สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ทำไมคนที่รู้จักออมเงินถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ข้อดีมากมายของเงินออม ทำไมคนที่เขามีเงินเก็บ..เขาถึงมีชีวิตที่ดี

การออมเงิน อาจจะเป็นเรื่องที่หลายคน มองข้ามหรือไม่มีในความคิดเ พ ร า ะเงินที่หามาได้ก็แทบจะไม่พอใช้หรือใช้เงินเก่ง จนไม่มีเงินเหลือเก็บก็เลยไม่คิด เรื่องการออมเงินแต่หากศึกษา ข้อดีของการมีเงินออมอาจจะทำให้เปลี่ยนวิธีคิดและเริ่มเก็บเงิน เริ่มออมเงิน

การออมเงินเป็นสิ่งที่ย ากแต่หากสามารถทำได้ก็จะเป็นผลดีกับตัวเองเ พ ร า ะในย ามลำบาก ก็จะมีเฉพาะเงินออมเท่านั้น ที่จะช่วยเราได้ ตัวอย่ างข้อดีของการมีเงินออม มีเงินเก็บข้อดีของการ มีเงินออมนั้น มีมาก หากยังไม่เริ่มการออมเงินบางทีเหตุผลดีๆ สักข้ออาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณก็เป็นได้ เงินออมมีประโยชน์มากย ามเกิดวิ ก ฤ ติเ พ ร า ะชีวิตของคนเรามี ความไม่แน่นอน อาจจะมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงต้องมีเงินออมเผื่อไว้ใช้ย ามฉุ ก เ ฉิ น ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร 

1 : เงินออมทำให้มีความมั่นคงในชีวิต

ชีวิตคนเราต้อง ใช้เงินในการซื้ อ ข้าวของเครื่องใช้ ซื้ อปัจจัยที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตหากมีเงินออม ชีวิตก็จะมีความมั่นคงมากขึ้น 

2 : มีเงินออม ก็จะไม่เป็นภาระลูกหลาน

การมีเงินออม ก็จะไม่เป็นภาระลูกหลาน บางคนมีรายได้เดือนหลักหมื่นที่ลูกหลานต้องช่วยกันจ่ายเ พ ร า ะตัวเองก็เ จ็ บ ป่ ว ย มีหลายโ ร ค หากมีเงินออม ก็จะไม่ลำบากลูกหลานแต่เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องไม่ดี ก็ได้ หากลูกหลานนิสัยไม่ดี พย าย ามแ ย่งสมบัติ 

3 : มีเงินออม ทำให้เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ

คนไม่มีเงินออม ไม่มีสมบัติอะไรเลย จะดูไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีความภูมิฐานโดยเฉพาะหากอายุมากแล้ว แต่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้นต้องคิดถึงการมีเงินออมให้มากๆ 

4 : เงินออมมีส่วนช่วยประเทศชาติ

การเก็บเงินออมไว้ในธนาคาร เพื่อให้มีการกู้เงิน ไปล ง ทุ น ต่างๆก็จะเป็นการช่วยเหลือประเทศ ช า ติทางอ้ออม ฟังดูดีมาก จริงๆ เงินออมเป็นหลักฐานค้ำประกัน การกู้เงินได้สำหรับคนที่ทำธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีเงินออมเ พ ร า ะจะช่วยให้มีความน่าเชื่อถือหากจะต้องทำเรื่องกู้เงิน เพื่อซื้ อบ้ าน ที่ดิน 

5 : เงินออมทำให้เรามีความสุข

คนมีเงินออม มีเงินเก็บ ก็จะไม่เครี ย ด หน้านิ่ว คิ้วขมวดเ พ ร า ะกลุ้มใจกับเงินที่ไม่พอใช้เมื่อมีเงินออมก็จะมีความสุขมากขึ้น 

6 : มีเงินออม จะทำอะไร ก็ทำได้อิสระมากขึ้น

เมื่อมีเงินออม ก็ไม่ต้องเหนื่อย ในการทำงานมากนัก มีเวลาทำอะไรมากขึ้นไม่ต้องหางานเสริมไม่ต้องทำงานมากขึ้นชีวิตมีอิสระมากขึ้นอย ากทำอะไรก็สามารถทำสิ่งที่ชอบได้ 

7 : เงินออมทำให้ชีวิตไม่ลำบากหากตกงาน

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้งานบางอย่ าง ต้องล้มหายจากไป เช่นพนักงานธนาคารสำนักพิมพ์ดังนั้น ก็ต้องเตรียมตัวรับมือ อย่ างบรรดาหนุ่มสาวโรงงาน หากมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ทำงานแทนมนุษย์ก็จะมีโอกาสตกงานแน่นอน ดังนั้น ต้องออมเงินไว้ 

8 : เก็บเงินออมไว้เผื่อการซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้

ข้าวของเครื่องใช้ ทรัพย์สิน ต่างๆ บ้ าน รถ เครื่องมือ มีโอกาสชำรุดเสียหายตามวันเวลาดังนั้นก็ต้องมีเงินออมไว้เผื่อใช้จ่ายเป็นค่าซ่อมบำรุง 

9 : มีเงินออมไว้เผื่อช่วยเหลือคนอื่น

การมีเงินออมหากพี่น้อง ครอบครัว เพื่อนฝูงมีปัญหาการเงิน ก็จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้เ พ ร า ะคนเรานั้น ชีวิตมีขึ้นมีลง หากมีเพื่อนที่ดีย ามเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกันแต่ละคนก็จะมีคราวเคราะห์สลับกันไป 

10 : เงินออมช่วยทำงานแทนเรา

การนำเงินออมไปลงทุน อย่างการซื้อหุ้น แล้วได้เงินปันผลทุกปีก็ถือว่าเงินออมนั้นทำงานแทนเรามีรายได้มาเลี้ยงเราทุกปี อย่างการซื้อหุ้นเก็บไว้สัก 3 ล้าน ก็จะมีรายได้จากเงินปันผล ไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท เพียงพอต่อการใช้จ่าย ในแต่ละเดือนสบายๆข้อดีของการมีเงินออมยังมีอีกมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นประโยชน์กับตัวผู้ออมเองโดยเฉพาะยามแก่ชราจำเป็นต้องมีเงินออมไว้ใช้จ่าย เ พ ร า ะทุกวันนี้อย่ าไปหวังพึ่งพาใคร มีแต่เงินออมของเรานั่นเองที่จะสามารถพึ่งพาได้

 

ที่มา; kha-yam

เกี่ยวข้องกัน

รู้จัก “ถัง 3 ใบ” หลักลงทุนให้เงินเหลือใช้ ในวัยเกษียณ 

คำถามที่วัยกลางคนหลายคน กำลังถามตัวเองอยู่คือ หลังเกษียณไปแล้ว เราจะนำเงินออมมาสร้างผลตอบแทน อย่างไรได้บ้าง 

จริง ๆ แล้ว ก็มีอยู่หลักการหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และให้เรามีเงินเก็บเพียงพอสำหรับใช้จ่ายไปอีกหลายปี 

คำถามที่วัยกลางคนหลายคน กำลังถามตัวเองอยู่คือ หลังเกษียณไปแล้ว เราจะนำเงินออมมาสร้างผลตอบแทน อย่างไรได้บ้าง 

จริง ๆ แล้ว ก็มีอยู่หลักการหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และให้เรามีเงินเก็บเพียงพอสำหรับใช้จ่ายไปอีกหลายปี 

หลักการนี้มีชื่อว่า “หลักการถัง 3 ใบ”

แล้วถังแต่ละใบ มีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง ? 

หลักการถัง 3 ใบ คือการบริหารพอร์ต ที่จะแบ่งเงินเก็บของเราออกเป็น 3 ส่วน ในมูลค่าที่แตกต่างกัน

โดยแต่ละส่วนจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่างกันด้วย 

- ถังที่ 1 เป็น “ถังความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง”

หลักการของถังใบแรก คือ นำค่าใช้จ่ายที่เราคาดว่าจะต้องใช้ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี มาลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ที่มีสภาพคล่องสูง

เงินที่อยู่ในถังใบนี้จะเป็นเงินที่เราไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน

ดังนั้นหากเราเก็บเงินไว้ในรูปแบบสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เราก็จะสามารถแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงินสด เพื่อนำมาใช้จ่ายได้ง่าย 

สินทรัพย์ที่เราควรนำเงินในถังใบนี้ไปลงทุน ได้แก่

- เงินฝากธนาคาร

- กองทุนรวมตลาดเงิน

- กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น 

วิธีการคำนวณเงินในถังใบนี้ก็คือ ค่าใช้จ่าย x 12 เดือน x 2 ปี = จำนวนเงินในถัง

เช่น เรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนราว 10,000 บาท จำนวนเงินในถังใบนี้ ก็ควรจะมีอยู่ 240,000 บาท 

- ถังที่ 2 เป็น “ถังความเสี่ยงปานกลาง”

หลักการของถังที่ 2 คือ การสร้างรายได้ และความมั่นคง โดยเราจะนำค่าใช้จ่ายต่อเดือน ตั้งแต่ปีที่ 3-7 มารวมกัน และจึงนำมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 2-3% ต่อปี

หลังจากนั้น เราก็จะนำผลตอบแทนจากเงินลงทุนของถังที่ 2 นี้ ไปเติมเงินให้ถังที่ 1 อีกที 

สินทรัพย์ที่เราควรนำเงินในถังใบนี้ไปลงทุน ได้แก่

- ​​กองทุนรวมตราสารหนี้

- กองทุนรวมผสม

- กองทุนรวมหุ้น 

วิธีการคำนวณเงินในถังใบนี้ก็คือ ค่าใช้จ่าย x 12 เดือน x 5 ปี = จำนวนเงินในถัง

เช่น เรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าเดิม 10,000 บาท จำนวนเงินในถังใบนี้ ก็ควรจะมีอยู่ 600,000 บาท

โดยหากเรานำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อแลกกับผลตอบแทน 2% ต่อปี

ในแต่ละปี เราก็จะได้ผลตอบแทนจากถังใบนี้ เท่ากับ 12,000 บาท 

-ถังที่ 3 เป็น “ถังความเสี่ยงสูง”

หลักการของถังที่ 3 คือ การลงทุนสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยเงินในถังใบนี้ จะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เพื่อสร้างผลตอบแทน 8-10% ต่อปี 

สำหรับการคำนวณจำนวนเงินที่จะใส่ในถังที่ 3 เราจะนำค่าใช้จ่ายทั้งปี มาลบกับผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในถังที่ 2 แล้วจึงนำมาคูณกับ 12.5 

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายรายเดือน 10,000 บาท คิดเป็นปีละ 120,000 บาท หักด้วยผลตอบแทนจากถังที่ 2 ก็จะเท่ากับ 108,000 บาท 

แปลว่าเงินที่เราควรจะใส่ไปในถังใบนี้ ก็จะเป็น 1,350,000 บาท

โดยผลตอบแทนจากการลงทุนในถังใบนี้ เราก็จะนำไปเติมให้แก่ถังที่ 1 หรือถังที่ 2 ในกรณีที่ต้องการปรับเงินในถังทั้ง 2 ใบ ให้สมดุล 

สินทรัพย์ที่เราควรนำเงินในถังใบนี้ไปลงทุน ได้แก่

- ​​หุ้น

- อสังหาริมทรัพย์ 

จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนแบบถัง 3 ใบ จะเน้นไปที่การแบ่งสินทรัพย์ เพื่อการลงทุนตามความเสี่ยง 

ทั้งยังมีการนำผลตอบแทนที่ได้รับในถังแต่ละใบ ไปเติมเต็มให้ถังใบอื่น ๆ ทั้งเพื่อค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน และเพื่อการลงทุนต่อไปในอนาคต 

หากเราเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมองหาวิธีการออม หรือสร้างผลตอบแทนในวัยเกษียณ กลยุทธ์ ถัง 3 ใบ ก็น่าจะเป็นตัวเลือก ที่น่าสนใจ ไม่น้อยเลยทีเดียว 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

8 วิธีออมเงินสำหรับมือใหม่ ทำได้ง่ายๆ ไม่ทรมานตัวเอง 

ใครกำลังเจอปัญหานี้บ้างครับ? อยากมีเงินเก็บเยอะๆ วางแผนการเงินมาอย่างดีแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จซักที นั่นอาจเป็นเพราะว่าวิธีการออมยากเกินไปก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วการออมเงินไม่จำเป็นต้องหักโหม หรือออมทีละก้อนใหญ่ๆ เท่านั้น แต่การเริ่มออมแบบง่ายๆ ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ก่อน ก็ทำให้เรามีกำลังใจได้เช่นกัน 

1. ตั้งงบใช้จ่ายแต่ละวันใส่ถุง

วิธีนี้ง่ายมาก คือกำหนดลิมิตค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน เราจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไร? โดยคำนวณจากค่าอาหาร + ค่าเดินทาง (อาจจะเพิ่มยืดหยุ่นในการจับจ่าย โดยเผื่อค่าชอปปิงหรือขนมไว้นิดหน่อยก็ได้) หากเราคำนวณแล้วว่าใช้เงินไม่เกิน 300 บาท/ต่อวัน ก็ให้เอาเงิน 300 มาใส่ถุงไว้ตามจำนวนวันใน 1 เดือน และหยิบไปใช้แต่ละวันเท่านั้น ห้ามเกินกว่านี้ 

2.หักเศษเงินเดือน

ส่วนใหญ่แล้วเงินเดือนทุกคนจะเป็นตัวเลขที่มีเศษอยู่ เพราะอาจมีบวกค่าเดินทาง ค่าโอที ค่าภาษา ฯลฯ และจะถูกหักค่าประกันสังคมก่อนจะเข้าบัญชีเรา เพราะฉะนั้นเราก็สามารถตัดเศษเงินเดือนให้เป็นเลขกลมๆ สวยๆ เช่น สมมติได้เงินเดือนสุทธิ 20,550 บาท ลองหัก 550 บาทออกมาเก็บไว้ ก็เป็นวิธีที่น่าสนใจสำหรับคนที่เริ่มออมเงิน 

3.เก็บเงินตามวัน

ใน 1 ปีมี 365 วัน เอาปฏิทินออกมากาง แล้วก็เริ่มเก็บไปตามวันได้เลยครับ

ตัวอย่าง

วันที่ 1 ออม 1 บาท

วันที่ 2 ออม 2 บาท

วันที่ 10 ออม 10 บาท

วันที่ 100 ออม 100 บาท

วันที่ 300 ออม 300 บาท

วันที่ 365 ออม 365 บาท 

วิธีนี้จะทำให้เพื่อนๆ มีเงินก้อนตอนสิ้นปีมากถึง 66,795 บาทเลยทีเดียว! ใครที่เริ่มต้นไม่ทันตั้งแต่วันแรก ให้เริ่มเก็บจากวันนี้เลยก็ได้ครับ #เริ่มช้ายังดีกว่าไม่เริ่มเลยนะ แล้วปีหน้าค่อยเริ่มนับ 1 อีกครั้ง 

4.เก็บเหรียญ

พวกเศษเหรียญเงินทอนที่ได้มา หรือเงินที่เหลือจากที่ใช้จ่ายในแต่ละวัน ให้เอาไปหยอดกระปุกทั้งหมด 

5.เก็บแบงก์ 50

เป็นวิธีฮอตฮิตสุดๆ หลายคนอาจจะเคยใช้วิธีนี้มาแล้ว เพราะเงินจำนวน 50 บาท ถือว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับคนเริ่มต้นออมเงิน เมื่อแบงก์ 50 วนมาถึงมือเราแล้ว ต้องเก็บทันที ห้ามใช้เด็ดขาด ถ้าลองเก็บซัก 2-3 เดือน แล้วลองเอาออกมานับดูก็จะเห็นผลลัพธ์แน่นอน 

6.เก็บแบงก์ใหม่

ใครที่เจอแบงก์ใหม่ ไร้รอยยับ เหมือนเพิ่งออกจากธนาคาร ให้รีบเก็บไว้เลย หรือตอนนี้มีแบงก์ 2- บาทแบบใหม่ที่ทำจากพอลิเมอร์ ก็สามารถเก็บไว้ได้ครับ นอกจากจะได้สะสมแล้ว ยังเป็นการออมเงินไปในตัวอีกด้วย 

7.แยกกระปุก

หากระปุกหลายๆ ใบมาเขียนแปะป้ายตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อสร้างแรงจูงใจในชีวิต เช่น เงินออมเพื่อดาวน์บ้าน เงินออมเพื่อค่าเทอมลูก เงินออมเพื่อเที่ยวต่างประเทศ เงินออมเพื่อเกษียณ ฯลฯ แล้วหยอดเงินใส่กระปุกตามเป้าหมายนั้นๆ เลยครับ หรือถ้าใครชอบเห็นเป็นตัวเลขในบัญชี แทนที่จะหยอดเงินใส่กระปุก ก็เปลี่ยนเป็นการเปิดบัญชีแยกตามเป้าหมายในชีวิต วิธีนี้จะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนิดหน่อยด้วย 

8.ใช้โบนัสลงทุน

ข้อดีสำหรับคนที่มีโบนัส คือสามารถนำเงินก้อนไปเก็บออม หรือแบ่งลงทุนได้ ลองบังคับตัวเองให้เอาเงินโบนัสไปซื้อกองทุน หุ้น สลากออมสิน ประกันสะสมทรัพย์ หรือการออม-ลงทุนรูปแบบอื่นๆ ตามความสนใจดูครับ เป็นวิธีที่ทำให้เงินออมงอกเงย เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้นั่นเอง 

ที่มา ; blockdit 

 

เกี่ยวข้องกัน

ของ 5 อย่างที่จะไม่ทำและไม่ซื้อ’

คำแนะนำจากเศรษฐีวัย 39 ปี ที่สร้างความมั่งคั่ง 33 ล้านบาทด้วยนิสัยแห่งความมัธยัสถ์ 

การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวทำให้ โจนาธาน ซานเชซ (Jonathan Sanchez) มีนิสัยมัธยัสถ์มาตั้งแต่ยังจำความได้ ภาพที่ยังจำได้ชัดเจนคือทุกอาทิตย์แม่ของเขาจะเอาหนังสือพิมพ์มานั่งตัดคูปองส่วนลดเก็บเอาเพื่อใช้ในครอบครัว การบริหารจัดการเงินจึงเหมือนถูกฝังอยู่ในหัวโดยไม่รู้ตัว 

เมื่อครั้งยังเด็กเขาเชื่อว่าเมื่อจบมหาวิทยาลัยแล้วไปหางานที่ได้เงินเดือนสูง ๆ ทำปัญหาเรื่องเงินทุกอย่างก็จะจบ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือไม่ว่าเขาหรือภรรยาจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขนาดไหน เงินส่วนใหญ่ที่ได้มาก็จะเอากลายเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและหนี้การศึกษาซะส่วนใหญ่จนแทบไม่เหลือเก็บ 

นั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กลับมาควบคุมเรื่องการเงินของพวกเขาอย่างจริงจัง เก็บเงินมากขึ้น เริ่มทำงานเสริมและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จนในที่สุดตอนนี้ในวัย 39 ปี ความมั่งคั่งของทั้งคู่ก็แตะ 1 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 33 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว 

ซานเชซเป็นคนแรกในครอบครัวที่สามารถสร้างความมั่งคั่งเป็นเศรษฐีเงินล้านด้วยตัวเอง นอกจากงานที่ทำ รายได้จากงานเสริมแล้ว เขาก็บอกว่าการเป็นคนมัธยัสถ์อดออมก็ช่วยได้เยอะมาก ๆ เช่นเดียวกัน โดยซานเชซอธิบายต่อว่าการเป็นคนมัธยัสถ์ไม่ใช่แค่การใช้จ่ายเงินน้อยลงหรือซื้อของถูก ๆ เท่านั้น แต่มันคือการใช้เงิน “ตามแผนที่วางเอาไว้” และไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งเขาก็แชร์กับเว็บไซต์ CNBC ว่าของ 5 อย่างที่เขาจะไม่เสียเวลาทำและไม่ใช้เงินซื้ออย่างเด็ดขาด 

1. รถใหม่ป้ายแดง

ซานเชซแชร์ว่ารถยนต์นั้นหลังจากถอยออกจากศูนย์ภายในระยะเวลา 5 ปี ราคาของมันก็ร่วงไปแล้ว 60% ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาไม่สามารถใช้เงินเยอะ ๆ เพื่อซื้อของที่มูลค่าจะลดลงเรื่อย ๆ ได้ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องประกันรถยนต์ รถใหม่ป้ายแดงประกันจะแพงมากกว่ารถยนต์มือสอง เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อรถก็เป็นมือสองที่อาจจะอายุ 3-4 ปี และเลขไมล์ไม่เกิน 1 แสน 

2. เสื้อผ้า Fast Fashion

เสื้อผ้าเป็นอย่างหนึ่งที่เขาใช้เวลากับมันน้อยมาก ๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาดแหว่งหรอกนะครับ แต่ซานเชซบอกว่าเสื้อผ้าในตู้เขามีไม่เยอะมาก ทุกอย่างก็เรียบ ๆ ที่ใส่ได้ตลอด กางเกงยีนส์ เสื้อโปโล เสื้อยืด ถ้าไปงานก็ใส่สูทผูกไทแค่นั้น

จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องทิ้งตัวเก่าที่ขาดตามอายุการใช้งาน ซึ่งเรื่องนี้คือสิ่งที่เขาพยายามสอนลูก ๆ ด้วยว่าควรรักษาของให้อยู่กับเรานานที่สุด 

3. ไม่ซื้ออาหารมากเกินจำเป็น

อาหารเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นในชีวิต แต่ปัจจุบันเราจะเห็นว่าขยะอาหารเหลือทิ้งนั้นมีเยอะมาก ๆ ทั้งซื้อมาแล้วหมดอายุ กินไม่ทัน หรือบางทีลืมไปเลยว่าเคยซื้อก็มี ซานเชซบอกว่าเวลาไปซื้ออาหารเข้าบ้านที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะเขียนลิสต์ของที่จะต้องซื้อไปด้วยเสมอ จะวางแผนสำหรับมื้ออาหารโดยใช้ของที่มีอยู่บ้านแล้วเป็นหลัก

เขาบอกว่า “ผมไม่ชอบการโยนอาหารที่สามารถเก็บไว้ทานพรุ่งนี้ได้ทิ้งเลย ถ้าไปทานอาหารที่ร้านและทานไม่หมด ก็จะห่อกลับบ้าน” เพื่อไปทานต่อในครั้งถัดไป 

4. อย่าซื้อของราคาถูกถ้าเป็นสินค้าที่ใช้ในระยะยาว

การเป็นคนมัธยัสถ์ไม่ได้หมายความว่าจะซื้ออะไรก็ได้ที่ราคาถูกที่สุด การประหยัดเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อแลกกับคุณภาพที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่คุ้มเลย โดยเฉพาะของที่ต้องใช้ในระยะยาวอย่างเช่นเตียงนอน โซฟา หรือตู้เย็น หาข้อมูลให้เยอะ ๆ อ่านรีวิว เพราะสินค้าที่มีคุณภาพจะอยู่กับเรานานกว่า ที่จริงแล้วในระยะยาวจะประหยัดเงินเราได้มากเลยทีเดียว 

5. ไม่เสียเวลามาตัดสนามหญ้าเอง

งานอดิเรกหนึ่งที่เขาชอบทำมาก ๆ คือการตัดหญ้าสนามหญ้าที่บ้านช่วงเวลาว่าง แต่มันใช้ทั้งเวลาและพลังงานอย่างมาก

ทุกวันนี้เขาเลือกใช้บริการให้คนมาตัดหญ้าอาทิตย์ละครั้ง และใช้เวลาว่างตรงนั้นกับครอบครัว สอนทักษะการเขียนโค้ดให้กับลูก ๆ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง หรือบางทีก็ไปสวนสัตว์กัน บทเรียนของเรื่องนี้เรียบง่าย การกระจายงานและจ้างคนอื่น ๆ เพื่อให้ทำงานให้ (แม้จะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ อย่างการตัดหญ้า) นั้นส่วนใหญ่แล้วจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป 

เวลาที่ได้คืนมา คุณก็สามารถเอาไปใช้กับสิ่งที่มีความหมายมากกว่าในชีวิตได้

อ้างอิง : https://www.cnbc.com/.../39-year-old-frugal-self-made... 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

 

2 เทคนิคประหยัดเงินจาก Bernadette Joy

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเอาไว้ในแต่ละเดือนคือหยุดตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเงินเกินตัว มื้อค่ำกับเพื่อน หรือกางเกงยีนตัวใหม่ หรือเสื้อแจ็คเก็ตลายสวย ๆ ที่เพิ่งออกคอลเลกชั่นใหม่ การปฏิเสธหรือยับยั้งตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากมาก 

แต่ถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น 

เบอร์นาเดต จอย (Bernadette Joy) โค้ชการเงินผู้ก่อตั้งเว็บไซต์การเงิน ‘Crush Your Money Goals’ ที่ล้างหนี้หลัก 10 ล้านได้ภายใน 3 ปี และมีเงินลงทุนกว่า 33 ล้านบาทด้วยตัวเองภายในอายุ 37 ปีได้แชร์ 2 เทคนิคลดการใช้จ่ายกับ CNBC ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอใช้กับตัวเองแล้วได้ผลจนสามารถจ่ายหนี้ก้อนใหญ่นั้นได้ เธอบอกว่ามันคือการสร้างกรอบให้กับตัวเอง “ตัดสิ่งที่มีก็ดี การซื้อด้วยอารมณ์ ดีในตอนนั้นและบางทีก็ไม่ได้สำคัญเลย” ออกไป แล้วจะมีเงินเหลือเยอะขึ้น 

โดย 2 เทคนิคที่เธอใช้คือ

1. กฎ 1 เหรียญ

สำหรับกฎนี้จอยบอกว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายมาก “สินค้าไหนก็ตามที่การใช้แต่ละครั้งถูกกว่าหรือเท่ากับ 1 เหรียญ ฉันก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อ กฎนี้จะให้ฉันสามารถที่จะซื้อของที่ใช้บ่อย ๆ และป้องกันการซื้อแบบตามอารมณ์และซื้อแค่เพราะมันเป็นดีลที่ราคาดีเท่านั้น”

ที่จริงกฎข้อนี้เราอาจจะต้องเอามาปรับให้เข้ากับบริบทของค่าเงินของเราสักหน่อย อย่างของจอยใช้กฎ 1 เหรียญ มูลค่าอยู่ที่ราว ๆ 35 บาท เราอาจจะลดลงมาหน่อย ปรับเป็นกฎ 20 บาท แบบนี้ก็พอได้เพราะค่าเงินของเราถูกกว่า

วิธีการใช้กฎนี้ก็คือว่า สมมุติเราไปเห็นเสื้อกันหนาวตัวละ 5,000 บาท ถ้าเราใช้กฎ 20 บาท ก็คือเอาราคาของสินค้าที่อยากได้ (ในกรณีนี้ก็ 5,000 บาท) ไปหาร 20 บาท ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนครั้งที่เราควรต้องใช้สินค้านั้นให้เพื่อให้คุ้มค่า อย่างในกรณีนี้ 5,000 / 20 = 250 ครั้ง ถ้าเราคิดว่าไม่มีทางที่เราจะใส่เสื้อกันหนาวตัวนี้ 250 ครั้งในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้หนาวตลอดปีและเสื้อที่บ้านก็มีอยู่แล้ว ก็ตัดใจจากมันได้เลย 

เทคนิคนี้ช่วยให้เธอสามารถเลือกสินค้าได้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมีคุณภาพมากขึ้นด้วย เธอยกตัวอย่างเช่นเสื้อยืดตัวละ 200 บาท ถ้าใส่แค่ครั้งเดียวยังไงก็ไม่คุ้ม แม้ว่าจะแค่ 200 บาทก็ตามที 

เทคนิคประหยัดเงิน เอาชนะอารมณ์ ด้วย 'กฏ 1 เหรียญ'

 ความท้าทายอย่างหนึ่งของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเอาไว้ในแต่ละเดือนคือหยุดตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเงินเกินตัว มื้อค่ำกับเพื่อน หรือกางเกงยีนตัวใหม่ หรือเสื้อแจ็คเก็ตลายสวย ๆ ที่เพิ่งออกคอลเลกชั่นใหม่ การปฏิเสธหรือยับยั้งตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยากมาก

แต่ถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น 

เบอร์นาเดต จอย (Bernadette Joy) โค้ชการเงินผู้ก่อตั้งเว็บไซต์การเงิน ‘Crush Your Money Goals’ ที่ล้างหนี้หลัก 10 ล้านได้ภายใน 3 ปี และมีเงินลงทุนกว่า 33 ล้านบาทด้วยตัวเองภายในอายุ 37 ปีได้แชร์ เทคนิคที่เรียกว่า ‘กฎ 1 เหรียญ’ เพื่อลดการใช้จ่าย สร้างกรอบให้กับตัวเอง ตัดการซื้อด้วยอารมณ์ แล้วจะมีเงินเหลือเยอะขึ้น 

สำหรับกฎนี้จอยบอกว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายมาก “สินค้าไหนก็ตามที่การใช้แต่ละครั้งถูกกว่าหรือเท่ากับ 1 เหรียญ ฉันก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อ กฎนี้จะให้ฉันสามารถที่จะซื้อของที่ใช้บ่อย ๆ และป้องกันการซื้อแบบตามอารมณ์และซื้อแค่เพราะมันเป็นดีลที่ราคาดีเท่านั้น”

ที่จริงกฎข้อนี้เราอาจจะต้องเอามาปรับให้เข้ากับบริบทของค่าเงินของเราสักหน่อย อย่างของจอยใช้กฎ 1 เหรียญ มูลค่าอยู่ที่ราว ๆ 35 บาท เราอาจจะลดลงมาหน่อย ปรับเป็นกฎ 20 บาท แบบนี้ก็พอได้เพราะค่าเงินของเราถูกกว่า 

วิธีการใช้กฎนี้ก็คือว่า สมมุติเราไปเห็นเสื้อกันหนาวตัวละ 5,000 บาท ถ้าเราใช้กฎ 20 บาท ก็คือเอาราคาของสินค้าที่อยากได้ (ในกรณีนี้ก็ 5,000 บาท) ไปหาร 20 บาท ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนครั้งที่เราควรต้องใช้สินค้านั้นให้เพื่อให้คุ้มค่า อย่างในกรณีนี้ 5,000 / 20 = 250 ครั้ง ถ้าเราคิดว่าไม่มีทางที่เราจะใส่เสื้อกันหนาวตัวนี้ 250 ครั้งในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้หนาวตลอดปีและเสื้อที่บ้านก็มีอยู่แล้ว ก็ตัดใจจากมันได้เลย 

เทคนิคนี้ช่วยให้เธอสามารถเลือกสินค้าได้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมีคุณภาพมากขึ้นด้วย เธอยกตัวอย่างเช่นเสื้อยืดตัวละ 200 บาท ถ้าใส่แค่ครั้งเดียวยังไงก็ไม่คุ้ม แม้ว่าจะแค่ 200 บาทก็ตามที 

2. กฎ 80/20

กฎข้อนี้ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ เธอบอกว่าให้ลองคำนวณว่าสิ่งที่เราจะซื้อนั้นจะใช้เยอะแค่ไหน 80%? หรือแค่ 20%?

จอยยกตัวอย่างว่า “ฉันเคยบ่นกับเพื่อนว่าไม่อยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือแล็ปท็อปเครื่องใหม่เพราะมันราคาสูง แต่ฉันก็ใช้ทั้งคู่ทุกวัน มันก็เลยลบล้างความรู้สึกผิดตรงนั้นไปเพราะมันเป็นสิ่งที่จำเป็น” 

เพราะฉะนั้นถ้าคุณซื้อมาแล้วใช้มันแค่ 20% อาจจะลองตัดสินใจใหม่อีกครั้งดูเพราะความคุ้มค่าน่าจะยังไม่พอ เช่นจะซื้อเตาอบขนมมาติดบ้าน โดยที่ ‘คิดว่า’ ถ้าว่างจะลองทำขนมตาม YouTube ดู ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยว่างและเตาอบพวกนี้ก็จะไปอยู่ในห้องเก็บของในอีกไม่นานในอนาคต 

อะไรก็ตามที่ตกระหว่าง 20%-80% ก็ลองชั่งใจดูครับว่าจะใช้มันเยอะแค่ไหน เพราะของที่มีก็ได้ ก็คงไม่มีก็ได้เช่นเดียวกัน 

จอยเน้นย้ำว่าการลดหรือตัดค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้หมายถึงการตัดทุกอย่างที่สนุกออกไปจากชีวิต อย่าทำให้ตัวเองรู้สึกลำบากหรือของที่ทำให้ตัวเองมีความสุข การ ‘ติดตามเงินทุกบาทหรือด่าตัวเองไม่ได้ช่วยทำให้ใช้จ่ายน้อยลง’ แต่ให้จัดสรรเงินสำหรับสิ่งที่รักหรือนำความสุขมาให้จริง ๆ ดีกว่า 

อ้างอิง : https://www.cnbc.com/.../money-coach-who-paid-off-300000...

https://www.crushyourmoneygoals.com/

 

 

 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

 

7 นิสัยแห่งความมัธยัสถ์ ‘ที่ไม่ว่ามีเงินมากแค่ไหนก็ไม่หยุดที่จะทำ’ 

ในฐานะลูกสาวรุ่นแรกของครอบครัวชาวฟิลิปปินส์-อเมริกันที่อพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อตามความฝันที่อเมริกา เบอร์นาเดต จอย (Bernadette Joy) บอกว่านิสัยแห่งความมัธยัสถ์เหมือนถูกปลูกฝังเข้าไปในตัวเธอตั้งแต่เด็กโดยอัตโนมัติ 

พ่อแม่ของเธอต้องทำงานเก็บเงิน ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเพื่อจะไปถึงเป้าหมายทางการเงินของครอบครัวในดินแดนห่างไกลจากบ้านเกิด เธอจึงเรียนรู้และซึมซับนิสัยเหล่านั้นติดตัวมาด้วยตั้งแต่ยังเล็ก 

แต่ถึงแม้จะมีนิสัยการเงินที่มัธยัสถ์ก็ตาม ในปี 2016 จอยก็ประสบกับปัญหาหนี้สินที่รัดตัวเกือบ 300,000 เหรียญ (เกือบ 10 ล้านบาท) จากหนี้การศึกษา หนี้บ้าน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หนี้สินเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกเครียดและสิ้นหวังเกี่ยวกับเรื่องการเงินของตัวเอง ตั้งคำถามว่าเป้าหมายความฝันแบบ “American Dream” ของตัวเองจะเป็นไปได้รึเปล่า 

ปัญหาการเงินเหล่านี้ผลักดันให้จอยเริ่มสนใจการจัดการเงินของตัวเองให้ดีขึ้น เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล บริหารเงินให้ดี เรียนรู้เรื่องการออมเงิน ลงทุน และจัดสรรเงินให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง 

ฉันเริ่มพัฒนาความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินส่วนบุคคลเพราะอยากจะเรียนรู้ทุกอย่างที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้สถานการณ์ของตัวเองดีขึ้น” จอยกล่าวในบทความกับเว็บไซต์ CNBC 

เธอนั่งลงวางแผนว่าจะต้องทำยังไงบ้าง หนี้ที่มีคือตรงไหน จ่ายหนี้ก้อนไหนก่อน แล้วเริ่มลงมือทำ

สุดท้ายใช้เวลา 3 ปี ก็เคลียร์หนี้ทุกอย่างหมด 

หลังจากนั้นจอยก็เริ่มทำตามเป้าหมายการเงินที่ตั้งเอาไว้ จนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้เป็นเศรษฐีเงินล้าน (Millionaire หรือ เทียบเงินไทยก็ประมาณ 35 ล้านบาท) ด้วยตัวเองภายในอายุ 37 ปี 

เธอบอกว่าเทคนิคการจ่ายหนี้ก้อนนั้นคือการสร้างกรอบคิดให้กับตัวเองใหม่อีกครั้ง “ตัดสิ่งที่มีก็ดี การซื้อด้วยอารมณ์ดีในตอนนั้นและบางทีก็ไม่ได้สำคัญเลย” ออกไป แล้วจะมีเงินเหลือเยอะขึ้น 

ตอนนี้นอกจากเธอจะมีสถานะการเงินที่มั่นคงแล้ว จอยยังมีธุรกิจโค้ชชิ่งการเงินชื่อว่า “Crush Your Money Goals” ให้คนเข้ามาปรึกษาไปถึงเป้าหมายทางการเงินของตัวเองที่ตั้งเอาไว้ด้วย 

ถึงตอนนี้จอยจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงินเหมือนเมื่อก่อนและความมั่งคั่งของเธอก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่สิ่งหนึ่งที่จอยบอกคือนิสัยการเงินแห่งความมัธยัสถ์คือสิ่งที่เธอยังทำอยู่ทุกๆ วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ว่ามีเงินมากแค่ไหน เธอก็ไม่คิดจะหยุดทำด้วย 

แล้วนิสัยแห่งความมัธยัสถ์ของเธอมีอะไรบ้าง? 

1. ซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตลองดูทางเลือกที่ถูกกว่า

จอยแนะนำว่าเวลาเลือกซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต เราไม่จำเป็นต้องเลือกแบรนด์หรือสินค้าที่แพงที่สุดก็ได้

เธอยกตัวอย่างเนื้อซี่โครงที่เธอชอบมากๆ เพราะชอบกินเนื้อย่างเกาหลี แต่เนื้อซี่โครงก็มีคัทที่ต่างกัน บางส่วนแพงกว่า สำหรับเธอแล้วไม่จำเป็นต้องซื้อส่วนที่แพงที่สุดก็ได้ เพราะแม้ว่าคัทที่ราคาถูกอาจจะดูไม่สวย แต่รสชาติและความสดก็ไม่ได้ต่างกันสำหรับเธอ มันก็อร่อยและปลายทางระยะยาวแล้วมันดีต่องบประมาณของฉันด้วย” จอยกล่าว 

ข้อดีของซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบันคือทางเลือกที่หลากหลาย ของที่ดีที่เหมาะสมกับเราไม่จำเป็นต้องเป็นของที่แพงที่สุดก็ได้ 

2. เก็บของที่โรงแรมแจกมาใช้เป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน

หากเราพักที่โรงแรมมักจะเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘vanity kits’ หรือชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เช่นแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำลีก้าน ยางรัดผม หรือหมวกคลุมอาบน้ำ 

จอยเล่าว่าทุกครั้งที่เธอไปพักโรงแรมจะเก็บของพวกนี้มาด้วย ‘เผื่อ’ เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องใช้มันจะเป็นประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อยๆ 

มีครั้งหนึ่งที่เธอต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในเอเชีย แล้วของต้องเอาหมวกคลุมอาบน้ำกับยางรัดผมที่เก็บมาเพื่อใส่ของจุกจิกพวกสายชาร์จและปลั๊กเสียบต่างๆ หรืออย่างบางครั้งเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เสื้อผ้ารองเท้าเปื้อนจากสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ หรืออาหารหกใส่นิดหน่อย การมีแปรงฟันเพื่อซักทำความสะอาดเป็นจุด ๆ ก็ช่วยได้เยอะเช่นกัน 

3. กล่องใส่อาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อย่าเพิ่งทิ้ง

การสั่งอาหารมาทานที่บ้านเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ถ้าสังเกตดูเราจะเห็นหลายๆ ร้านที่เลือกใช้กล่องใส่อาหารที่เป็นกล่องพลาสติกแบบแข็งหน่อย หลังจากใช้แล้วก็อย่าเพิ่งทิ้ง 

จอยแนะนำว่า ล้างเสร็จ ลองหาวิธีนำมันกลับมาใช้ใหม่ ใส่ของกระจุกกระจิกในบ้าน หรือใส่อาหารที่ทานเหลือก่อนนำเข้าตู้เย็นก็ได้ นอกจากจะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังดีกับโลกมากกว่าแค่การใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งด้วย 

4. ใช้ของจนหยดสุดท้าย

ฉันไม่อายเลยนะที่จะบอกว่าตัวเองบีบยาสีฟันจนหมดหลอดแบบสุดๆ ไม่นานมานี้เห็นเพื่อนคนหนึ่งทิ้งยาสีฟันที่ยังไม่หมดหลอด ลมแทบจับเลยทีเดียว ฉันคิดแบบเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนตัวและผลิตภัณฑ์ความงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งหลาย” จอยเล่า 

เธอรู้สึกว่าบางคนอาจจะคิดว่ามันดูมัธยัสถ์เกินไป แต่เธอเล่าว่าด้วยประสบการณ์ของเธอที่ต้องเติบโตมากับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายไปกับพวกยาและโลชั่นแบบพิเศษ เธอจึงรู้สึกควรใช้ทุกหยดให้มันคุ้มที่สุดดีกว่า 

5. ก่อนจะสั่งอาหารดูราคาในเมนูก่อนเสมอ

แม้ตอนนี้จอยจะมีเงินเพียงพอที่จะสั่งอาหารที่ราคาแพงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน “แต่ไม่ว่าฉันจะหาเงินได้มากแค่ไหน เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปทานข้าวนอกบ้าน คงไม่มีทางทิ้งนิสัยการดูราคาเมนูที่อยากทานก่อนสั่งเสมอ” 

กลยุทธ์หนึ่งที่จอยใช้เป็นประจำคือการอ่านเมนูจากด้านหลังมาด้านหน้า เพราะบ่อยครั้งร้านอาหารมักจะเอาเมนูที่ราคาแพงกว่าไว้แรกๆ “การอ่านมาจากข้างหลัง ฉันมักเจอทางเลือกที่ราคาเอื้อมถึงก่อน เราสามารถมีความสุขกับอาหารดีๆ ได้ โดยไม่ต้องราคาแพงมากนัก” 

6. ถุงชอปปิงสวยๆ คุณภาพดีเก็บไว้ใช้ต่อได้

ตอนที่ฉันโตขึ้นมาแม่เก็บถุงทุกใบเลยนะ แม้แต่ถุงพลาสติกก๊อบแก๊บธรรมดา ๆ ก็เก็บ เก็บเอาไว้ใส่ขยะ เศษอาหาร หรือบางทีเศษผักต่างๆ ฉันยอมรับนะว่าตัวเองก็เก็บเอาไว้เหมือนกันใต้ซิงก์ล้างจานในห้องครัว แต่ถ้าเป็นถุงชอปปิงคุณภาพดี สวยๆ ฉันรับรองเลยว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่” 

สิ่งที่จอยทำคือเอาถุงชอปปิงพวกนี้ไปใส่ขนม ข้าวกลางวัน หรือของเล็กๆ น้อยๆ หิ้วระหว่างวันหรือเดินทางก็ค่อนข้างสะดวก ไม่รู้สึกผิดถ้าวันหนึ่งมันจะขาดหรือหายไป 

7. ไปยิมก็ใส่เสื้อยืด

ด้วยกระแสความนิยมของอุตสาหกรรม ‘athleisure’ (เสื้อผ้ากีฬาสไตล์ลูกผสมที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน) เราอาจจะเห็นคนที่ยิมเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ราคาแพงๆ สวยๆ ไปออกกำลังกายกัน ซึ่งสำหรับจอยแล้วอาจจะไม่ตอบโจทย์ของตัวเองสักเท่าไหร่นัก

ด้วยความที่ต้องไปงานประชุมบ่อยๆและอีเวนต์ตลอดทั้งปี เลยได้พวกของแจกฟรีๆ มาเยอะ เวลาคลาสโยคะก็สวยพวกเสื้อยืดฟรีๆ พวกนี้ได้นะ แทนที่จะใช้เงินซื้อพวกเสื้อผ้าแบรนด์ดีไซเนอร์สำหรับออกกำลังกาย” 

นอกจากนั้นแล้วพวกขวดน้ำราคาแพงๆ เธอก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันเพราะทำหายไปหลายใบ จะซื้อใหม่ก็รู้สึกไม่ดี เพราะก็คงหายอีก พวกขวดที่ได้แถมฟรีก็ใช้ได้เช่นกันสำหรับเธอเอง 

ทำไมนิสัยแห่งความมัธยัสถ์พวกนี้ถึงมีความหมายสำหรับเธอ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เราอาจจะรู้สึกว่าเธอดูมัธยัสถ์เกินไปรึเปล่า ต้องถึงขั้นเก็บของแจกจากโรงแรมหรือเอากล่องใส่อาหารกลับมาใช้ใหม่เลยเหรอ 

สำหรับจอยแล้วเธอบอกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นช่วยให้เธอรู้สึกผิดน้อยลงกับการใช้เงินในส่วนอื่นๆ ของชีวิตที่นำความสุขมาให้เธอจริงๆ อย่างเช่นการซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ต K-Pop หรือการแสดงตลกแบบสด หรือการเลือกซื้อของจากร้านที่เป็นคนในท้องถิ่น หรือธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ แม้ว่าของราคาจะแพงกว่าร้านอื่นๆ ก็ตาม 

จอยสรุปว่า “การรักษานิสัยมัธยัสถ์เหล่านี้เอาไว้ ย้ำเตือนถึงทางเลือกของพ่อแม่ทำจนสร้างโอกาสมากมายให้กับฉันในวันนี้ การเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าในกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ประจำวัน คือสิ่งที่ช่วยให้ฉันดูแลเรื่องการเงินได้ดีขึ้น เป็นนักลงทุนที่มั่นใจมากขึ้น และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จมีทรัพย์สินเป็นเศรษฐีเงินล้านได้” 

- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ #aomMONEY) 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

“อิคิไก” ศาสตร์ของคนญี่ปุ่นที่ช่วยวางแผนการเงินได้ 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งไปนั่งอ่านหนังสือชื่อ The Little Book of Ikigai: อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเขียนโดย Ken Mogi (แปลไทยโดยคุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ) แล้วค้นพบว่ามันมีรายละเอียดที่น่าสนใจซ่อนอยู่เยอะเลยทีเดียว นอกจากจะตอบคำถามปัญหาโลกแตกที่ว่า “เรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไปเพื่ออะไร?” เรายังเอามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการเงินได้ด้วยนะ 

อิคิไกคืออะไร?

อิคิไก (Ikigai) เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “เหตุผลหรือความหมายของการมีชีวิตอยู่” เหตุผลที่ทำให้เราอยากตื่นนอนตอนเช้าเพื่อมาทำงานที่เรารัก ซึ่งหลายๆ คน อาจเข้าใจผิด คิดว่านี่คือแพชชั่น (Passion) หรือความหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างที่กูรูหรือไลฟ์โค้ชเขาชอบพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ แน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว 

อิคิไก เป็นมากกว่านั้นครับ "อิคิไก" คือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มีความพึงพอใจในการใช้ชีวิต รู้สึกอิ่มเอมและมั่นคงเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น "อิคิไก" ยังทำให้เราตอบตัวเองได้ว่าเราเกิดมาทำไม และเราอยู่ไปเพื่ออะไร

 

โดยคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า “อิคิไก” ของเราเป็นศูนย์กลางของวงกลม 4 วง ซึ่งมีส่วนซ้อนทับกันอยู่

·      วงกลมแรก “สิ่งที่เรารัก” (what you love)

·      วงกลมอันที่ 2 คือ “สิ่งที่เราถนัด” (what you are good at)

·      วงกลมอันที่ 3 คือ “สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน” (what you can be paid for)

·      วงกลมสุดท้าย คือ “สิ่งที่โลกใบนี้ต้องการ” (what the world needs) 

ซึ่งแพชชั่นหรือความหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พวกเราพูดถึงกันบ่อยๆ เป็นแค่เสี้ยววงกลมเล็กๆ ที่เกิดจากการทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดเท่านั้น อาจจะมีหรือไม่มีรายได้เข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้ และการทำตามแพชชั่นแบบใจสั่งมาเพียงอย่างเดียว (แต่ไม่ได้เงิน) ก็อาจจะไม่ได้นำมาซึ่ง "อิคิไก" ในชีวิตเรา 

ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามัวแต่ทำในสิ่งที่โลกต้องการและมีรายได้ แต่ไม่ได้มีใจรัก ก็ไม่ทำให้เกิดอิคิไกอยู่ดี ดังนั้น โจทย์ของเราก็คือทำยังไงก็ได้ให้ “สิ่งที่เรารัก”, “สิ่งที่เราถนัด”, “สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน” และ “สิ่งที่มีประโยชน์ต่อโลกใบนี้” กลายเป็นสิ่งเดียวกัน

 

แล้ว “อิคิไก” กับการวางแผนทางการเงินล่ะ?

จากวงกลม 4 วงที่ทับซ้อนกันอยู่นั้น เราสามารถนำแนวคิดมาใช้กับการวางแผนการเงิน ด้วยการตั้งคำถามและกำหนดเป้าหมายการออมเงินให้ชัดเจน ดังนี้ 

1. “สิ่งที่เรารัก” (what you love?) ; เรารักที่จะออมเงินด้วยวิธีไหน?

2. “สิ่งที่เราถนัด” (what you are good at?) ; การเก็บเงินแบบไหนที่เราทำได้ดีที่สุด?

3. “สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน?” (what you can be paid for?) ; มีการออมเงินแบบไหนที่แปลกใหม่และน่าสนใจในตอนนี้บ้าง?

4. “สิ่งที่โลกใบนี้ต้องการ?” (what the world needs?) ; ถ้าเงินคือสิ่งที่โลกต้องการ แล้วภารกิจหรือแรงจูงใจในการออมของเราคืออะไร? 

อย่างไรก็ตาม “คำตอบ” ของเราแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตัวเราเองมากกว่า ว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร แล้วเราจะพลิกมุมเพื่อสร้างรายได้ของมันออกมาได้หรือเปล่า? บางครั้งอิคิไกของเราอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด แต่ถ้ายังหาไม่เจอตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร มันไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตสักหน่อย ค่อยๆ เดินไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าสักวัน พวกเราจะต้องเจอ “อิคิไก” ของตัวเองอย่างแน่นอนครับ 

สร้างความมั่งคั่ง สไตล์คนญี่ปุ่น ด้วยปรัชญาแห่ง “IKIGAI”

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนหนึ่งมาจากประชากรที่มีวินัยสูง แต่ท่ามกลางสังคมที่เคร่งเครียด ชาวญี่ปุ่นก็มีปรัชญาแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ ชื่อว่า Ikigai” (อิคิไก) ว่าด้วยเรื่อง “จุดมุ่งหมายหรือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่” ทำให้ค้นหาความสุขในการมีชีวิตได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าเราลองนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการเงินและการลงทุน ก็เป็นวิธีการที่น่าสนใจไม่น้อยครับ 

อิคิไก คืออะไร?

อิคิไก มาจากคำว่า "อิคิ" (Iki 生き) แปลว่าชีวิต และคำว่า "ไก" (Gai 甲斐) แปลว่าคุณค่า เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า “คุณค่าของการมีชีวิตอยู่” โดยแนวคิดอิคิไก มีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอนากาวา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่มากที่สุดในญี่ปุ่น 

แนวคิดนี้จะพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีความสุข และช่วยสร้างพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป สื่อสารผ่านวงกลม 4 วง ซึ่งแต่ละวงก็จะเป็นตัวแทนของคำถาม 4 ข้อ ดังนี้

1. สิ่งที่เรารักคืออะไร? (What you love)

2. สิ่งที่เราทำได้ดีคืออะไร? (What you are good at)

3. สิ่งที่ทำให้เกิดรายได้คืออะไร? (What you can be paid for)

4. สิ่งที่โลกนี้ต้องการคืออะไร? (What the world needs) 

เมื่อเราวาดวงกลมทั้ง 4 ให้ตัดกัน เหมือนกับแผนภาพของเวนน์-ออยเลอร์ (Venn-Euler Diagram) ก็จะเกิดพื้นที่ทับซ้อนกัน ซึ่งนั่นล่ะครับคือ “จุดร่วมของคำตอบในชีวิต” ที่เป็นทั้งข้อ 1-4 รวมกัน คือได้ทำสิ่งที่เรารักและทำได้ดี จนสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง ทั้งยังมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้อีกด้วย ทำให้เรามีความสุขในทุกวันนี้ลืมตาตื่นขึ้นมา 

ทีนี้มาดูรายละเอียดของ Ikigai ทั้ง 4 ข้อ พร้อมแนวทางปรับใช้กับเรื่องการเงิน-การลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งกันครับ 

1. สิ่งที่เรารักคืออะไร? (What you love)

ลองสำรวจตัวเอง แล้วทำเช็กลิสต์ดูว่า ในชีวิตนี้มีอะไรบ้างที่เป็นสิ่งที่เรารัก/ชอบ ทำแล้วมีความสุข เช่น ชอบดูหนัง ชอบเล่นเกม ชอบเดินทางท่องเที่ยว ชอบเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อพัฒนาตัวเอง ฯลฯ 

วิธีนำมาปรับใช้กับเรื่องการเงินและการลงทุน

ลองถามตัวเองว่าสนใจสินทรัพย์แบบใด เช่น หุ้น กองทุน คริปโตฯ แล้วชอบการลงทุนลักษณะไหน เช่น เป็นสายเทรดนั่งเฝ้ากราฟ หรือสายซื้อแล้วถือยาวๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จ อย่างเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนสาย VI ส่วนเจสซี่ ลิเวอร์มอร์ เป็นนักลงทุนสายเทรด ซึ่งถ้าให้ทั้งคู่สลับขั้วกัน อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะทุกคนย่อมมีแนวทางเป็นของตัวเอง 

2. สิ่งที่เราทำได้ดีคืออะไร? (What you are good at)

แน่นอนว่าสิ่งที่เรารัก ไม่ได้แปลว่าจะเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี ข้อนี้ให้ลองลิสต์ว่า มีอะไรบ้างที่เราถนัด/ทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ เช่น เล่นกีฬาเก่ง ขายของออนไลน์เก่ง ทำอาหารอร่อย ปลูกต้นไม้ได้เติบโตสวยงาม

วิธีนำมาปรับใช้กับเรื่องการเงินและการลงทุน

คนเราสามารถตั้งเป้าหมายออมเงินเหมือนกันได้ เช่น อยากมีเงิน 100,000 บาท ภายใน 1 ปี แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายอาจแตกต่างกัน เช่น บางคนอาจจะใช้สูตรการออม 20% ของเงินเดือน หรือบางคนก็ระบุตัวเลขไปเลยว่า จะหักออมเดือนละ 8,000 บาท ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดและวินัยของแต่ละบุคคล 

3. สิ่งที่ทำให้เกิดรายได้คืออะไร? (What you can be paid for)

ข้อนี้ให้ลองลิสต์ดูว่า มีอะไรบ้างที่เราทำแล้วสามารถสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงชีวิต เช่น เขียนโปรแกรม แปลบทความ เปิดร้านขายอาหาร เล่นหุ้น ซึ่งก็อย่าลืมว่า สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี กับสิ่งที่ทำให้เกิดรายได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

วิธีนำมาปรับใช้กับเรื่องการเงินและการลงทุน

คนที่เป็นนักลงทุน จะรู้ว่าวิธีไหนที่สามารถสร้างผลกำไรได้ ไม่ว่าจะเป็นการ DCA, VI, TA, Quant และรู้จักการจัดสรรพอร์ต เพื่อบริหารความเสี่ยง โดยกระจายสินทรัพย์ในการลงทุนได้อย่างเหมาะสม 

4. สิ่งที่โลกนี้ต้องการคืออะไร? (What the world needs)

ทีนี้ก็มาดูกันว่า แล้วอะไรบ้างล่ะที่เป็นสิ่งที่โลกต้องการ? เช่น ประเทศไทยต้องการเจ้าหน้าที่สาธารณสุข บริษัทส่งอาหารต้องการพนักงานขนส่งเพิ่มเติม หรือเทรนด์โลกตอนนี้กำลังต้องการนักวิเคราะห์ข้อมูล นักพัฒนาแอปพลิเคชัน เป็นต้น เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวให้สอดคล้องกับตลาดโลก

วิธีนำมาปรับใช้กับเรื่องการเงินและการลงทุน

“ธีมการลงทุน” เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพอร์ตได้เลยว่า จะเติบโตได้ดีหรือไม่ อย่างตอนนี้ธีมการลงทุนแห่งโลกอนาคต เหมาะแก่การลงทุนระยะยาว จะให้น้ำหนักไปทางประเทศแถบตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรป ในเรื่องของเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน บริการทางสุขภาพ พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ซึ่งถ้าเราเลือกลงทุนได้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก ก็จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น 

การนำ “อิคิไก” มาใช้ในธุรกิจ

หลักคิด “อิคิไก (IKIGAI)” ที่หมายถึง การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมาจากการคำว่า อิคิรุ (IKIRU) ที่แปลว่า การมีชีวิต และ ไก (GAI) แปลว่า คุณค่า แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า นอกจากเรื่องชีวิตแล้ว เราสามารถนำหลักคิดนี้ มาปรับใช้กับตัวธุรกิจได้ 

ซึ่งคุณดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) จำกัด เคยอธิบายไว้ว่า “โมเดล อิคิไก ถ้าเปลี่ยนเป็นมุมธุรกิจ เราสามารถนำแกนหลัก 4 แกนของ อิคิไก มาตั้งคำถามกับธุรกิจของตัวเองได้” 

โดย 4 แกนหลัก ประกอบด้วย

1) สิ่งที่เรารัก ชอบ และมีความสุขที่ได้ทำ (What you love ?)

2) สิ่งที่มีประโยชน์ต่อโลกและผู้อื่น (What the world needs ?)

3) สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา (What you can be paid for ?)

4) สิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ (What you are good at ?) 

แล้วนำ 4 แกนนี้ มาตั้งคำถามกับธุรกิจของตัวเองว่า

-Passion : อะไรคือสิ่งที่เรารัก ชอบ และมีความสุขที่ได้ทำ ธุรกิจของเราสามารถสร้างประโยชน์ต่อคน สังคม ในแง่มุมไหนได้บ้าง

-Vocation : อะไรคือสิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา

-Profession : อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ หาจุดเด่น หรือความเชี่ยวชาญที่เราถนัด ทำให้จุดเด่นนั้นแข็งแรงขึ้น และต่อยอดธุรกิจต่อไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ 

สรุปแล้ว

“อิคิไก” ซึ่งเป็นหลักคิดสร้างสุขยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ก็สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้ สำหรับการค้นหา อิคิไกของตัวเรา คือ การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ แต่ อิคิไก ในแง่มุมธุรกิจ ก็คือ ความหมายในการมีอยู่ของธุรกิจนั้น นั่นเอง 

อ้างอิง:

-หนังสือ อิคิไก: ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ของ เคน โมงิ

-https://thestandard.co/podcast/readery14

-https://mgronline.com/management/detail/9600000114439 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

4 ทักษะทางการเงิน 

ชีวิตทางการเงินที่มั่นคง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะ “มีรายได้มาก” แต่อยู่ที่ว่าเราบริหารเงินที่มีอย่างไรต่างหาก 

1. ทำงานอย่างฉลาด เพื่อเพิ่มรายได้

ทักษะนี้เป็นทักษะแรกที่ต้องมี ถ้าเราไม่มีรายได้เข้ามา ก็ไม่มีเงินมาให้เราบริหารจัดการ ควรมีรายได้อย่างน้อย 2 ทาง และควรมีรายได้ที่เป็น passive income ร่วมด้วย คุณปู่บัฟเฟตเคยกล่าวไว้ “If you don't find a way to make money while you sleep, you will work until you die.” 

Active income คือรายได้จากการที่เราต้องลงแรง ลงเวลา ถ้าหยุดก็จะไม่มีเงินเข้ามา เช่น เงินเดือน

Passive income คือ รายได้ที่เราไม่ต้องลงแรง ลงเวลาตลอด ถึงหยุดก็ยังมีรายได้เข้ามา เกิดจากสินทรัพย์ลงทุน เช่น อสังหาปล่อยเช่า หุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้

 

2. ใช้จ่ายอย่างมีสติ

การหาเงินได้มากขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามั่งคั่งขึ้น คนเรามักจะปรับค่าใช้จ่าย ให้เท่ากับรายได้ใหม่ (Life style inflation) ดังนั้นการบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีจึงสำคัญ 

ถ้าใครไม่มีเงินเหลือ หรือไม่พอใช้ในแต่ละเดือน  ลองเริ่มจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน จะได้เห็นว่าแต่ละเดือน เงินที่เข้ามามันออกไปทางไหน ยังไงบ้าง เพื่อปรับปรุงแก้ไข และทำงบประมาณทั้งปี เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้จ่ายได้ดีขึ้น 

และเมื่อรายได้มากขึ้น อย่าลืมวางแผนเรื่อง “ภาษี” เข้าใจสิทธิ์ที่ลดหย่อนภาษีได้ จะช่วยให้เราจ่ายภาษีได้อย่างถูกต้อง และไม่มากเกินจำเป็น

 

3. เก็บออมสม่ำเสมอ

การออมควรทำให้เป็นอัตโนมัติ และเป็นการออมก่อนใช้ โดยให้ออกมเป็น % ของรายได้ เช่น 10% ในทุกๆ รายได้ที่เข้ามา หรือจะเริ่มน้อยกว่า 10% และค่อยๆ เพิ่มก็ได้ แค่ขอให้เริ่มทำ 

โดยเริ่มต้นเงินที่หักเข้ามานี้ ให้เข้ามาอยู่ในส่วนเงินสำรองฉุกเฉินก่อน ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อยเท่ากับรายจ่ายของเรา 6 เดือน เช่น รายจ่ายต่อเดือน 30,000 บ. ก็ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 180,000 บ. เงินส่วนนี้กันไว้เผื่อเกิดเหตุอันใดที่เราไม่มีรายได้เข้ามา อย่างน้อยเราก็ยังมีเวลา 6 เดือนที่เราจะหารายได้ใหม่เข้ามา และยังเป็นการป้องกันไม่ให้เราต้องขายสินทรัพย์ลงทุนออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมด้วย

 

4. ลงทุนอย่างเข้าใจ

ทักษะด้านการลงทุน เพื่อที่จะทำให้เงินงอกเงยได้ในขณะที่เราหาทางเพิ่มรายได้อื่นไปด้วย ถ้าบริษัทของเรามี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลองศึกษาดูให้เข้าใจ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนที่ดี และมีเงินสมทบจากนายจ้างร่วมด้วย 

เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ใช้พลังของเวลาในการทำให้เกิดดอกเบี้ยทบต้น และที่สำคัญเราต้องลงทุนในสิ่งที่รู้ 

ในการลงทุนนั้น อาจมีสิ่งที่เราทำผิดพลาดได้ ควรนำสิ่งนั้นมาวิเคราะห์ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเรียนรู้เพื่อจะนำมาปรับปรุงพัฒนาการลงทุนของเราให้ดีขึ้น 

ทักษะในการหาเงิน การใช้เงิน การออม และการลงทุน เป็น 4 ทักษะที่ต้องมี เพื่อชีวิตทางด้านการเงินที่ดี และเนื่องจากสิ่งเรานี้คือทักษะ ดังนั้นเราสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ 

แบ่งเวลามาพัฒนาทักษะเหล่านี้ และทักษะนี้จะทำให้เรามีเวลาว่างเพื่อทำสิ่งที่รักได้มากขึ้น 

ที่มา ; blockdit