สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M473_กสศ.เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566

ชี้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังรุนแรง จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด-19 พบทุนมนุษย์ในเด็ก เยาวชนวัยแรงงานตอนต้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง แนะไทยออกแบบ“ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” ยุติวงจรยากจนข้ามรุ่น  ประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง 

กสศ.เปิดรายงานความเหลื่อมล้ำปี 2566 “ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ” ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากโควิด-19 และเงินเฟ้อเป็นตัวเร่งสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้รุนแรงขึ้น รายได้ครัวเรือนแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เหลือ 34 บาทต่อวันน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนในระดับนานาชาติถึงวันละ 80 บาท ชี้ไทยกำลังเผชิญหน้าความท้าทายในการพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยจากการสำรวจล่าสุดพบว่าทุนมนุษย์ในเด็ก เยาวชนวัยแรงงานตอนต้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ตั้งแต่ในระดับปฐมวัยมีความพร้อมด้านคณิตและทักษะการฟังลดลง ขณะที่ผลศึกษาเยาวชนวัยแรงงานช่วงต้น (ม.3) สูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ มีการประเมินว่าเด็กจากครัวเรือนยากจนที่มี Skill Loss ลดลงมากถึง 30-50% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนะประเทศไทยออกแบบนโยบายและทรัพยากรใหม่ในการจัดการศึกษายุติวงจรยากจนข้ามรุ่น  กสศ.แนะไทยออกแบบ“ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” ใหม่ ยุติวงจรยากจนข้ามรุ่น    

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี   Equity Forum 2023 ทุนมนุษย์ยุติความเหลื่อมล้ำ  ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  เพื่อนำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2566 และผลงานวิจัย และข้อเสนอการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในประชากร 3 ช่วงวัยสำคัญของประเทศ 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  นำเสนอรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566  โดยชี้ว่า ปี 2566  หลังจากสถานการณ์โควิด-19  เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่  สถานการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง เป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะค่าครองชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากมีปัญหาความยากจนหรือด้อยโอกาสในมิติต่างๆ เป็นทุนเดิม  ถ้าหากเราไม่ช่วยเหลือ ดูแลเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนเปราะบางเหล่านี้  ประเทศไทยอาจมีการฟื้นตัวเป็นลักษณะ K-Shaped (K-Shape Recovery)  หมายถึงช่องว่างความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกับครัวเรือนที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจมากกว่าจะยิ่งถ่างกว้างออกไปมากขึ้น  

เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่าจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะถดถอยจากการเรียนรู้ได้มากกว่า และเด็กที่เข้าไม่ถึงโอกาสในการฟื้นฟูหรือหลุดจากระบบ จะกลายเป็นกลุ่มประชากรรุ่นที่สูญหายจากการเรียนรู้ ( Lost Generation)  หลักฐานเรื่องนี้ ยืนยันจากข้อค้นพบ ปัญหาทุนมนุษย์ช่วงวัยสำคัญ  โดยเฉพาะกลุ่มยากจนด้อยโอกาส ” 

ดร.ไกรยส กล่าวว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ในวันนี้จึงต้องเปลี่ยนไป ในบริบท และเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือ เด็กเยาวชนให้หลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า  นอกจากนี้อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เราจะเหลือเด็กเยาวชนให้ลงทุนได้น้อยลงทุก ๆ ปี ทุก ๆ วัน   

 “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13  จะทยอยครบกำหนดในอีก 5-7 ปี หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้” 

ผู้จัดการกสศ.ชี้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์คือกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน 40% เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายในปี 2579 ของไทย ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ   จากการประเมินขององค์การ UNESCO พบว่าหากประเทศไทยสามารถยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ถึง 3%” 

ดร.ไกรยส ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว  1.8  ล้านคน  โดย กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor)   จำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน   เด็กกลุ่มนี้ แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี 6 แต่ความยากจนในระดับรุนแรงยังเป็นอุปสรรคทำให้เด็กบางคนไม่สามารถมาเรียนได้ ความเป็นอยู่ของเด็กแร้นแค้น สภาพบ้านเข้าข่ายทรุดโทรม ไม่มีค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง  และไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ รายได้ของครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษที่มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 1,250 บาทต่อเดือน ในปี 2562 ปี 2566  ลดลงเหลือ 1,039 บาทต่อเดือน หรือวันละ 34 บาท หรือลดลงราวร้อยละ 5 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ความยากจนระดับนานาชาติ 2.15 ดอลลาร์ต่อวันหรือวันละประมาณ 80 บาท  

ผู้จัดการกสศ. ชี้ว่าจากการติดตามข้อมูลนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562  จนถึงปี 2566 มีข้อค้นพบ ดังนี้ 

1.ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็น้อยลงเรื่อยๆ  ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ  (21,921 คนหรือ 12.46%)  ต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศมากกว่า เท่า และ

2.ช่วงชั้นรอยต่อเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอมและต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน ค่าเดินทางมาสมัครเรียน หรือการเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ

เด็กกลุ่มนี้ต้องผ่านด่านที่เป็นอุปสรรคจำนวนมากจนต้องยอมแพ้ไม่เรียนต่อในที่สุด   เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้ามหาวิทยาลัยคิดเป็น 12 เท่าของรายได้นักเรียนยากจนพิเศษ หรือราว 13,200 บาท-29,000 บาท  กสศ. ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักเรียนยากจนพิเศษที่เข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS พบว่า “ทุนการศึกษาคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจเรียนต่อ”   ขณะที่ค่าใช้จ่าย TCAS ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเรียนยากจนพิเศษ  การสมัคร TCAS แต่ละรอบ/สาขา หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น 

ด้าน รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) รายงานความพร้อมของเด็กปฐมวัยในการเข้าสู่ประถมศึกษา หรือ School Readiness Survey  (SRS) ชี้ว่า ความพร้อมด้านการอ่านและคณิตบางมิติของเด็กปฐมวัย ยังน่าเป็นห่วงควรเร่งช่วยเด็กที่มีปัญหาก่อนสายเกินแก้ เพราะความพร้อมนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะเรียนในระดับประถมได้ดีแค่ไหน โดยการสำรวจสถานะความพร้อมเด็กปฐมวัยที่เรียนอยูในระดับอนุบาล 3 จำนวน 43,213 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ระหว่างปีการศึกษา 2562-2565 ถึงแม้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในระดับหมวดย่อยของทักษะด้านคณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่น่ากังวลมาก เช่น ความพร้อมด้านการต่อรูปในใจ มีจังหวัดจำนวนมากที่มีระดับความพร้อมด้านการต่อรูปในใจต่ำมากร้อยละ 15 ส่วนด้านภาษาพบว่า ความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังอยู่ในระดับที่น่ากังวล มีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศถึงร้อยละ 25 ที่มีความเข้าใจในการฟังต่ำมาก 

เราควรโฟกัสเด็กที่ไม่พร้อม (low-readiness children) โดยเฉพาะ เด็กที่ขัดสน มีโอกาสขาดความพร้อมสูงกว่า ควรให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น (high marginal returns)” 

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอ รายงานความพร้อมทุนมนุษย์ในเยาวชนแรงงานช่วงต้น  (Career Readiness Survey)  ระบุว่าเครื่องมือนี้สำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนกว่า 5,200 คน ใน 26 จังหวัด ทั้งหมด 246 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสจำนวน 156 โรงเรียน และโรงเรียนประเภทอื่น ๆ จำนวน 91 โรงเรียน พบว่าทั้งหมดเกิดการสูญเสียความพร้อมด้านอาชีพ (Career Readiness Loss)จากการประเมิน Soft Skill ทั้ง 7 ด้านได้แก่ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะความคิดสร้างสรรค์  ทักษะทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก  ทักษะการแก้ปัญหาทักษะความร่วมมือกัน ทักษะความฉลาดทางอารมณ์  ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล  ผลที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งหมด ลดลงถึง 30-50% โดยกลุ่มที่มีคะแนนทดสอบต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนจากครัวเรือนยากจน  ถ้าเป็นเด็กในโรงเรียนมัธยมทั่วไปจะลดลง 5-15%  ดังนั้นถ้าเด็กยากจนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาจะมีชีวิตที่ลำบากมาก  “นี่เป็นสภาพของเด็กที่จะเจอปัญหาหนักที่สุด แต่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาต่ำที่สุด” 

ดร.เกียรติอนันต์ ยังระบุว่า  ถ้านำข้อมูลเรื่องความสำเร็จในตลาดแรงงานมาวิเคราะห์จะพบว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีแรงผลักดันเพียงพอทำให้ทุนมนุษย์ของประเทศไทยขยับได้จริงๆ เราต้องส่งทุกคนให้จบ ปวส. หรือมีทักษะเทียบเท่าคนจบ ปวส. ถ้าต่ำกว่านี้ เด็กจะไม่หลุดจากกลุ่มก้อนทักษะทุนมนุษย์ระดับล่าง  ซึ่งอาจจะเป็นการยกระดับทักษะให้เทียบเท่า 

สำหรับรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพร้อมข้อเสนอนโยบายฉบับเต็ม สามารถ ดาวน์โหลดได้ที่วันนี้  https://www.eef.or.th/publication-28816/ 

มติชนออนไลน์ วันที่ 25 ตุลาคม 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมมนา Equity Forum 2023 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอรายงานความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 ซึ่ง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกสศ. ระบุว่าเศรษฐกิจไทยหลังโควิดยังไม่ฟื้นตัว เงินเฟ้อสูง และรายได้ครัวเรือนลดลงเหลือเพียงวันละ 34 บาท ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเพิ่มรุนแรง เด็กจากครัวเรือนยากจนมีการสูญเสียทักษะ 30–50% เสี่ยงหลุดจากระบบ เกิด “Lost Generation” 

กสศ.เสนอให้ประเทศไทย “ลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย” เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น และออกจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัย SRS และ Career Readiness ที่พบว่าเด็กยากจนมีความพร้อมด้านคณิต ฟัง–อ่าน และทักษะอาชีพต่ำมาก ขณะเดียวกันจำนวนเด็กยากจนพิเศษเพิ่มเป็น 1.8 ล้านคน และมีเพียง 1 ใน 10 ที่เรียนต่ออุดมศึกษาได้สำเร็จเพราะค่าใช้จ่ายสูง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบาย การสนับสนุนทุน และการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องบริบทใหม่ 

ข้อสอบ 

1. หากประเทศไทยยังไม่เร่งลงทุนในทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ผลกระทบเชิงระบบที่จะเกิดขึ้นก่อนที่สุดคือข้อใด? 

ก. การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพระยะยาว
ข. ความต้องการแรงงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นทันที
ค. รายได้เฉลี่ยครูลดลงจากภาระงบประมาณ
ง. สถานศึกษาต้องเพิ่มชั่วโมงสอนเพื่อทดแทนทักษะที่ขาด

2. หากคุณเป็นผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสที่มีสัดส่วนเด็กยากจนสูง แนวทางใดตอบสนองต่อผลวิจัย Career Readiness ได้ตรงที่สุด?

ก. จัดสอบกลางภายในโรงเรียนทุกเดือน
ข. จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะ Soft Skills แบบเข้มข้น
ค. ลดจำนวนโครงงานเพื่อลดภาระเด็กยากจน
ง. มุ่งเพิ่มคะแนนสอบปลายภาคเป็นหลัก

3. ข้อมูลใดต่อไปนี้สะท้อน “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าความเหลื่อมล้ำจะลุกลามจนเกิด Lost Generation หากภาครัฐไม่ดำเนินการ?

ก. ค่าใช้จ่าย TCAS สูงเมื่อเทียบกับรายได้ครัวเรือนยากจน
ข. ครัวเรือนบางส่วนยังเลือกอาชีพค้าขายแบบดั้งเดิม
ค. เด็กบางกลุ่มนิยมเรียนออนไลน์มากขึ้น
ง. จำนวนเด็กต่างชาติในโรงเรียนไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

4. หากต้องออกแบบแผนพัฒนาเขตพื้นที่การศึกษาตามรายงาน SRS แนวทางใดสอดคล้องที่สุด?

ก. ลงทุนเพิ่มอุปกรณ์ STEM ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ข. จัดระบบติดตามเด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมต่ำเป็นรายบุคคล
ค. ส่งเสริมการแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ
ง. ประเมินครูด้วยผลสัมฤทธิ์คณิตศาสตร์ของเด็ก ป.6

5. การที่รายได้ครัวเรือนยากจนลดลงเหลือวันละ 34 บาท ส่งผลต่อระบบการศึกษามากที่สุดในข้อใด?

ก. โรงเรียนต้องขยายเวลาเรียนเพื่อชดเชยทักษะ
ข. เด็กยากจนเข้าไม่ถึงค่าเดินทาง–ค่าอาหารจนขาดเรียน
ค. ครูต้องประเมินผลถี่ขึ้นเพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้
ง. โรงเรียนเอกชนจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น