สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ครูสาวบูลลี่ 'พล.อ.เปรม'ชี้แจงข้อเท็จจริง

จากกรณีเด็กนักเรียนถ่ายคลิปครูสาวโรงเรียนดังใน กทม. กำลังสอนวิชาสังคมศึกษา แต่กลับใช้คำพูดพาดพิงในลักษณะบูลลี่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และอดีตประธานองคมนตรี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา นายนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ได้เดินทางไปโรงเรียนดังกล่าว และเรียกร้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 เร่งตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน 

ล่าสุด วันที่ 23 ธ.ค.2565 ครูสาวรายนี้ ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีคลิปวิดีโอเผยแพร่การจัดการเรียนการสอน รายวิชา สังคมศึกษา 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/12 โดยมีข้อความระบุ ว่า  

เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน....ข้าพเจ้า... ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/12 ในวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2565 คาบเรียนที่ 2 ข้าพเจ้าได้ดำเนินการสอนในเนื้อหา หน่วยที่ 2 เรื่องการปกครองระบอบเผด็จการ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้นั้น เมื่อสอนเนื้อหาจบจึงมีเวลาเหลือ ข้าพเจ้าจึงมีการเล่าที่เรื่องเกิดขึ้นดังเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ 

ซึ่งวัตถุประสงค์แท้จริงของการสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาและกระบวนการปกครองของระบอบเผด็จการ โดยผู้สอนลืมคำนึงถึงขอบเขดของหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ จึงนำแนวคิดและเนื้อหาเสริมจากที่ได้ร่ำเรียนมาสอนเพิ่มเติมให้กับนักเรียน โดยมิได้มีเจตนาในการดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย เพียงแต่เพื่อความรู้ความเข้าใจในระบอบการปกครองรูปแบบนี้มากยิ่งขึ้น 

ซึ่งหลังจากที่ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเสร็จผู้สอนตระหนักได้ถึงการเพิ่มเติมสิ่งเหล่านั้นให้กับนักเรียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งได้โดยมิตั้งใจ และผู้สอนมีความตั้งใจจะปรับปรุงการสอนให้เหมาะสมกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการและองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมโลกต่อไป 

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์   23 ธันวาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

'อ.ไชยันต์' ย้อนเกล็ดครูบูลลี่ พล.อ.เปรม ให้อ้างอิงเอกสารร่ำเรียนมาสอนเด็ก

จากกรณีเด็กนักเรียนถ่ายคลิปครูสาวโรงเรียนดังใน กทม. กำลังสอนวิชาสังคมศึกษา แต่กลับใช้คำพูดพาดพิงในลักษณะบูลลี่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และอดีตประธานองคมนตรี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม จากนั้น นายนพดล พรหมภาสิต เลขาธิการศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ได้เดินทางไปโรงเรียนดังกล่าว และเรียกร้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 เร่งตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน 

ล่าสุด ครูสาวรายนี้ ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง โดยระบุตอนหนึ่งว่า ได้สอนเรื่องการปกครองระบอบเผด็จการ ซึ่งวัตถุประสงค์แท้จริงของการสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาและกระบวนการปกครองของระบอบเผด็จการ โดยผู้สอนลืมคำนึงถึงขอบเขดของหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ จึงนำแนวคิดและเนื้อหาเสริมจากที่ได้ร่ำเรียนมาสอนเพิ่มเติมให้กับนักเรียน 

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า ควรเปิดโอกาสให้คุณครูเพ็ญภาส ได้อธิบายถึงแหล่งที่มาของข้อมูลที่เธอกล่าวถึง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตามที่คุณครูได้ทำหนังสือชี้แจง (ดูเอกสารข้างล่าง) ว่า ได้กล่าวไปตามที่ได้ร่ำเรียนมา ดังประเด็นต่อไปนี้

     ·  พลเอกเปรม เป็นเผด็จการ ?

·  เพศสภาพของพลเอกเปรม (ตามที่คุณครูกล่าว) ?

     ·  การใช้อำนาจในตำแหน่ง ในการตอบสนองความต้องการในข้อ 2 จนคุณครูเรียกบ้านพักของพลเอกเปรมว่าเป็น ฮาเร็ม ? 

เราควรให้โอกาสคุณครู ก่อนตัดสินอะไรไปล่วงหน้า เป็นไปได้ว่า ข้อมูลที่คุณครูได้มาจากการศึกษาของท่าน เป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ควรตรวจสอบทางวิชาการว่า ข้อมูลนั้นอ้างอิงถูกต้องเพียงใด 

ที่มา ; ไทยโพสต์ ธันวาคม 2565

 

ข่าวเกี่ยวกัน

'นิพิฏฐ์' ชี้ ครูบูลลี่ พล.อ.เปรม หลุดสถานะความเป็นครูผู้ยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ไปแล้ว

24 ธ.ค.2565 - จากกรณีเด็กนักเรียนถ่ายคลิปครูสาวโรงเรียนดังใน กทม. กำลังสอนวิชาสังคมศึกษา แต่กลับใช้คำพูดพาดพิงในลักษณะบูลลี่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ และอดีตประธานองคมนตรี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม 

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า เมื่อครูสอนให้เด็กบูลลี่(Bully) คนอื่น 

ในทางทฤษฎีการเมือง มีคำถามว่า "ประชาธิปไตยในโรงเรียนมีหรือไม่" นักรัฐศาสตร์ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ไม่มีหรอก อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่ามี แต่ส่วนใหญ่รับกันว่า ในโรงเรียนไม่มีประชาธิปไตยจริงๆหรอก แต่โลกสมัยใหม่จะมีการทดลองให้นักเรียนฝึกวัฒนธรรมประชาธิปไตยบางอย่างภายใต้กฎกติกาเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย 100 % 

ครูสอนให้นักเรียนบูลลี่(Bully) คนอื่น นั่นก็ผิดมหันต์แล้ว ไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงความเห็น หรือ เสรีภาพในการสอนหรอก ถ้าครูเริ่มต้นสอนอย่างนี้ ลองนึกดูว่า โตขึ้นเด็กจะเป็นอย่างไร สังคมจะเป็นอย่างไร นึกขึ้นมาก็ขนหัวลุกแล้ว สังคมนี้จะน่าอยู่ได้อย่างไร 

ครู เป็นผู้ยกระดับวิญญาณของมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบ ชั่ว- ดี การที่ครูสอนให้เด็กบูลลี่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี,อดีตประธานองคมนตรี ครูคนนั้นหลุดจากสถานะผู้ยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ไปแล้ว ไม่อาจเรียกว่าครูได้เลย หากแต่เป็นอาชญากร ผู้ประกอบอาชญากรรมไปแล้ว 

ผมฟังคำชี้แจงของครูคนนั้นแล้ว ยิ่งเห็นความมืดบอดทางจิตวิญญาณของครูคนนั้น ผมได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ประเทศนี้ มีครูแบบนี้เพียงคนเดียวเถอะ ผมเคารพศรัทธาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แม้ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว หากเห็นว่าสิ่งไหนไม่ถูกต้อง ผมผู้อยู่หลังก็ยังปกป้องเกียรติยศของท่าน 

หากครูพิสูจน์สิ่งที่ตนพูดไม่ได้ ก็เข้าสู่กระบวนการทางวินัย และกฎหมายเถอะครับคุณครู ผมจะติดตามเรื่องนี้ 

*บูลลี่(Bully) หมายความว่า :ให้ร้าย,เยาะเย้ย,ทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดทางกายหรือใจ 

ที่มา ; ไทยโพสต์ ธันวาคม 2565

 

ข่าวเกี่ยวกัน
ตามคาด! 'ก้าวไกล' ถือหางครูบูลลี่ 'พล.อ.เปรม' หยุดล่าแม่มดกำจัดคนคิดต่าง

23 ธ.ค.2565 - เพจเฟซบุ๊ก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความว่า กรณีครูพูดถึง พล.อ.เปรมในชั้นเรียน ต้องทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่ล่าแม่มดเพื่อกำจัดคนคิดต่าง 

จากกรณีที่มีครูท่านหนึ่งพูดถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในชั้นเรียนในฐานะตัวอย่างเมื่อพูดถึงการปกครองในระบอบอำนาจนิยมและมีการพาดพิงถึงประเด็นเพศวิถี พรรคก้าวไกลเห็นว่าสิ่งที่ครูท่านนั้นตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องเพศและเรื่องข้อเท็จจริง ต้องพูดด้วยท่าทีที่ระมัดระวังและตระหนักถึงการเคารพความหลากหลายทางเพศมากกว่านี้ แต่เราไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี การกระทำของผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และการล่าแม่มดโดยขบวนการจัดตั้งของสื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่กดดันให้มีการลงโทษครูท่านนั้นอย่างไม่เป็นธรรม 

จริงอยู่ว่าการพูดถึง พล.อ.เปรม ในลักษณะมีอคติทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่การแก้ปัญหาของกรณีนี้ควรเป็นการตักเตือน และอบรมทัศนคติครูเรื่องการเข้าใจความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่ดำเนินการทางนิติสงคราม ทั้งทางกฎหมายและทางวินัย รวมทั้งใช้การกดดันทางสังคมอย่างการล่าแม่มด 

การที่มวลชนและสื่ออนุรักษ์นิยม หยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาล่าแม่มดครูท่านนี้ เป็นเพราะต้องการให้ชั้นเรียนตระหนักถึงความเข้าใจความหลากหลายทางเพศ และตระหนักถึงปัญหาการบูลลี่ หรือเป็นไปเพื่อปิดปากทุกคนที่เห็นต่างจากตนเองด้วยการกดดันให้ใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าเล่นงานกันแน่ 

ถ้าผู้ที่ออกมาโจมตีครูท่านนี้เห็นความสำคัญของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่เราควรส่งเสริมคือการเปิดให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทุกด้านและหักล้างกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่การใช้อำนาจปิดปาก สร้างความกลัว และสถาปนาความจริงเพียงด้านเดียวในแบบที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เชื่อ 

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้มีการดำเนินคดีด้วยเหตุผลปลุกปั่นสร้างความแตกแยก เราอยากถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าใครกันแน่ที่กำลังสร้างความแตกแยก ระหว่างครูคนหนึ่งที่สอนในชั้นเรียนกับสื่อและมวลชนที่ทำการล่าแม่มด เคลื่อนไหวกดดันให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง 

เราเชื่อว่าการทำให้การศึกษาไทยมีอนาคต ต้องทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ควบคู่กับการสอนประวัติศาสตร์ที่สร้างการถกเถียงไม่ใช่รับข้อมูลข้างเดียว แต่การล่าแม่มด กำจัดผู้เห็นต่างที่มีความเชื่อต่างจากตัวเอง และใช้อำนาจเข้าข่มขู่คุกคามมากกว่าความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้จะยิ่งปลูกฝังวัฒนธรรมอำนาจนิยมในโรงเรียน และจะยิ่งทำให้การศึกษาของชาติล้าหลัง ไม่ทันโลก 

ถ้านายกรัฐมนตรีและผู้ที่มีอำนาจในประเทศนี้ ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาด้านอื่นๆ ในระดับเดียวกันกับการล่าแม่มดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น

- สิทธิเสรีภาพในสถานศึกษา
- การต่อต้านการบูลลี่รังแกกัน
- ทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ
- ทำความเข้าใจเรื่องการเคารพสิทธิเหนือชีวิตและร่างกายของนักเรียน
- ปฏิรูปชั้นเรียนและหลักสูตรให้ก้าวหน้าสร้างสรรค์ มีเสรีภาพในการพูดและปลอดภัย
- ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครูผู้สอน
- คิดหาวิธีการเพิ่มทรัพยากรสนับสนุนเด็กระดับประถมศึกษาและปฐมวัย
- เปลี่ยนวิธีการประเมินวัดผลการศึกษา
.
เราเชื่อว่าการศึกษาไทยจะต้องพัฒนามากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อย่างแน่นอน
 

ที่มา ; ไทยโพสต์ ธันวาคม 2565

 

ข่าวเกี่ยวกัน

ตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริง ครูสอนหนังสือพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

 

มองว่าโรงเรียนต้องสอนให้นักเรียนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นจริง ทั้งนี้ ต้องไปดูเจตนา ของครูรายดังกล่าวด้วย ว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น ถ้าไปบิดเบือนความจริง พูดกระทบผู้อื่น ไม่ทำให้เกิดความสามัคคี เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหากมีหลักฐานว่าจงใจหรือเจตนาก็ต้องว่าไปตามความผิด ว่าไปตามกฎหมาย กฎระเบียบต่อไป”นายอัมพร กล่าว 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

รับลูก ‘บิ๊กตู่’ เข้มสกัดคนปลุกปั่น ทำแตกแยกใน ร.ร. ‘ตรีนุช’ ย้ำเอาผิดทั้งวินัย-กม.

 

ตนได้สั่งการให้ทุกองค์กรหลักในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) แจ้งไปยังหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด และให้ทุกหน่วยงานดูแลเป็นพิเศษเรื่องการสร้างความสามัคคี ขณะเดียวกันเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะมีการสร้างการรับรู้ที่ไม่ถูกต้องให้แก่นักเรียน นักศึกษา ตนได้มอบหมายให้ MOE SAFETY CENTER ของ ศธ.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังด้วย ดังนั้น หากผู้ปกครอง หรือประชาชนทั่วไป พบเห็นว่ามีข้อมูลการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้องขอให้แจ้งผ่าน MOE SAFETY CENTER ได้ใน 4 ช่องทาง ดังนี้ แอพพลิเคชั่น MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือที่ โทร 0-2126-6565

ศธ. ไม่นิ่งนอนใจในเรื่องการบูลลี่กันในสถานศึกษา, การนำองค์กร ลัทธิ หรือบุคคลภายนอกมาสร้างความเชื่อ สร้างความแตกแยกในสถานศึกษา ตลอดจนปัญหาครูจัดการเรียนการสอน โดยพูดถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ที่ผ่านมาต้นสังกัดของสถานศึกษาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง และลงโทษทางวินัยไปแล้ว และขณะนี้ในบางกรณีก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง พร้อมทั้งให้คุรุสภาตรวจสอบในส่วนของจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย 

ทั้งนี้ ดิฉันเห็นว่า ในการจัดการสอนของครูนั้น ควรสอนให้เด็กคิด วิเคราะห์ ไม่ควรพูดถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่เหมาะสม ไม่ครอบงำทางความคิด ไม่สร้างความแตกแยก ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น และขอย้ำว่าใครก็ตามที่ทำให้เกิดความไม่สามัคคี ความแตกแยก หรือทำให้สังคมวุ่นวาย ต้องถูกลงโทษทางวินัย และดำเนินคดีตามกฎหมายโดย ศธ.จะประสานความร่วมมือ และอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด และหากพบว่าผู้บริหารปล่อยปละละเลยต้องรับผิดชอบด้วย” น.ส.ตรีนุชกล่าว 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

นิพนธ์ จี้ ศธ.เร่งตรวจสอบ ให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย ย้ำ ประวัติศาสตร์-ปชต. สอนได้แต่อย่าบิดเบือน

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า การสอนวิชาประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ดีที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของบรรพชนที่มีคุณูปการต่อการประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไร เด็กและเยาวชนควรได้รับรู้เพื่อให้เกิดความรักความหวงแหนแผ่นดินเกิด แต่การเรียนวิชาประวัติศาสตร์จะต้องไม่ใส่อคติส่วนตัว หรือความเชื่อที่ผิดของครูผู้สอน เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ข้อเท็จจริงนั้นถูกบิดเบือนไปตามอคติของผู้สอน ทำให้เกิดความเสียหาย สังคมเกิดความคลางแคลง จนนำไปสู่ความแตกแยกทางความคิด ความแตกร้าวในสังคมไทยได้ รวมถึงการสอนประชาธิปไตยต้องไม่มีการบิดเบือนเนื้อหา ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับครูผู้สอนที่ถือเป็นแม่พิมพ์ของชาติ จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาโทษตามระเบียบฯ และกฎหมายต่อไป 

นิพนธ์ จี้ ศธ.เร่งตรวจสอบพร้อมดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย ย้ำ ประวัติศาสตร์-ประชาธิปไตย สอนได้แต่อย่าบิดเบือน กรณี การสอนของครูสาวใช้อคติส่วนตัวบิดเบือนประวัติศาสตร์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายและความแตกร้าวในสังคม 

ข่าวเกี่ยวกัน

ผอ.แจงปมครูสอนประวัติศาสตร์พาดพิงบุคคลที่สาม ชงเขตพื้นที่ตั้งสอบวินัยแล้ว

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.นางสุมนา ธิกุลวงษ์ ผู้อํานวยการโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เปิดเผยถึงกรณีครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาของโรงเรียนได้ทำการสอนนักเรียนในวิชาประวัติศาตร์พาดพิงถึงบุคคลที่สามว่า โรงเรียนได้รับคลิปวีดีโอดังกล่าวในวันที่ 21 ธ.ค.2565 จากผู้ปกครองเพื่อสอบถามว่าใช่โรงเรียนเราหรือไม่ หลังจากได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นการจัด การเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ของระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สอน โดยนางสาวเพ็ญภาส อุทัชกุล ข้าราชการครูของโรงเรียนจริง ซึ่งในขณะนั้นโรงเรียนมีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ โดยนักเรียนระดับชั้น ม.2 และ ม.3 ไปเข้าค่ายลูกเสือที่ จ.สระบุรี วันที่ 21-23 ธันวาคม 2565 นักเรียน ม.1 ได้ทํา กิจกรรมค่ายลูกเสือที่โรงเรียน วันที่ 22-23 ธันวาคม 2565 ในส่วนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.5-ม.6) ให้หยุดดูหนังสือสอบเพื่อประเมินผลกลางภาค ในวันที่ 26 – 29 ธ.ค. 2565 

ผอ.รร.ฤทธิยะวรรณาลัย กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้เมื่อโรงเรียนได้ทราบเรื่องก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ออกคําสั่งแต่งตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงทันที และให้กรรมการได้ดําเนินการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและรอบคอบอย่างรวดเร็ว กรรมการได้แจ้งให้ครูเพ็ญภาสได้ทราบถึงกรณีที่เกิดขึ้น ให้บันทึกชี้แจงรายงานต่อกรรมการสืบ ข้อเท็จจริง และผู้อํานวยการโรงเรียนได้รีบรายงานเหตุการณ์ถึงผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 และรายงานต่อเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ตามขั้นตอนแนวปฏิบัติของการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการ โรงเรียนได้เตรียมการในการทํางานตลอดเวลา เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบ ในวงกว้างกระทบความรู้สึกของสังคมหลายกลุ่มและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบ ต่อจิตใจของนักเรียนที่เกี่ยวข้อง 

จึงได้ออกคําสั่งให้ครูดังกล่าว ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ห้องสํานักงานวิชาการ เพื่อมิให้กระทบต่อการเรียนการสอนในช่วงการดําเนินการสอบสวนทางราชการยังไม่แล้วเสร็จ ตั้งแต่ วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป และได้ทําความเข้าใจกับกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงรายงานถึงการดําเนินการของโรงเรียน ที่ได้ดําเนินการไปแล้ว ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้กรรมการสืบข้อเท็จจริงได้สรุปข้อมูลต่างๆที่ได้รับมา เสนอผู้อํานวยการโรงเรียน ลงความเห็นว่า มีข้อมูลชัดเจน ในการกระทําความผิด สมควรพิจารณา ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยราชการ โรงเรียนได้พิจารณาแล้ว แต่เนื่องด้วย ครูเพ็ญภาส อุทัชกุล เป็นข้าราชการมีวิทยฐานะครูชํานาญการ คศ.2 อํานาจในการตั้งกรรมการสอบสวนจึงเป็นอํานาจ ของผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 จึงได้รายงานสรุป เรื่องสืบข้อเท็จจริง ส่งให้ผู้มีอํานาจดําเนินการตามขั้นตอนทางราชการต่อไป 

สิ่งที่โรงเรียนได้วางแผนในการดําเนินการต่อไป คือ ความเข้มข้นของโครงการนิเทศภายใน การเพิ่มความตระหนักของครูในเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ เพิ่มช่องทางการประเมินการสอน ของครูผู้สอนอย่างรอบด้าน เพื่อให้มีข้อมูลในการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก รวมถึง เน้นย้ําครูทุกคนให้ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดมิให้เกิดการสับสนในข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ ของนักเรียนที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์นักเรียนและผู้ปกครองในการใช้ MOE Safety Center ที่เป็นระบบมาตรฐานความปลอดภัยในสถานศึกษาในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้ได้รับการปกป้อง คุ้มครองความปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย รู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้ ต้องขอโทษผู้ปกครอง ขอโทษ สังคมขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกภาคส่วน และขอขอบคุณในทุกกําลังใจที่มอบให้ ครูและบุคลากร ทางการศึกษา ทุกคนพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อเสนอแนะยินดีที่จะนําทุกคําแนะนําไปปฏิบัติให้เกิดผลดี ต่อราชการต่อไป” นางสุมนา กล่าว 

ผอ.โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย แจงปมครูสอนประวัติศาสตร์พาดพิงบุคคลที่สาม ชง สพม.กทม.เขต 2 ตั้งสอบวินัยแล้ว 

ที่มา ; เดลินิวส์ 25 ธันวาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

บุก ศธ. ร้องตรีนุช เอาผิดวินัยครูสาวสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นหนังสือ เรื่อง ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการสั่งการให้มีการตรวจสอบและลงโทษข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่อาจฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างร้ายแรง ตามแนวทางการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  (ก.ค.ศ.) กำหนด ถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยมีพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ. และนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่มีการแพร่คลิปบนโลกออนไลน์ ที่ครูสาวโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาทราบว่าครูรายดังกล่าว เป็นข้าราชการมีวิทยฐานะครูชำนาญการ คศ.2 ซึ่งเป็นครูโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ได้สอนวิชาสังคม กับนักเรียนชั้นมัธยมพาดผิง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยมีการอ้างถึงรสนิยมทางเพศ และความเป็นเผด็จการ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในฐานะประธานกรรมการ ก.ค.ศ. ดำเนินการหรือสั่งการไปตามอำนาจ เพื่อตรวจสอบและลงโทษข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่อาจฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างร้ายแรง ตามแนวทางการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ก.ค.ศ. กำหนดด้วย

ขอให้ ศธ. ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดซ้ำในสถาบันการศึกษา เพราะแม่พิมพ์ของชาติพูดอะไรไปเด็กก็เชื่อ ก็ฟังทั้งนั้น ถ้าแม่พิมพ์สอนไม่ดี สอนไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เราเห็นการประท้วงของเด็กที่ออกมามากในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีผลมาจากเรื่องเหล่านี้นี้ทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหญ่ สังคมไทยยอมรับไม่ได้ และที่ผ่านมา หลายคนติงมาโดยตลอดว่าในสถานบันการศึกษาไม่ว่าจะระดับโรงเรียน ระดับอุดมศึกษา มีแม่พิมพ์ของชาติ พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการสอนเด็ก และสอนไปในทางที่บูลลี่รัฐบาล และสถาบัน ที่ผ่านมาเราพยายามจับผิดเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ยังไม่มีหลักฐาน กระทั่งมีนักเรียนกล้าที่จะอัดคลิป และนำคลิปของครูรายดังกล่าวมาโพสต์เผยแพร่ในที่สาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้สมาคมฯ ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ใจดีต้องการที่จะมอบทุนการศึกษา 10,000 บาท ให้กับเด็กที่อัดคลิปลงโชเซียล ต่อไปผมจะนำเงินไปมอบให้ผู้ปกครองของเด็กรายดังกล่าวต่อไป ” นายศรีสุวรรณ กล่าว 

ด้านนายพัฒนะ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับรายงานจากนางสุมนา ธิกุลวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ว่าได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมแล้ว กรรมการสืบข้อเท็จจริงได้สรุปข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมา และลงความเห็นว่ามีมูลชัดเจนในการกระทำความผิด สมควรพิจารณาตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยราชการ แต่เนื่องจากครูรายดังกล่าว เป็นข้าราชการมีวิทยฐานะครูชำนาญการ คศ.2 อำนาจในการตั้งกรรมการสอบสวนจึงเป็นอำนาจ ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กทม.2) โรงเรียนจึงส่งผลสืบข้อเท็จจริง ให้ สพม.กทม.2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว 

ซึ่งทางเขตพื้นที่ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม และให้ครูรายดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ต่อไป ตามระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการรายงานการดำเนินการทางวินัย ต้องสอบสวนให้เสร็จภายใน 180 วัน และถ้าผลสอบออกมาว่าครูรายดังกล่าวได้กระทำผิดวินัยร้ายแรงจริง ก็จะมีผลปลดออก หรือไล่ออก” นายพัฒนะ กล่าว 

ศรีสุวรรณ’ บุก ศธ. ร้องตรีนุช เอาผิดวินัยครูสาวสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’ ชี้เรื่องใหญ่-สังคมไทยรับไม่ได้

 

 

ข่าวเกี่ยวกัน

 

ตรีนุช’ สั่ง สพฐ.ตั้ง กก.สอบลงลึก ผอ.รร.-ผอ.เขตพื้นที่ฯ กรณีครูสอนพาดพิง ‘พล.อ.เปรม’

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการศธ. และรัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เฝ้าระวังเรื่องการเผยแพร่ความคิดที่เป็นอันตรายในสถานศึกษา และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกกรณี ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ ผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่ โดยรายงานให้ทราบเป็นระยะ นั้น 

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรณี น.ส.เพ็ญภาส อุทัชกุล ข้าราชการครูของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ซึ่งผู้ปกครองได้ส่งคลิปวิดีโอการสอนเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ในวิชาสังคมศึกษาระดับชั้น ม.4 โดยพาดพิง พล..เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและอดีตประธานองคมนตรี ซึ่งทางโรงเรียนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสรุปลงความเห็นว่ามีมูลกรณีความผิดชัดแจ้งสมควรพิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย  และขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.2 กทม.)ได้ออกคำสั่งให้ น.ส.เพ็ญภาส อุทัชกุล ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สพม.2 กทม.โดยไม่ให้ปฏิบัติการสอนจนกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้ว ซึ่งตนได้กำชับให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยที่เกิดขึ้นตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง  เพื่อตรวจสอบว่าทางโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีที่มีครู หรือ บุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในสถานศึกษาหรือไม่และดำเนินการอย่างไร ทั้งในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้บริหาร สพม. 2 กทม. ด้วย 

มติชนออนไลน์ วันที่ 27 ธันวาคม 2565 

ข่าวเกี่ยวกัน

"3 สมาคมใหญ่" ยื่น "ศธ." เร่งเอาผิดครูสาวพาดพิงพลเอกเปรม

วันที่ 28 ธ.ค.65 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) กล่าวว่า วานนี้ (27 ธ.ค.65) ตัวแทนจาก 3 สมาคม ได้แก่สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมชาวสงขลา และสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธ ได้เข้าพบ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นหนังสือขอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการทางกฎหมายและทางวินัยกับนางสาวเพ็ญภาส อุทัชกุล ครูผู้หมิ่นเกียรติ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ตามคลิปที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย

โดย ดร.คุณหญิงกัลยา ได้กล่าวขอบคุณทั้ง 3 สมาคมที่ให้ความสำคัญต่อการปกป้องชื่อเสียงบุคคลสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อสังคมไทย และแจ้งว่าได้กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว และยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ถ้าผิดจะลงโทษสูงสุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจาก ดร.คุณหญิงกัลยา ว่า ได้มีความคืบหน้าจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ (27 ธ.ค.65) โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ให้ดำเนินจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกกรณี ทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ และผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ และให้มีการรายงานผลให้นายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ

นางดรุณวรรณ กล่าวต่อด้วยว่า ตั้งแต่ปรากฏคลิปดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ทันทีที่ ดร.คุณหญิงกัลยา ทราบเรื่องก็ได้มอบหมายให้คณะที่ปรึกษาฯ เร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนและหากยืนยันพบว่ากระทำผิดจริงก็ให้ลงโทษตามระเบียบวินัยราชการต่อไป โดยขณะนี้ทราบว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง พร้อมสั่งการให้ครูคนดังกล่าวมาประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 แล้ว โดยเมื่อดำเนินการสอบสวนเสร็จ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จะพิจารณาความผิดและกำหนดโทษตามอำนาจหน้าที่ และรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  28 ธันวาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

ลูกสาวถูกเพื่อนบูลลี่ ‘กรีดสมุด-สาดน้ำใส่’ จนป่วยซึมเศร้า แถมครูจี้ให้เขียนใบลาออก

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปที่บ้านของ น.ส.ศิริรัตน์ อายุ 36 ปี ใน ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อตรวจสอบกรณีที่มีที่เพจดัง ได้มีการโพสต์ข้อความว่า เด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ระยอง ได้ถูกเพื่อนบูลลี่ ทำลายข้าวของ กรีดสมุด เขียนคำต่อว่าจนทำให้เด็กนักเรียนคนดังกล่าว ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 

 

น.ส.ศิริรัตน์กล่าวว่า กรณีโพสต์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กับบุตรสาวของตน อายุ 13 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.ระยอง สำหรับเรื่องดังกล่าว ตนเพิ่งมาทราบ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนได้รับแจ้งจากทางโรงเรียน ว่าบุตรสาวป่วยขณะทางโรงเรียนได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลระยองแล้ว

น.ส.ศิริรัตน์กล่าวต่อว่า ตนจึงรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาล พบว่าบุตรสาวเงียบไม่ยอมพูดกับใคร แล้วยังออกอาการอาละวาดขว้างปาสิ่งของ จนต้องเรียกพยาบาลมาช่วย อาการจึงเริ่มสงบ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ จึงหยุดเรียน ทางตนจึงเดินทางไปโรงเรียน ไปเอากระเป๋าหนังสือที่บุตรสาวลืมไว้ พอเห็นกระเป๋าก็ถึงกับงง เพราะมีน้ำหมึกปากกาเลอะเทอะเต็มกระเป๋า สมุดถูกกรีดจนขาด แล้วยังมีการเขียนข้อความด่าอย่างรุนแรง จึงเข้าพบกับครูเพื่อให้ทราบเรื่อง ซึ่งครูก็ชี้แจงและลงโทษเด็กที่จับสมุดทุกคน ซึ่งตนคิดว่าถูกตีก็เท่านั้น เพราะไม่ได้แก้ไขอะไร ตอนนี้ทรัพย์สินเสียหายและสภาพจิตใจลูกตนก็แย่มาก ตนก็ไม่ได้คุยมากเพราะตนจะต้องรีบกลับไปพบจิตแพทย์เรื่องอาการของลูกสาว และผลใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลระยอง ออกมาว่าลูกสาวนั้น มีความผิดปกติแบบโรคจิตเภทกึ่งอารมณ์แปรปรวนชนิดซึมเศร้า” จึงรับเอายามารับประทานเพื่อรักษา 

 

ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง แม่ก็นัดเคลียร์ใจกับเพื่อนๆ ของลูก ก็ถามว่าเกลียดลูกแม่ตรงไหน ลูกแม่ไปทำอะไรให้ ทางเพื่อนๆ น้อง ก็บอกว่าน้องได้มีการโกหกเรื่องการสร้างตัวตน ซึ่งก็ถามน้องต่อหน้าเพื่อนๆ น้องก็บอกว่าจริงน้องโกหกไป เพราะว่าต้องการให้เพื่อนยอมรับในตัวเอง ซึ่งแม่ก็ให้น้องขอโทษเพื่อนๆ และก็บอกกับลูกว่าเราต้องอยู่กับความจริง น้องทำแบบนี้ไม่ถูก หลังจากนั้น แม่ก็คิดว่าทุกอย่างจบแล้ว แต่ก็ไม่จบ จนมาเจอปัญหาแบบนี้คือกรีดสมุดน้องและบูลลี่น้อง” น.ส.ศิริรัตน์กล่าว 

น.ส.ศิริรัตน์กล่าวต่อว่า ตนเสียใจมาก ต้องการให้บุตรสาวหายจากซึมเศร้า และต้องการให้ทางโรงเรียนช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว อย่าปล่อยผ่าน เพราะมันเป็นเรื่องของผลกระทบต่อจิตใจเด็ก และเพื่อหาทางออก ก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายกับบุตรสาวของตนเอง และหลังน้องเรียนจบ ม.1 ตนคิดว่าตนกับน้องจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ภาคเหนือเพื่อแก้ปัญหานี้ 

ด้านเด็กหญิงบี อายุ 13 ปี กล่าวว่า ตนโดนแกล้งหนักมาก โดนเอาน้ำสาดใส่ตอนอยู่ในห้องน้ำ แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร และยังเขียนข้อความด่าบนโต๊ะของตน หนักสุดก็กรีดสมุดและก็บีบหมึกปากกาทิ้ง ส่วนครูประจำชั้น ก็ฝากตนมาบอกแม่ ว่า ให้มาเขียนใบลาออกได้แล้ว 

 

ล่าสุดแม่น้องได้ติดต่อกับทางผู้อำนวยการโรงเรียนแล้ว ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนเพิ่งจะทราบเรื่องจากแม่ และจะเรียกครูประจำชั้นมาสอบถามต้นสายปลายเหตุเรื่องดังกล่าวและหาทางแก้ร่วมกัน 

 

มติชนออนไลน์ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น