจัยที่ทำให้ไม่มีความสุขนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็น ปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ ในขณะที่ตัวเราเองก็มักจะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๆ อย่างสภาพแวดล้อมนั้นยิ่งไม่มีพลังอำนาจใด ๆ ไปจัดการให้ดีขึ้นได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่มีความสุข เพราะรู้สึกว่าความสุขล้วนเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องทำให้เรา กลายเป็นว่าความสุขของตัวเราเองต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความสุขควรสร้างจากภายในตัวเราเอง ซึ่งมีแนวทางง่าย ๆ อยู่ 5 ข้อดังนี้
เพราะในความเป็นจริงเรามักจะเลือกหนทางที่ทำให้ไม่มีทางออก หรือทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกน้อย เช่นเพิ่งทำงานมีรายได้ไม่มากนัก แต่กลับเลือกที่จะซื้อรถยนต์หรูหราราคาแพง ทำให้แต่ละเดือนมีเงินไม่พอใช้เพราะต้องผ่อนรถหมด
ท้ายที่สุดก็รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย จะพาลูกเที่ยวหรือทำกิจกรรมพิเศษก็ไม่ได้ ไม่สามารถกินอาหารร้านดี ๆ ในโอกาสพิเศษได้ ฯลฯ จนรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีทางเลือกทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหากเลือกใช้รถที่ราคาถูกลง ก็อาจมีเงินเหลือพอทำทุกอย่างที่ต้องการได้ทั้งหมด
ปัญหาคือเรามักเลือกผลประโยชน์ระยะสั้น เช่นความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ราคาแพงที่อาจทำให้เรามีความสุขในช่วงแรกที่ได้ครอบครอง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตมีทางเลือกน้อยลงเพราะรายได้ไม่พอใช้ ทำให้อิสระในทางเลือกของเราหายไปทันที
การรักษาให้เรามีทางเลือกที่อิสระเสรีได้เสมอจึงอยู่ที่การตัดสินใจแต่ละครั้งว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรในอนาคต นั่นคือต้องดูทุกครั้งว่าตัดสินใจอะไรไปแล้วอาจแก้ปัญหาระยะสั้นให้กับเราได้บ้างแต่มันอาจทำเราไม่มีทางเลือกอื่นในอนาคตก็ไม่ควรเลือกทางนั้น
การใช้ชีวิตจึงจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับคนอื่น แต่ทำอย่างไรที่เราจะลดการพึ่งพาคนอื่นลงให้มากที่สุด คำตอบอยู่ที่การพึ่งพานั่นเป็นการที่เราต้องพึ่งพาเขาแต่เพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะการที่เราพึ่งพาเขาอย่างเดียว นั่นก็หมายความว่าทางเลือกของเราถูกจำกัดอยู่กับเขาเท่านั้น หากเขาอารมณ์ไม่ดี หรือป่วย ก็เท่ากับเราต้องมีปัญหาไปด้วย ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่นนอน แต่หากการพึ่งพานั้นเป็นการพึ่งพาแบบสองทาง คือเราต้องพึ่งเขา และเขาก็ต้องพึ่งเราเหมือนกัน
ในกรณีแบบนี้เท่ากับทั้งคู่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะอะไรที่เราทำไม่ได้ก็ต้องให้เขาจัดการให้ แต่ในเวลาเดียวกันก็จะมีอะไรที่เขาทำไม่ได้ก็ต้องพึ่งเราเหมือนกัน แบบนี้ย่อมเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทำให้งานของแต่ละฝ่ายล้วนต้องร่วมมือเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ตัวเราก็ต้องมีคุณค่ามากพอที่จะทำให้เขาต้องพึ่งพาเราได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งพาเขาแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งจะเป็นการจำกัดทางเลือกในอนาคต การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วยการสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจึงเป็นทางออกในการลดการพึ่งพาคนอื่นได้ดีที่สุด
ความคิดบวกทำให้เรามองเห็นโอกาสและกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ความเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ย่อมทำให้เราตระหนักรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
เกริ่นไว้ใน “Think out of The Box ” ฉบับที่แล้วถึงความสุขของคนในยุคนี้ที่ดูจะลดลงเพราะเรามักปล่อยให้ความสุขของตัวเราเองต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่น
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความสุขควรสร้างจากภายในตัวเราเอง ซึ่งมีแนวทางง่ายๆ ข้อแรกคือต้องทำให้ชีวิตมีทางเลือกที่อิสระเสรีเสมอ และข้อสองต้องฝึกตัวเองไม่ให้ขึ้นกับผู้อื่นมากเกินไป
การทำดีกับผู้อื่นควรเป็นสิ่งที่เราทำตามปกติวิสัย อย่าเก็บมาคิดว่าการกระทำนั้นต้องได้รับผลตอบแทน เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราคาดหวังว่าคนที่เราช่วยจะต้องตอบแทนอะไรบางอย่างกลับมาให้ทำให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนความคาดหวังจากผู้อื่นทันที
และที่สำคัญการคาดหวังว่าจะต้องได้รับผลตอบแทนนั้นจะเป็นการรอคอยที่อาจไม่มีวันสิ้นสุด เพราะคนที่เราช่วยเหลือเขาอาจไม่ได้จดจำเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรืออาจไม่ได้ใส่ใจเพราะเหตุผลบางประการ แต่เราเองกลับเป็นฝ่ายที่เฝ้าจดจำและรอคอยให้เขาตอบแทนกลับมาแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม
การรอคอยในลักษณะนี้จึงเป็นการอยู่ในวังวนของทัศนคติเชิงลบและทำให้เราจมอยู่ในความทุกข์เพราะมัวแต่หวังผลตอบแทนซึ่งไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ และจะได้รับเมื่อไร ซึ่งแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแล้วตัดตัวเองออกจากวังวนดังกล่าว
ความคิดบวกทำให้เรามองเห็นโอกาสและกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ แต่การคิดถึงผลกระทบเชิงลบที่ร้ายแรงที่สุดจะทำให้เรามองเผื่อไปถึงตัวแปรอื่นๆ ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ในตอนแรก เช่นสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป และเตรียมพร้อมเพื่อรองรับมันให้ได้
ยกตัวอย่างธุรกิจยอดนิยมในทุกวันนี้อย่างร้านกาแฟ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมองหาโอกาสจากลูกค้าที่สัญจรไปมา ซึ่งนั่นคือข้อมูลเบื้องต้น แต่คนที่เดินผ่านไปในแต่ละวันนั้นจะมีสักกี่คนที่มองเห็นและรู้จักร้านของเรา ทำอย่างไรให้เขาได้เข้ามาลองใช้บริการ และเมื่อลองแล้วทำอย่างไรให้เขากลับมาซื้ออีก ฯลฯ
การคิดอย่างละเอียดจะทำให้เรามีความรอบคอบและเตรียมรับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย เช่นจำนวนลูกค้าไม่เข้าเป้า จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการตลาด ระหว่างนี้หากเราเตรียมการไว้แล้วก็อาจประคองตัวเองให้อยู่รอดไปได้สัก 3-6 เดือนเพื่อรอผลเชิงบวก
แต่ถ้าไม่ได้วางแผนไว้ เมื่อไม่มีลูกค้าก็แทบจะต้องปิดกิจการทันทีเพราะไม่มีอะไรเผื่อเอาไว้เลย การคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด จึงเป็นการทำให้เราเตรียมพร้อมกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น อย่าคิดทุกอย่างเป็นบวกไปหมดโดยไม่ได้ดูการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้
วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครจินตนาการได้ว่ามันจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับภัยธรรมชาติและสงครามที่เกิดขึ้นอาจบานปลายได้อย่างที่เราคิดไม่ถึง การลุกขึ้นอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราก้าวต่อไป และเป็นการล้มไปข้างหน้าด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากความล้มเหลวที่ได้รับมาทั้งหมด
แต่การจะลุกขึ้นมาได้สำเร็จนั้นต้องเข้าใจในบริบทของสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เกินความคาดคิด แต่เราก็ต้องเรียนรู้ว่ามีอะไรที่เราพลาดไปและมีอะไรที่เราจะทำให้ดีขึ้นได้หากเกิดสถานการณ์คล้ายๆ เดิมขึ้นอีก
การล้มไปข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้นหากเราเอาแต่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วโทษทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว โทษรัฐบาล โทษลูกค้า โทษคู่แข่ง ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังมีหลายคนที่ปรับตัวและอยู่รอดต่อไปได้สำเร็จ
ความเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ย่อมทำให้เราตระหนักรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้จะไม่สำเร็จในวันนี้ แต่มันจะเป็นต้นทุนให้เราแข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสที่จะสร้างความสำเร็จได้
ในอนาคต ความสำเร็จและความสุขของเราจึงต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น อย่าปล่อยให้อยู่ในความควบคุมของผู้อื่นเด็ดขาด
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 1 พ.ย. 2566