
การเข้าสู่วัยเกษียณซึ่งนอกจากเป็นการเปิดประตูก้าวสู่วัยผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว ชีวิตหลังวัยเกษียณเราจะต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย
การเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อรับมือกับอนาคตที่จะต้องมาถึงตั้งแต่ในวัยทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีความสุข โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณมาไว้ดังนี้
1. เตรียมกาย
เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว สิ่งที่ต้องพบเจอเป็นอันดับแรกคือการเสื่อมโทรมของร่างกายที่เป็นไปตามวัย ดังนั้นการเตรียมร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มากขึ้น ด้วยการวางแผนดูแลสุขภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารหวานและไขมันสูง
รวมทั้งควรตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี เพื่อให้รู้ว่า มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย หรือมีโรคประจำตัวหรือไม่ จะได้หาวิธีป้องกันและปรับพฤติกรรม เพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วย นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะทำให้มีโอกาสตรวจพบโรคในช่วงเริ่มต้น ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปล่อยไว้จนร่างกายทรุดหนัก
สำหรับวัยเกษียณ “ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ” ตั้งแต่ค่าดูแลสุขภาพไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล จะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด และจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น แต่คนไทยก็ยังถือว่าโชคดี ที่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล หรือ “สวัสดิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่ภาครัฐจัดไว้ให้ประชาชน โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
2. เตรียมใจ
ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน การดูแลจิตใจเป็นเรื่องสำคัญเสมอ เพราะ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” และเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณที่พลังกายเริ่มถดถอย ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับพลังใจมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะถ้าปล่อยให้ใจป่วย กายก็จะป่วยตามไปด้วย
3. เตรียมที่อยู่อาศัย
ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ที่สำคัญคืออย่าลืมศึกษาสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากภาครัฐ หรือสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เพราะมีสิทธิประโยชน์มากมายที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม จึงต้องทำความเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขให้ดี เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่ควรได้รับจากรัฐบาล จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
เพิ่มมิติแผนเกษียณด้วย Design Thinking
บทความโดย “ศุทธวีร์ มงคลสินธุ์” นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมและวางแผนการเงินไทย
วันที่ 22 สิงหาคม 2566 สำหรับแนวคิดแบบ Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบนั้น เป็นแนวความคิดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหาในลักษณะที่เป็น Human-Centered Design หรือเป็นปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งได้มีการนำมาใช้ในมากมายในการวางแผนพัฒนาธุรกิจ ออกแบบผลิตภัณฑ์
รวมถึงการวางแผนในชีวิตส่วนบุคคล หากได้ลองนำวิธีคิด (Mindset) ของ Design Thinking มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนการเกษียณก็อาจช่วยให้ตอบโจทย์ความต้องการของบุคคลได้ดียิ่งขึ้น เพราะ Design Thinking เป็นแนวคิดสร้างสรรค์ “อนาคต”
ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนสำหรับชีวิตของเราทุกคน ซึ่งบางครั้งการเก็บเงินเพื่อการเกษียณเพื่อรอไปใช้ชีวิตหลังจากสิ้นสุดการทำงานอาจทำให้เราไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายเหล่านั้นเป็นชีวิตที่เราต้องการจริงหรือไม่
ดังนั้นหากได้ลิ้มลองประสบการณ์ที่ตัวเองต้องการ ด้วยวิธีคิดต่าง ๆ จากหลักการ Design Thinking มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณได้ก็เป็นสิ่งที่จะตอบสนองประสบการณ์ในวัยเกษียณได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญของ Design Thinking คือ วิธีการที่เรียกว่า IterativeProcess นั่นคือ กระบวนการทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ตามกระบวนการขั้นตอนดังต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายละเอียด แง่มุมในแผนเกษียณของแต่ละท่านได้มากขึ้น ทำได้ด้วยประยุกต์หลักการดัง 3 อย่างดังนี้
การเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกำหนดปัญหา
1.การเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกำหนดปัญหา (Empathize & Define Problem) สำหรับขั้นตอนนี้เป็นการทำความเข้าใจปัญหา ทำความเข้าใจความต้องการตนเองว่า เกษียณแล้วต้องการใช้ชีวิตแบบไหน มีไลฟ์สไตล์อย่างไร
โดยอาจเริ่มพิจารณาจาก (1) ด้านรายได้ ส่วนใหญ่เมื่อเข้าถึงวัยเกษียณจะมีรายได้ลดน้อยลง อาจต้องเริ่มพิจารณาว่า ผลกระทบจากการมีรายได้ที่น้อยลงอาจทำให้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงิน (2) ด้านรายจ่าย พิจารณาไล่เรียงไปตามปัจจัยสี่ อาจต้องมีรายจ่ายบางอย่างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น ด้านการปรับปรุงบ้านที่ต้องเหมาะสมกับวัยที่ต้องมีความปลอดภัยมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่เสริมอำนวยความสะดวกในการใช้ห้องน้ำ ห้องนอน เป็นต้น
การระบุปัญหาให้ได้ว่า รายได้จะลดลงเป็นเท่าใด ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการนั้นใช้เงินเท่าใด ตั้งโจทย์ขั้นมาให้ชัดเจน แล้วต้องสรุปว่าจะกำหนดแนวทางอย่างไร เช่น สรุปว่าต้องหารายได้เพิ่ม โดยมีเงื่อนไขการใช้เวลาและพลังงานในแต่ละวันให้เหมาะสมกับร่างกายและจิตใจ หรือการระบุให้ได้ว่ารายจ่ายรายการใดที่จะต้องลดลงเพื่อทำให้มีฐานะทางการเงินมั่นคงได้ในระยะยาว เป็นต้น
การสร้างสรรค์ไอเดีย
2.การสร้างสรรค์ไอเดีย (Ideate) เป็นการคิด โดยอาจตั้งคำถามว่าเมื่อเกษียณแล้วสามารถทำอย่างไรได้บ้างที่จะมีชีวิตอย่างเติมเต็ม ภายใต้เป้าหมายและข้อจำกัดในขั้นตอนก่อนหน้านี้ โดยอาจจะสร้างทางเลือกไว้อย่างน้อย 3 ทางเลือก เพื่อที่จะพิจารณาข้อดี ข้อเสียในแต่ละทางเลือก
ตัวอย่างการแก้ปัญหาการเกษียณจากต่างประเทศ ในกรณีที่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่เพียงพอ อาจทำได้ด้วยการจัดการทรัพย์สินเพื่อเพิ่มรายได้ในการเกษียณ โดยอาจจะขายบ้านหลังใหญ่เพื่อนำเงินไปซื้อบ้านหลังเล็กลง (Downsizing) เพื่อที่จะประหยัดค่าส่วนกลาง
หรือค่าบำรุงรักษา และบ้านที่อยู่อาศัยที่เล็กลงนี้ก็สามารถที่จะเลือกว่าจะเลือกซื้อ เลือกเช่า หรือเลือกไปอยู่ บ้านพักผู้สูงอายุ ที่เหมาะสมกับแต่ละท่าน โดยสร้างสามารถสร้างตาราง ลิสต์ประเด็นต่าง ๆ ขั้นมาหรือจะทำความเข้าใจความต้องการของตนเอง และเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนทางการเงิน และประโยชน์ที่จะได้รับจากทางเลือกนั้น ๆ
บางครั้งไอเดียใหม่ ๆ ไม่เกิดถ้าบังคับให้คิด ต้องคอยสังเกต หลักการคือต้องสร้างทางเลือกเยอะ ๆ (Divergent Thinking) ก่อนแล้วจากนั้นวิเคราะห์ทางเลือก (Convergent Thinking) เพื่อตัดสินใจเลือก
การทดลองสร้างแบบจำลองและทดสอบ
3.การทดลองสร้างแบบจำลองและทดสอบ (Prototype & Test) ขั้นตอนสร้างแบบจำลอง และทดสอบ หาเวลาทดลองใช้ชีวิตในรูปแบบการเกษียณที่ต้องการเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองให้ได้ตรงจุด โดยบางท่านอาจมีความประทับใจในการใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ตัวเองชื่นชอบ แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจมีประเด็นปัญหาอะไรต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่
เช่น ข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ความสะดวกสบายในการเดินทาง สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากหากพิจารณาว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ แต่ก็อาจจะทำให้ชีวิตไม่ได้รับความสะดวกสบาย ลงมือทดสอบชีวิตใช้ที่ต้องการใช้ ชีวิตในแบบที่เกษียณแล้ว
เช่น การไปใช้ชีวิตอยู่ใน Home Stay เพื่อที่จะสามารถเข้าใจความรู้สึก เข้าใจบทบาทการที่ไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เพื่อเรียนรู้ว่าเราสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างดีมีความสุขในรูปแบบใด สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือได้รู้ Feedback เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคำตอบสำหรับการเกษียณของตัวเอง
สิ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือในกระบวนการ Design Thinking ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คือกระบวนการทำซ้ำหลาย ๆ รอบ (Iterative Process) โดยแต่ละรอบสามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงให้ตอบสนองความต้องการได้ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเรากำลังสร้างทางที่เดินไปข้างหน้าในทุก ๆ วัน
ที่มา ;msn
เกี่ยวข้องกัน
เปิดข้อมูล คนไทยส่วนใหญ่เกษียณแล้วยังต้องทำงาน
ผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทยแทบไม่มีเงินออมและไม่ได้วางแผนเพื่อการเกษียณ ส่งผลให้แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นความเสี่ยงในภาคการคลังของประเทศไทย ที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในการดูแลผู้สูงอายุ
สำนักงานสถิติแห่งชาติสรุปข้อมูลตัวเลขประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยตัวเลขล่าสุดเป็นของปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13.64 ล้านคนคิดเป็น 19.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ซึ่งหมายถึงมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด และมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด
ผลจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น กระทบต่อโครงสร้างของประชากรโดยเฉพาะโครงสร้างของกำลังแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไปคนหนุ่มสาวในวัยทำงานน้อยลง ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง สังคมจึงมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้พบว่าแนวโน้มของผู้สูงอายุในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2537 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวน 4.01 ล้านคนหรือคิดเป็น 6.8% ของประชากรทั้งหมด แต่พอในปี 2564 ผู้สูงอายุในประเทศไทยกับเพิ่มขึ้นถึง 13.36 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด
ผู้สูงอายุแทบไม่มีเงินออม ไม่ได้วางแผนเกษียณ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่แทบไม่มีเงินออมนั่นหมายความว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในประเทศไทย ยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง อีกส่วนหนึ่งต้องอาศัยเงินจากบุตรหลานหรือคนในครอบครัว รวมทั้งสวัสดิการจากภาครัฐซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ในการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 ระบุว่า การออม หมายถึง กาสะสมเงินทอง พันธบัตร สกุลเงินดิจิทัล หุ้น หรือออมในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือประกันชีวิต ยกเว้นบ้าน ที่ดิน และยานพาหนะ โดยพบว่า 45.7% ของผู้สูงอายุในประเทศไทยไม่มีการออมเงิน ส่วน 54.3% ของผู้สูงอายุมีการออม แต่ก็พบว่า คนส่วนใหญ่มีเงินออมน้อย
มูลค่าการออมต่ำกว่า 50,000 บาท สัดส่วน 41.4% มูลค่าออมระหว่าง 50,000-99,999 บาท สัดส่วน 21.7%มูลค่าออมระหว่าง 100,000 - 399,999 บาท สัดส่วน 25.0%มูลค่าออมระหว่าง 400,000 บาทขึ้นไป สัดส่วน 11.9%

ผู้สูงอายุในไทยยังต้องทำงานเลี้ยงชีพต่อไป
เมื่อการออมน้อยทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากในประเทศไทยยังคงทำงานต่อไป ข้อมูลจากโครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาสที่ 3/2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงาน 5.11 ล้านคนหรือคิดเป็น 37.5% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมา 4 แสนคนจากปี 2565 ส่วนใหญ่ 57.6% ทำอาชีพเป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตรและประมง
โดยหาแยกประเภทอุตสาหกรรมและรายได้ที่ผู้สูงอายุเหล่านี้ทำงานอยู่พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร 59.3% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 5,796 บาท ภาคบริการและการค้า 30.5% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 12,555 บาท ส่วนภาคการผลิตคิดเป็นสัดส่วน 10.2% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 13,848 บาท
จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดและน้อยที่สุด
หากดูข้อมูลพื้นที่หรือจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดและน้อยที่สุดไม่รวมกรุงเทพมหานครพบว่า
5 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด (คน)
5 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุน้อยที่สุด (คน)
· 1. ระนอง 30,336
· 2. แม่ฮ่องสอน 35,260
· 3. สตูล 41,579
· 4. พังงา 43,029
· 5. ตราด 49,025
ปัญหาความไม่พร้อมทางการเงินของคนไทยกำลังเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมากของประเทศ คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 90% ของจีดีพี NPL สูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เร็ว ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ขณะที่คนสูงอายุเองก็ไม่ได้วางแผนการเงินเพื่อเตรียมเกษียณ หนักกว่านั้น หลายคนเกษียณแล้วก็ยังเป็นหนี้ เฉลี่ยคนละ 400,000 บาท เป็นคำถามตัวโตๆว่า ประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศมีความพร้อมในการดูแลตัวเองได้น้อยเช่นนี้
ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ
เกี่ยวข้องกัน
นับถอยหลังสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” เตรียมตัวอย่างไรให้มีสุข
ทุกวันนี้เราคงคุ้นหูกับคำว่า “สังคมสูงวัย” กันแล้ว เนื่องจากประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว พร้อมกันนั้น ยังได้เข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” มาตั้งแต่ปี 2565 ยิ่งไปกว่านั้น ในอีก 6 ปีข้างหน้าหรือปี 2573 ก็จะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด” ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 28% ของประชากรทั้งหมด นอกเหนือจากจำนวนผู้สูงวัยจะมากขึ้น ยังมีแนวโน้มที่จะอายุยืนอีกด้วย ผลที่ตามก็คือ ภาระค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว รวมถึงยังต้องการคนดูแลมากขึ้นอีกด้วย จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่คนวัยก่อนเกษียณต้องตระหนักว่า เราเตรียมความพร้อมรับมือกันแล้วหรือยัง และเพียงพอแค่ไหน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตจนถึงบั้นปลายได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ ดังนี้

ความมั่นคงทางการเงิน
จากการศึกษาของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ในปี 2564 พบว่า โดยเฉลี่ยผู้สูงอายุของไทย (อายุ 60-80 ปี) มีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่อคนอยู่ที่ปีละประมาณ 1.54 แสนบาท หรือตกเดือนละ 13,000 บาท หากลองคิดคร่าวๆ ว่า ตอนนี้เราอายุ 40 ปี จะเกษียณตอน 60 ปีและคาดว่าจะอายุยืนจนถึง 80 ปี หากเราต้องการมีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จะต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อย 4.6 ล้านบาท ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 2% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ขณะเกษียณ เราอาจจะได้รับเงินสวัสดิการจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินบำเหน็จบำนาญจากประกันสังคมหรือข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ สวัสดิการเหล่านี้อาจช่วยแบ่งเบาภาระในการเตรียมตัวของเราได้บ้างแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้น เพื่อให้เรามั่นใจว่า จะมีเงินเพียงพอหลังเกษียณ จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวช่วยอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยไม่ว่าจะเป็น
· การทำประกันชีวิต เช่น ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ หรือประกันชีวิตควบการลงทุน
· การลงทุนในกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (LTF SSF หรือ Thai ESG) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนอสังหาริมทรัพย์
· การลงทุนในทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ที่ดิน อาคาร หรือทองคำ เป็นต้น
ตัวช่วยเหล่านี้อาจให้ผลประโยชน์นอกเหนือจากผลตอบแทน เช่น การได้รับเงินก้อนจากการเสียชีวิตในกรณีที่ทำประกันชีวิต การนำค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพหรือการลงทุนในกองทุน SSF RMF และ Thai ESG ไปหักลดหย่อนภาษี

สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาว
แน่นอนว่า เมื่ออายุมากขึ้น การบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การพลัดตกหกล้มถือเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ ในปี 2565 ผู้สูงอายุนอนโรงพยาบาลจากการพลัดตกหกล้มถึง 50,000 คนหรือเฉลี่ยวันละ 140 คน รวมถึงการเจ็บป่วยกรณีผู้ป่วยในของผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย โดย 3 โรคแรกที่ทำให้ผู้สูงอายุพักรักษาตัวในโรงพยาบาลคือ ปอดบวม ต้อกระจกและความผิดปกติของเลนส์ตา และไตวาย[4] ไม่เพียงเท่านั้นยังมีโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ที่ทำให้เกิดภาวะการเจ็บป่วยติดเตียงหรือต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการรักษาพยาบาล ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ภาครัฐได้จัดเตรียมสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับคนไทยทุกเพศทุกวัยซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุแล้วก็ตาม แต่สิทธิเหล่านี้ก็อาจจะมีข้อจำกัดหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของเรา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมโดยการทำ “ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล” จะช่วยให้เราสามารถลดภาระค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยได้ พร้อมกันนั้น ยังได้รับความรวดเร็วและสะดวกสบายในการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนอีกด้วย ปัจจุบัน ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุนั้นมีหลายแบบที่มีจุดเด่นแตกต่างกันให้เราเลือกสรร
ซึ่งแบบประกันที่กล่าวมานี้สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากการพักรักษาตัวที่บ้านหรือเป็นผู้ป่วยติดเตียงและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งคุ้มครองการสูญเสียชีวิตโดยชดเชยให้กับคนในครอบครัว นอกจากนี้ ในปัจจุบันบางบริษัทประกันภัยยังออกแบบประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งให้ผลประโยชน์มากกว่าประกันอุบัติเหตุทั่วไป เช่น ผลประโยชน์กระดูกแตกหัก ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผลประโยชน์ค่าจ้างพยาบาลสำหรับการดูแลพักฟื้นที่บ้าน ค่ารถเข็นผู้ป่วย (Wheel Chair) เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ สามารถต่ออายุได้จนถึงอายุ 99 ปี เลยทีเดียว
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกก็คือ ควรรีบทำประกันสุขภาพในขณะที่สุขภาพยังแข็งแรง เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับประกันได้โดยไม่มีเงื่อนไข หรือข้อยกเว้นความคุ้มครองใด ๆ
อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตเมื่อสูงวัย และด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันและความพร้อมที่จะใช้ชีวิตเมื่อสูงวัยได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพตามที่คาดหวังไว้
ที่มา ; Bangkokbiznews
เกี่ยวข้องกัน
เกษียณควรมีเงินเก็บจริงๆเท่าไหร่กันแน่หลังคนส่วนใหญ่มองข้ามเงินเฟ้อ
หลายๆคนคงได้วางแผนเกษียณไว้กันเรียบร้อยแล้ว และก็มีอีกหลายๆคนที่กำลังวางแผน หรือเริ่มที่จะวางแผนอยู่ ดังนั้นวันนี้นิคกี้มีการทำแผนคร่าวๆมาให้ดูกันค่ะว่าจริงๆแล้ว แผนการเกษียณที่วางกันไว้นั้นเพียงพอจริงๆหรือไม่
โดยปกติแล้วเวลาเราจะวางแผนเกษียณกัน เรามักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า เราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณต่อเดือนกี่บาท? จะเกษียณที่อายุเท่าไหร่? และ คาดว่าจะมีอายุหลังเกษียณอีกกี่ปี? ซึ่งพวกนี้เป็นคำตอบที่ตอบกันได้อยู่แล้ว แต่สิ่งนึงที่หลายๆคนมักจะลืมไปก็คือ เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ นั่นเองค่ะ
อัตราเงินเฟ้อเป็นภัยคุกคามหลังของชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งถ้าให้อธิบายง่ายๆ อัตราเงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ของแพงขึ้น หรือ เงินจำนวนเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลงนั่นเองค่ะ และเงินเฟ้อเองก็ตกอยู่ในกฏเดียวกับอัตราดอกเบี้ยคือ มันมีการทบต้นทุกปีนั่นเองค่ะ
ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย
ดังนั้นถ้าเราอยากจะให้ชีวิตเหมือนเดิม อยากกินข้าวได้เท่าเดิม หรืออยากใช้ไลฟ์สไตล์เหมือนเดิม เราจะต้องเผื่อเงินไว้มากขึ้นนั่นเองค่ะ ซึ่งในที่นี้คือ ต้องมีเงิน 75 x 3 = 225 บาท นั่นเองค่ะ
วางแผนเกษียณให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้โดยคำนวณเงินเฟ้อเข้าไปด้วย
จากตัวอย่างข้างต้น เราจะเห็นแล้วว่าถ้าเราอยากทำทุกอย่างหลังเกษียณได้เหมือนกับที่วางแผนไว้ในตอนนี้ เราจะต้องเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆแหละ แต่จะมากหรือจะน้อยแค่ไหน อันนี้แล้วแต่อายุของแต่ละคนค่ะ โดยคนที่อายุน้อยๆก็จะโดน “กฏของดอกเบี้ยทบต้น” เล่นงานอย่างหนักหน่วง ส่วนคนที่ใกล้เกษียณแล้ว ก็จะโดนผลกระทบตรงนี้น้อยกว่าค่ะ
วิธีอ่านตาราง
เพื่อให้เห็นภาพ ยกตัวอย่างว่า นิคกี้อายุ 30 ปี อยากมีเงินใช้ต่อเดือนหลังเกษียณที่เดือนละ 30,000 บาท และคาดว่าจะมีอายุถึง 80 ปี และจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี
· เงินเดือน 30,000 บาท หลังเกษียณ ให้ดูที่ช่องสีชมพู
· นิคกี้อายุ 30 และคิดว่าจะเกษียณที่ 60 แสดงว่า นิคกี้มีเวลาก่อนเกษียณอยู่ที่ 60-30 = 30 ปี > ดังนั้นเราก็จะไปดูที่แถว 30 ปี และสีชมพูค่ะ
· ถ้าดูตามข้อ 1 และ 2 จะพบว่า มูลค่าเงิน 30,000 บาท ตอนนิคกี้เกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า จะเหลืออยู่แค่ 12,359 บาทเท่านั้น (ซื้อของได้เท่านี้เลยในปัจจุบัน เพราะอีก 30 ปีของแพงขึ้นหมด)
· เงินที่คาดว่าจะต้องมี ณ วันเกษียณ ช่องสีชมพู แบบปกติที่คนทั่วไปคิดกัน ก็จะเท่ากับ 30,000 บาทต่อเดือน x 12 เดือน x 20 ปี ก็จะออกมาเท่ากับ 7,200,000 บาท ค่ะ > อันนี้จะเท่ากันหมดทุกช่วงอายุ เพราะยังไม่ได้หักเงินเฟ้อ
แต่ที่ไม่เท่าคือ เงินที่ต้องเก็บต่อเดือน ค่ะ เพราะอย่างนิคกี้เองต้องมีเงิน 7.2 ล้าน แต่นิคกี้มีเวลาอีก 30 ปีก่อนเกษียณ ดังนั้นนิคกี้ต้องเก็บเงินเดือนละ 2 หมื่นบาท
ส่วนถ้าเป็นคนที่อีก 10 ปีจะเกษียณ จะต้องเก็บเงินเดือนละ 6 หมื่นบาท
แล้วถ้านิคกี้อยากใช้จ่ายได้เหมือนคนมีเงินเดือนละ 3 หมื่นบาท ตอนเกษียณล่ะ ควรมีเงินเท่าไหร่กันแน่ คำตอบให้ไปดูตรงช่อง “เงินที่ควรเก็บได้จริงๆ ณ วันเกษียณ” ค่ะ โดยช่องนี้จะมีการคำนวนเผื่อเงินเฟ้อที่ปีละ 3% ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในกรณีของนิคกี้เอง จะเป็น 17,476,289 บาท
ถ้าเราคิดเลขแบบคนทั่วไป เราจะมีเงินเก็บแค่ 7.2 ล้าน แต่จริงๆแล้วเราต้องใช้เงินถึง 17 ล้าน
เห็นแบบนี้แล้ว นิคกี้แนะนำว่า รีบวางแผนกันใหม่ รีบเก็บเงิน และรีบลงทุนค่ะ
· จะเห็นว่ายิ่งอายุน้อย เงินที่ต้องเก็บจริงๆ จะมากกว่าที่คิดเป็นเท่าตัว
· ยิ่งอายุน้อยๆ เงินที่คิดว่าตอนนี้พอใช้ แต่พอถึงเวลาเกษียณจริงๆ มูลค่าหายไปเกินครึ่ง
· ตารางนี้ใช้ตัวเลขเงินเฟ้อที่ 3% ต่อปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณอีก 20 ปี และหลังเกษียณไม่มีเงินเฟ้อ ดังนั้นถ้าใครคิดว่าจะอายุยืนมากๆ และเงินเฟ้อจะไปต่อเรื่อยๆ ตัวเลขจริงๆจะเยอะกว่านี้อีกค่ะ

ถ้าเพื่อนๆเห็นว่าเป็นประโยชน์ อย่าลืมกด like กด share และกด follow นิคกี้ไว้ด้วยนะคะ จะได้มีคนเกษียณสุขในประเทศไทยกันเยอะๆค่ะ
ปล. ใครวางแผนมีตังใช้หลังเกษียณเหมือนคนเงินเดือน 5 หมื่นบาท ถ้าอายุยังน้อยๆ ต้องเก็บเงินเกือบ 30 ล้านเลยทีเดียวค่ะ เป็นล้มแพร็บ
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
การใช้ชีวิตของคนวัยเกษียณในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ที่ผ่านมา ผมได้ไปทานอาหารค่ำกับคุณปรียานุช และท่านนายแพทย์พูนเกียรติ ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผู้เชี่ยวชาญ สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เราได้คุยกันในเรื่องสังคมในอนาคตหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีลูกยากของปัจจุบันและอนาคต เรื่องการใช้เทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ในอนาคต ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องของการใช้ชีวิตของสังคมผู้สูงวัยในอนาคต
ซึ่งท่านก็มีความเห็นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้สูงวัยที่ได้เพิ่มมากขึ้นในสังคมบ้านเรา อาจจะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จนเราอาจจะคิดไม่ถึงเลย เพราะโลกในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของคนทุกวัย รวมถึงคนวัยเกษียณหรือผู้สูงวัยด้วย
ผมก็เห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่ง การที่เราจะคาดการณ์ว่าอนาคต การใช้ชีวิตของคนวัยเกษียณในอีกยี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไปจนถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของคนวัยเกษียณในอนาคต คือการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ก้าวหน้าอาจช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของคนวัยเกษียณ เทคโนโลยีการรักษาโรคที่เจาะจง และการตรวจสอบสุขภาพผ่านอุปกรณ์สวมใส่ จะทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น บ้านอัจฉริยะ ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย การใช้โดรนในการมีส่วนร่วมกับการดูแลสุขภาพ หรือแม้แต่นำมาใช้ในทางการแพทย์ อีกทั้งการใช้รถยนต์ไร้คนขับ ที่สามารถพาคนวัยเกษียณไปยังที่ต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น ก็ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝันเหมือนในภาพยนตร์อีกต่อไปอย่างแน่นอนครับ
การพัฒนาเทคโนโลยีทางการสื่อสารจะช่วยให้คนวัยเกษียณ สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ง่ายขึ้น โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันต่างๆ จะช่วยให้พวกเขายังคงมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและผลกระทบต่อคนวัยเกษียณ ซึ่งสังคมในอีกยี่สิบปีข้างหน้า คาดว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต
คนวัยเกษียณในอนาคต อาจจะต้องมีการปรับตัวเพื่อเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หนึ่งในแนวโน้มที่สำคัญ คือการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การทำงานจากที่บ้าน หรือการทำงานอิสระจะเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น คนวัยเกษียณอาจเลือกที่จะทำงานพาร์ทไทม์หรือทำงานอิสระ เพื่อเสริมรายได้และรักษาความกระตือรือร้น ในการใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุขได้เช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมยังส่งผลให้คนวัยเกษียณ มีความต้องการที่หลากหลายและต้องการความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต การออกแบบเมืองและชุมชน จะต้องคำนึงถึงความต้องการเหล่านี้ เช่น การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับคนวัยเกษียณ การจัดกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนวัยเกษียณในชุมชนทั่วไป เพื่อเป็นไปในด้านการสันทนาการ ไม่ทำให้ชีวิตของผู้สูงวัย เกิดความจำเจน่าเบื่อหน่ายได้เป็นอย่างดีครับ
แนวโน้มทางเศรษฐกิจและการเงิน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในอีกยี่สิบปีข้างหน้า จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนวัยเกษียณอย่างมาก การบริหารจัดการเงินและการวางแผนการเงิน สำหรับวัยเกษียณจะเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งขึ้น คนวัยเกษียณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน
การลงทุนและการออมเงิน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณ คนวัยเกษียณในอนาคตอาจต้องพึ่งพาการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง การบริหารจัดการการลงทุนอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้มีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ แต่หากภาครัฐมีการปรับตัวของสวัสดิการสังคม สำหรับผู้สูงวัยให้สูงมากขึ้นกว่าปัจจุบัน หรือมีความทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็คงจะสามารถสร้างความอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกในด้านอื่นๆ เช่น การเคลื่อนย้ายของแรงงาน การเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงิน และสถานะทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็จะมีผลกระทบต่อการวางแผนการเงินและการลงทุนของคนวัยเกษียณ การเตรียมตัวและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นตัวผมเองอาจจะได้จากโลกนี้ไปแล้วก็ได้
อีกประการหนึ่ง คือการดูแลสุขภาพ ก็จะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการรักษาคุณภาพชีวิตของคนวัยเกษียณ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า อาจจะช่วยให้คนวัยเกษียณสามารถตรวจสอบและรักษาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์สวมใส่หรือพกพา ที่สามารถติดตามการทำงานของร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ ระดับน้ำตาลในเลือด และการเคลื่อนไหว ก็จะเข้ามาช่วยให้คนวัยเกษียณ สามารถรักษาสุขภาพได้ดีขึ้นอีกช่องทางหนึ่ง โดยใช้เพื่อตรวจสอบสุขภาพเบื้องต้นของตัวผู้สูงวัย ก่อนจะเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือใช้ในการปกป้องตนเองตามมาตรฐานทางการแพทย์ก่อนนั่นเอง
การดูแลสุขภาพในชุมชน ก็จะเป็นสิ่งที่สำคัญในอนาคต การให้บริการทางการแพทย์ที่เข้าถึงได้ง่าย และมีคุณภาพจะช่วยให้คนวัยเกษียณ สามารถรับการรักษาและดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น พื้นที่สีเขียวและสถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งในอนาคตจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนวัยเกษียณ สามารถรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้นอย่างมากเช่นกัน
จะเห็นว่าการเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณในอนาคตอีกยี่สิบปีข้างหน้า จะเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งขึ้น คนวัยเกษียณจะต้องมีการวางแผนทางการเงิน และการดูแลสุขภาพอย่างรอบคอบ การลงทุนในการศึกษาและการฝึกอบรม จะช่วยให้พวกเราชาวผมขาวทั้งหลาย ให้มีทักษะและความรู้ที่เพียงพอ ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่ง จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่คนวัยเกษียณ จะต้องรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจ
เกี่ยวข้องกัน
สรุป 5 ขั้นตอน วางแผนเกษียณวันนี้ แถมประหยัดภาษีง่าย ๆ ลงมือทำตามได้จริง
ชีวิตเปรียบเสมือนฤดูกาลที่หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ซึ่งในหลายครั้ง เราเองก็มัวแต่เพลิดเพลินกับช่วงเวลาในวัยเด็ก และความเร่งรีบในวัยหนุ่มสาว ที่ต้องทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ก็ทำให้หลายคน อาจเผลอลืมคิดถึงช่วงชีวิตบั้นปลาย นั่นก็คือ วัยเกษียณ ที่เราไม่สามารถใช้แรงกายหาเงินได้ มากเท่าแต่ก่อนอีกแล้ว
การเตรียมตัววางแผนการเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าหากอยากรู้เทคนิคการคำนวณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ และเครื่องมือการวางแผนเกษียณที่น่าสนใจ โดยจะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
การเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับวัยเกษียณ เป็นการวางแผนเพื่อให้เรามีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบที่เราต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งพา หรือเป็นภาระให้ลูกหลาน เราสามารถวางแผนเกษียณได้ง่าย ๆ โดยเริ่มต้นจาก
1. กำหนดอายุที่จะเกษียณ
การกำหนดอายุเกษียณ เป็นสิ่งที่บอกเราว่า ตอนนี้เหลือเวลาเก็บเงินเตรียมเกษียณอีกนานเท่าไร เพราะว่าหลังจากพ้นอายุเกษียณไป การจะหารายได้จากการทำงานมาเพิ่มก็ยากขึ้นแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ก็จะเกษียณจากการทำงาน ในอายุประมาณ 55 ถึง 60 ปี แต่ในปัจจุบันนี้ก็อาจจะมีเทรนด์เกษียณเร็ว โดยเกษียณอายุในช่วงวัยแค่ 40 ปีเท่านั้น แต่ก็ต้องแลกมากับการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ หรือเก็บต่อเดือนให้ได้มากที่สุด เพราะเวลาเก็บเงินค่อนข้างสั้นกว่าคนทั่วไป
2. ประมาณการช่วงระยะเวลาหลังเกษียณ
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เงินหมด แต่เรายังไม่ตาย จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การรู้ว่าเราจะต้องใช้เงินหลังเกษียณไปอีกกี่ปี จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก แน่นอนว่าไม่มีใครรู้วันตายของตัวเองได้ แต่เราสามารถประเมินจากอายุขัยเฉลี่ย ของญาติพี่น้องในครอบครัวได้ ดูประกอบกับความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา ว่ามีความเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อยแค่ไหน หรือไม่ก็ใช้อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยเลยก็ได้ โดยจากข้อมูลสถิติประชากร ผู้ชายจะมีอายุเฉลี่ยที่ 75 ปี และผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ยที่ 81 ปี
3. ประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
ตามหลักการแล้ว ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ เนื่องจากค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับการทำงานก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเข้าสังคม รวมถึงภาษี โดยสูตรในการคำนวณ จำนวนเงินที่ควรจะมีให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ก็คือ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ
คุณ A มีค่าใช้จ่ายช่วงก่อนเกษียณเท่ากับ 50,000 บาท และคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่ที่ 35,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นปีละ 420,000 บาท
และเมื่อนำไปคูณกับ 20 ปี ก็จะได้เท่ากับ 8,400,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่คุณ A ต้องเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เราก็ควรระวังไว้ว่า จำนวนเงินนี้ยังไม่ได้คำนวณรวมเงินเฟ้อ จึงทำให้เราอาจจะต้องมีเงินสำหรับการเกษียณจำนวนมากกว่าที่คำนวณได้เล็กน้อย
4. ประมาณการแหล่งรายได้หลังเกษียณ
แม้หลังเกษียณเราจะไม่ได้ทำงานแล้ว แต่รัฐก็ยังมีสวัสดิการให้กับผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณอยู่ เช่น เงินชราภาพ เงินบำเหน็จบำนาญประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานเอกชน หรือบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเราก็จะเอารายได้เหล่านั้น มาคิดรวมว่าหลังเกษียณเราจะมีรายได้จากแหล่งรายได้เหล่านี้ ทั้งหมดเท่าไร
จากนั้นเราก็นำมาเทียบกันกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่คำนวณไว้ก่อนหน้านี้ ว่าเพียงพอหรือไม่ เพราะถ้าไม่เพียงพอ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มทำขั้นตอนต่อไป
5. วางแผนการออมและการลงทุน
จากการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณในขั้นตอนก่อนหน้านี้ เราก็จะรู้ว่าเราต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไร เพื่อจะได้วางแผนการออม การลงทุนให้เหมาะสม โดยการวางแผนเกษียณก็มีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านหุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาฯ ทั้งด้วยตัวเอง และผ่านกองทุนรวม
แต่ถ้าหากเราอยากวางแผนเกษียณในวันหน้า แต่ก็อยากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวันนี้ด้วย ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
แต่รู้หรือไม่ว่า มีอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อการเกษียณโดยเฉพาะ นั่นคือ
อ่านถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่า เราสามารถวางแผนเกษียณได้ง่าย ๆ โดยเริ่มต้นจากการกำหนดอายุเกษียณ ประมาณการระยะเวลาและค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ตรวจสอบแหล่งรายได้ ไปจนถึงการวางแผนการออมและการลงทุน โดยการวางแผนการออมและการลงทุน ก็มีเครื่องมือหลากหลายมาก เราควรศึกษาข้อมูลและเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเราเอง ซึ่งถ้าหากถามว่า เราควรจะเริ่มต้นทำเรื่องเหล่านี้วันไหน คำตอบเดียวที่ได้ก็คือ “วันนี้” เพราะสุดท้ายการเริ่มต้นวางแผนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณได้มากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้บั้นปลายชีวิตเราเต็มไปด้วยความสุขและความมั่นคง โดยไม่ต้องเป็นภาระให้กับใคร
References
· https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/glossary/retirement-planning
· https://www.set.or.th/th/education-research/education/happymoney/knowledge/article/46-retirement-planning-with-annuity
· https://www.boi.go.th/index.php?page=demographic&language=th
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
เครื่องมือช่วยออมเงิน เพื่อวัยเกษียณ
วันนี้เราจะมาแนะนำตัวช่วยออมเงินเพื่อวัยเกษียณที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้และยังเป็นเครื่องมือที่อยู่ใกล้ตัวเราอีกด้วย
เชื่อว่าเกือบทุกคนก็อยากมีเงินใช้เพียงพอในช่วงวัยเกษียณ แต่อีกนานหลายปีกว่าจะเกษียณ จึงทำให้ไม่ได้รีบวางแผนเกษียณ รวมถึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นออมเงินเพื่อเกษียณยังไงดี
ตอนนี้มีใครวางแผนเกษียณให้ตัวเองแล้วบ้าง? ขอเสียงหน่อย!! แล้วมีใครรู้บ้างว่า จริงๆ แล้วตอนนี้หลายคนก็อาจจะเริ่มออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณไปแล้วโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานประจำ ข้าราชการ อาชีพอิสระ รวมถึงคนที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย
เครื่องมือทางการเงินที่นิยมใช้วางแผนเกษียณมีหลายตัว แต่ละตัวก็จะมีเงื่อนไขและจุดเด่นที่แตกต่างกัน มาทำความรู้จักกันเลย
@มนุษย์เงินเดือน
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้น ประกอบด้วยเงินที่ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบ ในอัตรา 2%- 15% ของเงินเดือน และจะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืนเมื่อสมาชิกสิ้นสุดลง
กรณีเกษียณอายุ สามารถเลือกได้ว่า จะถอนออกบางส่วน หรือรับเงินเป็นงวด หรือรับเงินทั้งก้อนได้ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด)
- กองทุนประกันสังคม (มาตรา 33)
เมื่อเกษียณอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน สามารถขอรับสิทธิเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญกรณีชราภาพ ตามเงื่อนไขและระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ดังนี้
1. กรณีชำระเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนตลอดชีวิต คิดเป็นอัตราร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
2. ถ้าชำระเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จ รับเป็นเงินก้อนครั้งเดียว
@ข้าราชการ
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ โดยข้าราชการจ่ายเงินสะสม 3% ของเงินเดือน + ออมเพิ่ม ตามความสมัครใจ และรัฐส่งเงินสมทบ 3% + เงินชดเชย 2%
เมื่อเกษียณอายุราชการ สามารถเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญ เมื่ออายุ 50 ปี ขึ้นไป และมีอายุราชการ 10 ปี ขึ้นไป
@ฟรีแลนซ์
- กองทุนประกันสังคม (มาตรา 40) สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ พนักงาน ลูกจ้างที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการอื่นๆ
สามารถเลือกจ่ายเงินสมทบประกันสังคมได้ 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะได้เงินชราภาพต่างกัน ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 70 บาท/เดือน - ไม่ได้รับสิทธิชราภาพ
ทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 100 บาท/เดือน - ได้รับเงินบำเหน็จ (เงินสมทบ 50 บาท คูณ จำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบ บวก เงินออมเพิ่ม)
ทางเลือกที่ 3 จ่ายเงินสมทบ 300 บาท/เดือน - ได้รับเงินบำเหน็จ (เงินสมทบ 150 บาท คูณ จำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบ บวก เงินออมเพิ่ม)
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
คือ กองทุนที่ส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ สำหรับคนไทยผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงนักเรียนนักศึกษา ออมขั้นต่ำ 50 บาทต่อครั้ง และรัฐสมทบเงินเพิ่ม 50-100% สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี
เมื่อครบอายุเกษียณ 60 ปี ก็จะจ่ายเงินบำนาญรายเดือน โดยเงินบำนาญต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินออมของสมาชิกและอัตราผลตอบแทนการลงทุนในวันที่คำนวณ เริ่มต้น 600 บาท/เดือน สูงสุดถึง 7,200 บาท/เดือน
@คนที่ลดหย่อนภาษี
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
คือ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องหรือปีเว้นปี ไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำต่อปี (ลงทุนสูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข., ประกันชีวิตชนิดบำนาญ, กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน)
สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อลงทุนอย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่อง และอายุครบ 55 ปี โดยจะได้รับเป็นเงินก้อนพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุน
- ประกันบำนาญ
คือ ประกันชีวิตที่เน้นการออมเงิน โดยผู้เอาประกันต้องชำระเงินค่าเบี้ยตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ อย่างต่อเนื่องจนถึงอายุเกษียณ
จะได้รับเงินคืนเป็นจำนวนที่แน่นอน ในรูปแบบของเงินบำนาญ จนถึงอายุ 85 หรือ 90 ปี (แล้วแต่แบบประกัน)
ที่มา ;blockdit