
วันที่ 24 ก.พ.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็ๆนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โดยกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนต้องทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้บังคับบัญชาชั้นต้นเป็นประจำทุกปี คือ ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ และข้อตกลงการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา ซึ่งจะมีรอบการประเมินปีงบประมาณละ 1 ครั้ง โดยผลการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 สามารถนำมาใช้เป็นคุณสมบัติในการขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ใช้เป็นผลการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ และใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมิน เพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งวิทยฐานะ 4 ปีติดต่อกัน ส่วนการประเมินกำหนดให้มีการประเมิน 2 ด้าน ได้แก่ ทักษะการวางแผนกลยุทธ์ หรือนวัตกรรมการบริหาร และ 2.ผลลัพธ์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษจะมีการประเมินด้านผลงานทางวิชาการด้วย ซึ่งจะมีเกณฑ์ตัดสินในแต่ละด้านต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 สำหรับการขอมีวิทยฐานะชำนาญการ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ร้อยละ 75 และร้อยละ 80 สำหรับการขอเลื่อนเป็น วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ตามลำดับ ทั้งนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป
“การเห็นชอบร่างเกณฑ์นี้เป็นการทำงานต่อเนื่องจากหลักเกณฑ์วิทยฐานะของข้าราชการครู จากนั้นก็จะมีเกณฑ์วิทยฐานะของศึกษานิเทศก์และผู้บริหารเขตพื้นที่ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นแนวทางการพัฒนาเส้นทางการเจริญเติบโตในสายงานการศึกษา และเราได้สร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้แก่ข้าราชการครูอย่างชัดเจน แม้หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่อาจไม่เหมือนเดิมมีความยากในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะมากขึ้น แต่ทั้งหมดที่ทำเพราะต้องการให้ครูและผู้บริหารได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าในการพัฒนา เนื่องจากการศึกษาเป็นวิชาชีพหนึ่งทีต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ส่วนประเด็นที่ครูหรือผู้บริหารเข้าใจว่าผลคะแนนทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ตจะมาประกอบเป็นผลงานวิชาการของตัวเองเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะนั้น ผมได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมแล้วว่าผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจะเป็นองค์ประกอบเดียวในการพิจารณาความสามารถของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น” นายณัฏฐพล กล่าว
รมว.ศธ.เผย บอร์ดก.ค.ศ.ไฟเขียวหลักเกณฑ์วิทยฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ย้ำ การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะยึดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นองค์ประกอบเดียวในการพิจารณาความสามารถของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น
ที่มา ; เดลินิวส์ พุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564
ข่าวเดียวกัน
ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2564
ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2564 ในในวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ได้เห็นชอบการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่งและทุกวิทยฐานะ สำหรับตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ ให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงกับการจัดการศึกษาในปัจจุบัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งกำหนดลักษณะงานที่ปฏิบัติ 5 ด้าน คือ
1. ด้านการบริหารวิชาการและความเป็นผู้นำทางวิชาการ
2. ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา
3. ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม
4. ด้านการบริหารงานชุมชนและเครือข่าย และ
5. ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
รวมถึงการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งซึ่ง ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอนไปแล้ว และเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงโมเดลการศึกษายกกำลังสอง ของกระทรวงศึกษาธิการ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” จึงเป็นที่มาของการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้มีการศึกษา การระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ มีผลการวิจัยเป็นฐานในการดำเนินการ รวมถึงได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ใหม่นี้ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์กับผู้เรียน สถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามระดับวิทยฐานะ มีภาวะผู้นำในการบริหารวิชาการ และบริหารการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนคุณภาพครู คุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ผู้บริหารสามารถเข้าถึงครูและห้องเรียนมากยิ่งขึ้นจะทำให้ได้รับทราบปัญหา และสามารถนำมากำหนดแผนพัฒนาสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และยังทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้ทราบจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของครูและบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้มีแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะครู เพื่อให้ครูสามารถนำผลการพัฒนามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน สำหรับการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ใหม่นี้เป็นการลดกระบวนการและขั้นตอน โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ลดภาระในการจัดทำเอกสารและงบประมาณเกี่ยวกับการประเมิน เกิดการเชื่อมโยงบูรณาการในระบบการประเมินวิทยฐานะ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การเลื่อนเงินเดือน และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะโดยใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน ทำให้ลดความซ้ำซ้อน และมี Big data ในการบริหารงานบุคคลสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน ต้องทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้บังคับบัญชาชั้นต้น
เป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ
ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา ฯลฯ
โดยมีรอบการประเมินปีงบประมาณละ 1 ครั้ง โดยผลการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ได้แก่ ใช้เป็นคุณสมบัติในการขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ใช้เป็นผลการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ (มาตรา 55) และใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินเพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
สำหรับการยื่นคำขอ ให้ยื่นได้ตลอดปี ภาคเรียนละ 1 ครั้ง โดยหากยื่นไว้แล้ว ต้องได้รับแจ้งมติไม่อนุมัติก่อน จึงจะยื่นในวิทยฐานะเดิมได้
2. คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ
1) ต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ 4 ปีติดต่อกัน หรือมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ. กำหนด กรณีลดระยะเวลาจะต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ 3 ปีติดต่อกัน
2) มีการพัฒนางานตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 3 รอบการประเมิน ผ่านเกณฑ์
3) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย/จรรยาบรรณที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง
4) สำหรับผู้ขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ/เชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการตามที่ก.ค.ศ. กำหนดด้วย
3. การประเมิน กำหนดให้มีการประเมิน 2 ด้าน
ด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนกลยุทธ์ การใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรมทางการบริหาร
ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษา
สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษจะมีการประเมิน ด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ
4. การยื่นคำขอ ให้ยื่นคำขอและหลักฐานประกอบการประเมินผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA)
5. เกณฑ์การตัดสิน ในแต่ละด้านต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 สำหรับการขอมีวิทยฐานะชำนาญการ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ร้อยละ 75 และร้อยละ 80 สำหรับการขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ตามลำดับ
โดยหลักเกณฑ์และวิธีการฯนี้ กำหนดให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564
2. เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. การให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ....
ตามที่ ก.ค.ศ. ได้ออกกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. 2553 รวมถึงกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555
ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้แจ้งให้ส่วนราชการทราบและถือปฏิบัติ ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 ก.ค.ศ. จึงได้มีการทบทวนกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพบว่ามีสาระสำคัญและมีรายละเอียดที่ต้องปรับแก้หลายประเด็น เช่นการให้ได้รับเงินเดือนกรณีเปลี่ยนตำแหน่ง ย้าย หรือโอน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การให้ได้รับเงินเดือนในการแต่งตั้งครูผู้ช่วย ให้ดำรงตำแหน่งครู การให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ การให้ได้รับเงินเดือนกรณีย้าย หรือโอน มาเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการปรับแก้กฎ ก.ค.ศ. ดังกล่าว จะทำให้การให้ได้รับเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความสอดคล้องกัน และเป็นไปตามนโยบายการศึกษายกกำลังสองของกระทรวงศึกษาธิการ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะได้นำร่างดังกล่าวนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ที่มา ; สำนักงาน ก.ค.ศ.
คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครู และสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารต้องจัดทำ “ข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement)” กับผู้บังคับบัญชาทุกปี แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งานตามมาตรฐานตำแหน่ง และประเด็นท้าทายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา มีการประเมินปีละ 1 ครั้ง โดยต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงนำไปใช้เลื่อนวิทยฐานะ คงวิทยฐานะ และพิจารณาเลื่อนเงินเดือนได้
คุณสมบัติผู้ยื่นคำขอต้องดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง 4 ปี (หรือ 3 ปีในกรณีพิเศษ) ผ่านการประเมินย้อนหลัง และไม่มีประวัติวินัยร้ายแรง การประเมินมี 2 ด้านหลัก คือ (1) ทักษะการบริหารเชิงกลยุทธ์/นวัตกรรม และ (2) ผลลัพธ์การพัฒนาผู้เรียน ครู และสถานศึกษา ส่วนระดับเชี่ยวชาญขึ้นไปต้องมีผลงานทางวิชาการ
ระบบใหม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (DPA) ลดภาระเอกสาร เชื่อมโยงข้อมูลเป็น Big Data และลดความซ้ำซ้อนในการประเมิน โดยใช้ตัวชี้วัดเดียวกันในหลายมิติ ทั้งนี้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (เช่น O-NET) เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด นโยบายนี้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 เพื่อยกระดับวิชาชีพและสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
ข้อ 1 หลักเกณฑ์ใหม่กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนินการใดเป็นประจำทุกปี
ก. จัดทำรายงานวิจัย
ข. ทำข้อตกลงพัฒนางานกับผู้บังคับบัญชา
ค. สอบประเมินความรู้
ง. จัดทำแผนงบประมาณ
ข้อ 2 ข้อตกลงพัฒนางานแบ่งเป็นกี่ส่วน
ก. 1 ส่วน
ข. 2 ส่วน
ค. 3 ส่วน
ง. 4 ส่วน
ข้อ 3 รอบการประเมินกำหนดอย่างไร
ก. 2 ครั้ง/ปี
ข. 3 ปี/ครั้ง
ค. 1 ครั้ง/ปีงบประมาณ
ง. 5 ปี/ครั้ง
ข้อ 4 คะแนนขั้นต่ำที่ใช้เป็นคุณสมบัติยื่นวิทยฐานะคือข้อใด
ก. 60%
ข. 65%
ค. 70%
ง. 75%
ข้อ 5 การประเมินหลักมีทั้งหมดกี่ด้าน
ก. 1 ด้าน
ข. 2 ด้าน
ค. 3 ด้าน
ง. 4 ด้าน
ข้อ 6 ข้อใด “ไม่ใช่” องค์ประกอบหลักของการประเมิน
ก. กลยุทธ์การบริหาร
ข. ผลลัพธ์ผู้เรียน
ค. คะแนน O-NET เพียงอย่างเดียว
ง. นวัตกรรม
ข้อ 7 ระบบ DPA มีจุดเด่นสำคัญคืออะไร
ก. เพิ่มเอกสาร
ข. ลดภาระงานและเชื่อมโยงข้อมูล
ค. ใช้เฉพาะโรงเรียนใหญ่
ง. ใช้เฉพาะครู
ข้อ 8 คุณสมบัติสำคัญของผู้ยื่นขอวิทยฐานะคือข้อใด
ก. อายุเกิน 50 ปี
ข. ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง 4 ปี
ค. มีผลงานวิจัย 10 เรื่อง
ง. ผ่าน O-NET
ข้อ 9 วิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญต้องเพิ่มการประเมินด้านใด
ก. ด้านการเงิน
ข. ด้านบุคลิกภาพ
ค. ด้านผลงานวิชาการ
ง. ด้านวินัย
ข้อ 10 เป้าหมายสำคัญของหลักเกณฑ์ใหม่นี้คือข้อใด
ก. ลดเงินเดือน
ข. เพิ่มภาระงาน
ค. ยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาวิชาชีพ
ง. ลดจำนวนครู
เฉลย: ค
คลิกเฉลย >>>