
Better Late Than Never
วันนี้ต้องยืมสำนวน “มาช้าดีกว่าไม่มา” มาใช้อีกครั้ง กับการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาไทยยุครัฐบาลเศรษฐา มีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้กำกับการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ
การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาตามหลักทางวิชาการ ควรทบทวนให้ทันสมัยทุก 5 ปี เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับปฏิรูปด้านอื่นๆ ไม่ว่า ปฏิรูปครู ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการ
หลักสูตรที่ว่านี้ก็คือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 15 ปี ถูกเรียกร้องว่าควรปรับปรุงขนานใหญ่ได้แล้ว ยกเครื่องใหม่ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมไทยและสังคมโลก
กฎหมายแม่คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ยังใช้บังคับอยู่ขณะนี้ 25 ปีผ่านไป แม้มีความพยายามปรับปรุง แก้ไข ยกร่างใหม่ ติดต่อกันหลายรัฐบาล จนถึงวันนี้ยังไม่สำเร็จ หลักสูตรการศึกษาก็เช่นกัน วันเวลาผ่านไป 15 ปีได้แต่ปะผุ กำลังจะกลับมาสู่การเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง
วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ.366/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ด้วยกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ.2566-2570 แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยส่งเสริมให้มีการต่อยอดแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อพัฒนาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน พัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะผู้เรียนให้มีความสามารถด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณและการคิดแก้ปัญหาสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและคุณลักษณะต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันได้
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์และทันตามระยะเวลาที่กำหนด อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจดังนี้
1 คณะกรรมการที่ปรึกษา
พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นที่ปรึกษา
2 คณะกรรมการดำเนินการ
รองศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ ประธานอนุกรรมการด้านคุณภาพและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นรองประธาน
รองศาสตราจารย์ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ศาสตราจารย์ใจทิพย์ ณ.สงขลา รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายอำนาจ วิชยานุวัติ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ กรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ นายวิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดนุชา ปนคำ อาจารย์โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา นางสาวกุศลิน มุสิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการ
นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา กรรมการและเลขานุการ นางสาวโชติมา หนูพริก รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้และรองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา นางสาวจรูญศรี แจบไธสง รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา นายสมเจตน์ พันธ์พรม ศึกษานิเทศชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ช่วยราชการหน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สพฐ. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
3 หน้าที่และอำนาจ
3.1 กำหนดกรอบทิศทาง ขอบข่าย และภารกิจในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3.2 พิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3.3 ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตามเป้าหมายได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
3.4 กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3.5 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเฉพาะเรื่อง ตามความจำเป็นและเห็นสมควรเพื่อปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่คณะกรรมการมอบหมาย
3.6 ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนคณะกรรมการหรือคณะทำงานในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ถ้าติดตามความเคลื่อนไหว นับตั้งแต่ คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 11-12 กันยายน พ.ศ.2566 ส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการศึกษาเขียนว่า “จัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ ความสนใจของผู้เรียน”
เวลาผ่านมา 10 เดือน ถึงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21
เกือบหนึ่งปีกับการทำคลอดคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ช้าหรือเร็ว สุดแท้แต่ละท่านจะคิดพิจารณาต้นทุนเวลากันอย่างไร คนรุ่นใหม่ใจร้อน เลยคิดถึงคำกลอนของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครูนักการศึกษาผู้ยิ่งใหญ่
กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น
การศึกษาปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม
ครับ ก็หวังว่าผลผลิตหลักสูตรใหม่ที่จะออกมาในอนาคตจะเป็นดอกไม้แสนงาม ดังที่ครูปิ่น ท่านรจนาไว้
หลักสูตรการศึกษาเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าในช่วงวัยไหน และช่วงชั้นใด ผู้เรียนควรเรียนอะไร ใช้เวลายาวนานแค่ไหน มีผลสัมฤทธิ์อย่างไร เป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจน
ทั้งๆ ที่นักการศึกษาต่างยอมรับว่าปฏิรูปหลักสูตรเป็นขาหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ แต่ความพยายามปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2551 ครั้งแล้วครั้งเล่า ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด
ไม่นานมานี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อีกหมวกหนึ่งของท่านเป็นหนึ่งในกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ชุดปัจจุบัน บรรยายพิเศษหัวข้อ Unlocked Thailand ในงานสัมมนาประจำปีหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ PRACHACHAT BUSINESS FORUM
“คำถามคือ อะไรที่ล็อกประเทศไทย ขอยก 3 เรื่องกฎระเบียบโบราณ การศึกษาท่องจำ การทดลองโดยไม่เรียนรู้”
“การศึกษาที่เน้นท่องจำ จำและท่อง เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราไม่สามารถเผชิญโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะเราเรียนรู้กับวิชาที่นิ่งอยู่จากการท่องจำ”
“เราปรับปรุงหลักสูตรครั้งสุดท้ายปี 2551 แต่สิงคโปร์ปรับหลักสูตรอยู่บ่อยๆ ปรับหลักสูตรทุก 6 ปี แม้กระทั่งที่เคยเป็นเบอร์ 1 อย่างฟินแลนด์ปรับหลักสูตรทุก 10 ปี แต่เราไม่ได้ปรับหลักสูตรตั้งแต่ปี 2551 ตั้งแต่ไอโฟนรุ่นแรก จนปัจจุบันไอโฟน 15”
ระบบการศึกษาไทยอยากให้คนคิดเหมือนกัน แล้วเราจะมีนวัตกรรมที่ไปอยู่กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากได้อย่างไร เราจึงเห็นว่าการศึกษาไทยแย่ลงตลอด ถ้าเป็นอย่างนี้น่าจะไปรอดยาก ที่น่าเสียดายคือจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ ฝ่าด่านการศึกษาที่เน้นท่องจำออกไปได้เลย
“หลักสูตรไทยเน้นความรู้ เน้นการท่องจำมากกว่าสมรรถนะว่าทำอะไรได้ ต่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปสู่หลักสูตรอีกแบบหนึ่ง คือ ฐานสมรรถนะ แต่หลักสูตรนี้พอนำมาใช้ในประเทศไทยก็ถูกล็อกไว้”
องค์ประกอบคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรชุดล่าสุด ดร.สมเกียรติ เสนอ นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการทั้งหมด
อีกจุดหนึ่งในโครงสร้างกรรมการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ชุดนี้ที่น่าสนใจ คือ ประธานคณะกรรมการ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และประธานอนุกรรมการด้านคุณภาพและเทคโนโลยีเพื่อการเรียน
ก่อนหน้านี้รองศาสตราจารย์ศิริเดช เป็นประธานคณะอนุกรรมการครูและอาจารย์ หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่ ศ.กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ครบวาระ 23 เมษายน 2562
กอปศ.โดยอนุกรรมการการจัดการเรียนการสอน ผศ.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ เป็นประธาน ปิดฉากทำรายงานเสนอรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 8 ข้อ หนึ่งในนั้นว่าด้วยหลักสูตรการศึกษา
เสนอให้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระบบในระดับการศึกษาพื้นฐาน เน้น 4 ด้านได้แก่ 1 หลักสูตร 2 การเรียนการสอน 3 การวัดและประเมินผล/เทียบโอน 4 การประกันคุณภาพการศึกษา
ประเด็นการปรับหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สามารถสร้างสมรรถนะสำคัญให้กับผู้เรียนได้ทั้งหมด โดยมีพื้นที่ในหลักสูตรที่จะตอบสนองการพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจ รวมทั้งการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมการแก้ปัญหาในชีวิต อาชีพและสังคมได้อย่างยั่งยืน
ที่ผมฟื้นความหลังเมื่อไม่นานนี้ขึ้นมาสานเสวนา เพราะเชื่อว่าการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรชุดใหม่ คงมีการอภิปรายกันอีกครั้งใหญ่ ว่าจะไปทางไหนกัน
ระหว่างหลักสูตรฐานสมรรถนะกับหลักสูตรอิงมาตรฐาน (2551) ซึ่งเคยเป็นประเด็นเห็นต่างกันมาแล้ว
จนทำให้หลักสูตรฐานสมรรถนะตามข้อเสนอของ กอปศ.ประสบอุปสรรค ก้าวไปไม่ถึงไหน ถูกล็อกไว้ อย่างที่ ดร.สมเกียรติว่า
บทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามย่างก้าวของกรรมการพัฒนาหลักสูตรชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง การกำหนดทิศทางหลักสูตร จะมุ่งเน้นไปตรงไหน
จะมีชะตากรรม เผชิญแรงต้านรอบด้านจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เช่นเดียวกับที่คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรในอดีตประสบหรือไม่
ที่มา ; มติชนออนไลน์
บทความกล่าวถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาของไทย โดยเฉพาะการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่ใช้มายาวนานกว่า 15 ปี ทั้งที่หลักทางวิชาการควรทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและบริบทสังคมยุคศตวรรษที่ 21 รวมถึงสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
กระทรวงศึกษาธิการได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียน มุ่งพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้เน้นสมรรถนะผู้เรียน เช่น การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ผ่านแนวทางการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
อย่างไรก็ตาม บทความสะท้อนปัญหาความล่าช้าในการปฏิรูปการศึกษาไทย ทั้งกฎหมายการศึกษาและหลักสูตรที่แก้ไขไม่สำเร็จ ทำให้เกิดการ “ปะผุ” มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ นักวิชาการบางส่วนชี้ว่าหลักสูตรไทยยังเน้นการท่องจำมากกว่าสมรรถนะ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่พร้อมต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และฟินแลนด์ที่ปรับหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และเสนอให้ไทยเปลี่ยนสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ แต่ยังมีข้อถกเถียงกับหลักสูตรเดิมและแรงต้านจากหลายฝ่าย บทสรุปยังต้องติดตามว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้จริงหรือไม่
เหตุผลสำคัญที่ต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือข้อใด
ก. ลดจำนวนครูในระบบ
ข. ให้สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21
ค. เพิ่มเวลาเรียนของนักเรียน
ง. ลดงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นการปรับหลักสูตรให้ทันโลกและการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ถูกวิจารณ์ในประเด็นใดมากที่สุด
ก. เน้นทักษะอาชีพมากเกินไป
ข. ขาดครูผู้สอน
ค. ใช้เวลานานโดยไม่ปรับปรุง
ง. ไม่มีการประเมินผล
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้มานานกว่า 15 ปีโดยไม่ปรับใหญ่ ทำให้ล้าสมัย
แนวทางการเรียนรู้ที่บทความเสนอเพื่อยกระดับผู้เรียนคือข้อใด
ก. การเรียนแบบท่องจำ
ข. การเรียนเชิงแข่งขัน
ค. การเรียนเชิงรุก (Active Learning)
ง. การเรียนออนไลน์เท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น Active Learning เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรใหม่คืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. พัฒนาสมรรถนะผู้เรียน
ค. ลดวิชาบังคับ
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: มุ่งพัฒนาความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
ปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาที่บทความวิจารณ์คือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. เน้นท่องจำมากเกินไป
ค. ครูไม่พอ
ง. นักเรียนไม่สนใจเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบยังเน้นการท่องจำ ทำให้ขาดทักษะคิดวิเคราะห์
หลักสูตรฐานสมรรถนะหมายถึงอะไร
ก. เน้นคะแนนสอบ
ข. เน้นการจำเนื้อหา
ค. เน้นสิ่งที่ผู้เรียน “ทำได้จริง”
ง. เน้นจำนวนชั่วโมงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติและแก้ปัญหา
การเปรียบเทียบกับประเทศใดถูกใช้เพื่อสะท้อนการปรับหลักสูตรบ่อย
ก. ญี่ปุ่น
ข. สิงคโปร์
ค. จีน
ง. เกาหลีเหนือ
เฉลย: ข
เหตุผล: สิงคโปร์ปรับหลักสูตรทุกประมาณ 6 ปี
บทบาทของคณะกรรมการที่แต่งตั้งใหม่คือข้อใด
ก. จัดทำงบประมาณ
ข. กำหนดนโยบายการเงิน
ค. ขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียน
ง. จัดสอบระดับชาติ
เฉลย: ค
เหตุผล: หน้าที่หลักคือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนระดับพื้นฐาน
เหตุใดการปฏิรูปการศึกษาจึงดำเนินการได้ล่าช้า
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ไม่มีนโยบาย
ค. มีแรงต้านและความเห็นต่าง
ง. ไม่มีครู
เฉลย: ค
เหตุผล: มีความขัดแย้งระหว่างแนวคิดและผู้มีส่วนได้เสีย
แนวคิดใดที่บทความเสนอว่าเป็นทิศทางการศึกษาสมัยใหม่
ก. หลักสูตรท่องจำ
ข. หลักสูตรฐานสมรรถนะ
ค. หลักสูตรลดวิชา
ง. หลักสูตรสอบแข่งขัน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นแนวทางที่เน้นทักษะและการประยุกต์ใช้จริง