
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ลงนามไล่ออกจากราชการครูและผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 65 คน ใน 50 โรงเรียนพื้นที่จ.นครราชสีมา เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดครูและผู้บริหารโรงเรียนร่วมกันทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียน เมื่อปี 2555 มาแล้ว ซึ่งตามกฎหมายเมื่อป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมาสพฐ.ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยทันที ซึ่งในประเด็นการลงโทษทางวินัยกับครูและผู้บริหารจำนวน 65 คนนั้น ก่อนที่สพฐ.จะออกคำสั่งได้ทำหนังสือขอความเห็นไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะมีครูกลุ่มไหนลงโทษทางวินัยได้หรือไม่ได้บ้าง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งหนังสือตอบกลับมาว่า หากครูคนใดที่ออกจากราชการไปแล้วเกินกว่า 3 ปีสพฐ.ไม่สามารถออกคำสั่งลงโทษทางวินัยได้ โดยในจำนวนดังกล่าวมีครูที่ไม่โดนลงโทษทางวินัยตามโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลมีอยู่ประมาณหลักสิบคนเท่านั้น ซึ่งตนจำข้อมูลตัวเลขทั้งหมดไม่ได้ ทั้งนี้หากครูคนใดที่ต้องการจะยื่นอุทธรณ์ สพฐ.ก็พร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและหลักฐานประกอบการพิจารณาอย่างเต็มที่ เพราะเป็นสิทธิที่ครูจะต้องได้รับ
“สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการประมูลการแบบ e-Auction เราได้รับเสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูบรรจุใหม่และต้องรับหน้าที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียน โดยหากเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงสามารถร้องขอมาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ช่วยดำเนินการให้ได้ เพราะเขตพื้นที่จะมีเจ้าหน้าที่พัสดุที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง รวมถึงเรื่องวิศวกรการก่อสร้างอาคารเรียนหากบุคลากรของโรงเรียนไม่มีความรู้ก็สามารถทำหนังสือขอคำแนะนำจากกลุ่มงานวิศรกรโยธาขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือระดับจังหวัดเข้ามาช่วยดำเนินการให้ได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก อย่างไรก็ตามสพฐ.จะออกหนังสือทำหน้าความเข้าใจในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างให้แก่โรงเรียนรับทราบอีกครั้ง” เลขาธิการกพฐ.กล่าว
ที่มา ; เดลินิวส์ 27 ธันวาคม 2564
เกี่ยวข้องกัน
ศาลฎีกา สั่งจำคุก 3 ปี 4 เดือนปรับ 1 แสน ‘สมหญิง บัวบุตร’ อดีต ส.ส.พท. คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี ส่วนเอกชน คนละ 1 ปี 4 เดือน
เมื่อวันที่ 5 กันยายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา คดีดำ อม.18/2565 กรณี นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 12 ราย ทุจริตในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณปี พ.ศ.2555 งบแปรญัตติ ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดอำนาจเจริญ ทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างงานปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) มีลักษณะมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่การเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐและการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานและวิธีการสร้างสนามกีฬา ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว จำเลยทั้ง 12 ราย ประกอบด้วย 1.นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 2.นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 3.นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี 5.นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์ 6.บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด 7.นางสาวพรเพ็ญ ภิรมย์กิจ 8.บริษัท วาย อีอี จำกัด 9.นายยี พณิชยา 10.บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด 11.นางสาวเบญจพันธ์ บุญบงการ และ 12.นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์
โดยศาลฯ มีคำพิพากษา จำคุก นางสมหญิง บัวบุตร จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ปรับ 100,000 บาท จำคุกนายชินภัทร ภูมิรัตน จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี ปรับ 150,000 บาท
จำคุกจำเลยที่ 5, 7, 9, 11 คนละ 2 ปี ปรับจำเลยที่ 4, 6, 8, 10 รายละ 22,467,500 บาท
ให้จำเลยที่ 1, 2 และ 7 รอการลงโทษ 3 ปี
ทางนำสืบของจำเลยที่ 4-11 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 จำคุกจำเลยที่ 5, 7, 9, 11 คนละ 1 ปี 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 4, 6, 8, 10 คนละ 14,978,333.33 บาท
จำคุกจำเลยที่ 12 เป็นเวลา 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 3
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สรุป : คำพิพากษา 'สมหญิง' อดีตสส.เพื่อไทย-พวก ไฉน! รอลงอาญาคุกคดีทุจริตสนามฟุตซอล
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เผยแพร่เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลคำพิพากษาโดยย่อของคดีข้างต้น มีรายละเอียด ดังนี้
5 ก.ย. 2567 เวลา 10 นาฬิกา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำนคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.18/2565 หมายเดงที่ อม.31/2567 ระหว่าง
อัยการสูงสุด โจทก์
คดีนี้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 โจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ 1 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อำนาจเจริญ จำเลยที่ 12 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนโนนม่วงโนนจิก จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ถึงเดือนมกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เข้าไปพิจารณาคำขอเพิ่มเติมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำเลยที่ 1 กำหนดรายชื่อโรงเรียน จัดทำบัญชีคุมยอดรายการแปรญัตติ พ.ศ. 2555 (ใบโควตา) เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนให้เข้าร่วมฟังจำเลยที่ 12 ชี้แจงและแจกแผ่นซีดีและตัวอย่างเอกสารการจัดทำโครงการ จำเลยที่ 3 ยอมรับการจัดสรรรงบประมาณ โดยไม่ทักท้วงที่มาของงบประมาณไม่วิเคราะห์ความขาดแคลน ความจำเป็นเร่งด่วนของโรงเรียน 12 แห่ง
จากนั้นจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 โดยจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและกรรมการผู้จัดการ ยื่นซองประกวดราคาหมุนเวียนเป็นคู่เปรียบเทียบราคากัน อันเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ได้ร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารหนังสือจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายฉบับเดียวกัน จำเลยที่ 9 และที่ 10 โดยจำเลยที่ 11 แต่งตั้งจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทในครั้งเดียวกัน จำเลยที่ ที่ 9 และที่ 11 มีความสัมพันธ์อันถือได้ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน
จำเลยที่ 4 ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับโรงเรียน 6 แห่ง และจำเลยที่ 6 ได้เข้าเป็นคู่สัญญากับโรงเรียน 3 แห่ง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จปรากฏว่าแผ่นยางสังเคราะห์บวม โก่งงอ ไม่สามารถต้านแรงลมได้ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 จึงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 12 ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ กระทำการทุจริตในกระบวนการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 (งบแปรญัตติ) และกระทำการทุจริตในกระบวนการจัดชื่อจัดจ้าง โดยมีลักษณะมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 151, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 7, 10, 11, 12, 13 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และขอให้นับโทษต่อตามฟ้อง
จำเลยทั้งสิบสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 รับว่าเป็นจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลนัดไต่สวน 23 นัด เริ่มไต่สวนนัดแรกวันที่ 22 มิถุนายน 2566
@ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยปัญหาแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่
เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชอบที่จะดำเนินการไต่สวนคดีนี้ได้ภายในอายุความ ตามมาตรา 48 วรรคท้ายและโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนีได้ภายในอายุความ ตามมาตรา 77 วรรคท้าย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
@ จำเลยที่ 2, 3 ทำผิดกม.โดยมีจำเลยที่ 1 และ 4-12 สนับสนุนหรือไม่
ปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 150, 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 โดยมีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ร่วมกระทำความผิดหรือเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่
เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีบันทึกข้อความขอเพิ่มงประมาณจากคำของบประมาณเดิมที่ถูกปรับลด ซึ่งไม่ปรากฏคำขอเพื่อก่อสร้างสนามฟุตซอล ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ อันเป็นขั้นตอนปกติ ส่วนขั้นตอนการพิจารณาจัดสรรงบประมาณของ สพฐ. มีการจัดทำใบโควตา และมีการจัดสรรงบประมาณตามบัญชีรายชื่อสมาชิกสกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองจริง หากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว ย่อมต้องจัดสรรงบประมาณตามคำขอเดิมที่ได้วิเคราะห์ความขาดแคลนเป็นอย่างดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะจัดสรรนอกเหนือไปจากคำของบประมาณเดิม จำเลยที่ 2 แจ้งจัดสรรงบประมาณให้แต่เฉพาะโรงเรียนตามรายชื่อที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแจ้งมาเท่านั้น ทั้งที่โรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ไม่เคยของบประมาณก่อสร้างสนามฟุตชอลมาตั้งแต่แรก พฤติการณ์จึงบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณไปตามใบโควตา อันเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในชั้นกรรมาธิการที่กำหนดให้ต้องใช้ข้อมูลประกอบการจัดสรรงบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎรโดยการประสานงานจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งประมาณรายจ่ายจ่ายก่อสร้างสนามฟุตซอล อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่นจากงบประมาณนั้น ย่อมเป็นการกระทำโดยทุจริตและเป็นการดำเนินการไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ สพฐ. และราชการ
ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 เสนอคำของบประมาณเพิ่มเติมตามคำขอเดิมทั้งหมด จึงฟังฟังไม่ได้ว่าเป็นการเสนอตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 เป็นเพียงการพิจารณาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนขั้นตอนการพิจารณาจัดสรรงบประมาณของ สพฐ. นั้น บัญชีรายละเอียดขอสนับสนุนงบประมาณมีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงบางราย แสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดที่ไม่ประสงค์จะเกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณก็จะไม่มีรายชื่อในบัญชีดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 เพิ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกได้เพียง 3 เดือนเศษ ก็ไม่มีเหตุผลที่บุคคลอื่นจะอ้างชื่อจำเลยที่ 1 ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรียนทั้ง 15 แห่ง ล้วนแต่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น การที่มีรายชื่อจำเลยที่ 1 ปรากฎในบัญชีดังกล่าว จึงเป็นข้อพิรุธให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณด้วย ทั้งผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องย่อมไม่ทราบข้อมูล
เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลรวมถึงรายชื่อโรงเรียน แต่จำเลยที่ 1 กลับยืนยืนว่า เป็นงบประมาณเพื่อก่อสร้างสนามฟุตชอล
@ คดีขาดอายุความ
จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีรายละเอียดขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้มีการดำเนินการตามใบโควตา ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ (งบแปรญัตติ) ของ สพฐ. อันเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้เงินงบประมาณโดยมิชอบ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาจัดสรรรงบประมาณของ สพธ. จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 แต่ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 นั้นขาดอายุความแล้ว
ส่วนจำเลยที่ 3 เพิ่งมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สพป.อำนาจเจริญ ภายหลังจากโรงเรียนยื่นคำของบประมาณกรณีปกติแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการเสนอของบประมาณปกติมาแต่แรกส่วนในชั้นการพิจารณางบประมาณแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการพิจารณาจัดสรรงบประมาณในลักษณะเริ่มต้นจากบนลงล่าง การที่จำเลยที่ 3 มิได้ทักท้วงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันจะส่อพิรุธว่าเป็นการทุจริต
ส่วนการพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณ (งบแปรญัตติ) ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 พิจารณาอนุมัติให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 แจ้งจัดสรรงบประมาณพร้อมรายชื่อโรงเรียน จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ สพฐ. และราชการ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ส่วนจำเลยที่ 12 ไม่ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับผู้อำนวยการโรงเรียนตามฟ้องคนใด อีกทั้งจำเลยที่ 12 ก็รับราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีคนละเขตพื้นที่กัน กรณีจึงไม่มีเหตุต้องให้จำเลยที่ 12 ช่วยดำเนินการในขั้นตอนการจัดสรรบประมาณ
นอกจากนี้ในวันที่จำเลยที่ 12 ชี้แจงที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดนั้น มีการแจกของเอกสารสีน้ำตาลซึ่งระบุชื่อโรงเรียนไว้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 12 จะเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 12 มีส่วนร่วมหรือกระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะที่มีการกระทำความผิดในส่วนนี้
ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณ (งบแปรญัตติ) เพื่อก่อสร้างสนามฟุตซอล ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 เคยรู้จักหรือติดต่อกับจำเลยที่ 2 ในเรื่องการก่อสร้างสนามฟุตซอล อันจะทำให้เห็นว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะกก่อนหรือขณะจำเลยที่ 2 กระทำความผิด
@ จำเลย 1-12 ทำผิดตามพ..ร.บ.เสนอราคา หรือไม่
ปัญหาต่อไปต้องวินิจฉันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาฯ หรือไม่
เห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจัดชื่อจัดจ้างโรงเรียนในสังกัด สพป.อำนาจเจริญ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในส่วนนี้
ส่วนจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งกรอบวงเงินที่จะจัดสรรเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ที่ 2 ไปพบหรือติดต่อกับผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัด สพป.อำนาจเจริญตลออดจนผู้เสนอราคารายใด รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในขั้นตอนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียน ทั้งไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจัดทำแผ่นซีดีด้วย จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในส่วนนี้
ส่วนจำเลยที่ 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางตามคำสั่งที่ 200/2555 สืบเนื่องมาจากสพฐ. ไม่มีแบบมาตรฐานสนามฟุตซอลและผู้อำนวยการโรงเรียนได้มาหารือกับจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้ริเริ่มให้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นมาเองตั้งแต่แรก การใช้ข้อมูลจากแผ่นซีดี มิได้เกิดจากการบังคับหรือสั่งการของจำเลยที่ 3 หากแต่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานภายในของแต่ละโรงเรียนเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีความเกี่ยวพันเป็นพิเศษกับผู้เสนอราคาจนอาจเป็นมูลเหตุนำไปสู่การชี้นำหรือสั่งการเพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้เสนอราคา อีกทั้งขณะนั้นยังไม่ปรากฏข้อทักท้วงว่า การกำหนดเงื่อนไขรายชื่อหนังสือจะเป็นช่องทางกีดกันบุคคลอื่นมิให้เข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรมได้ ลำพังรายชื่อหนังสือดังกล่าวยังไม่พอ บ่งชี้ว่าเป็นหนังสือที่ไม่สามารถหาได้หัวไปในท้องตลาดหรือเจ้าของสิทธิในหนังสือจะเข้ามาเสนอราคาด้วย
การกระทำของคณะกรรมการกำหนดราคากลางจึงอาจเป็นเพียงการกระทำตามแบบอย่างที่โรงเรียนอื่นอื่นบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งหากจำเลยที่ 3 รู้ถึงความผิดปกติของการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 จะเแต่งตั้งตนเองเป็นประธานคณะกรรมการกำหนดราคากลางทั้ง 2 ชุด ซึ่งทำให้ต้องเสี่ยงต่อการตรวจสอบกล่าวหาในภายหลัง จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาฯ ม.10, 11, 12 ตามฟ้อง
เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการในการกระทำความผิดตามตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาฯ ม.10, 11, 12, 13 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 12 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้อง
สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 เห็นว่า เอกสารแนบท้ายประกาศประกวดราคาจ้างกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ ให้รวมถึงหนังสือซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการมีหรือใช้สนามฟุตซอล อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 อย่างเจาะจง มีผลเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่นไม่ให้เข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เนื่องจากอาจไม่สามารถจัดหาหนังสือเหล่านี้มาได้ โดยมีการแต่งตั้งจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือดังกล่าวในช่วงเวลาที่ใกล้กับการแจ้งจัดสรรรบประมาณของ สพฐ. ส่อให้เห็นว่ามิใช่เป็นการประกอบการค้าอย่างปกติ
อีกทั้งจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ต่างก็ใช้เอกสารหนังสือรับรองจากจำเลยที่ 10 และเป็นเอกสารฉบับเดียวกัน โดยเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความย่อหน้าสุดท้ายเหมือนกัน ชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันจัดเตรียมเอกสารที่ใช้ในการยืนประกวดราคาด้วยกัน และมีการยื่นเอกสารประกวดราคาของจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจโดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ว่าจ้างบุคคลกลุ่มเดียวกัน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 คบคิดร่วมกันกันในการเสนอราคามาตั้งแต่ต้น ส่วนจำเลยที่ 10 และที่ 11 นั้น แม้จะไม่ได้ยื่นซองประกวดราคาและเข้าร่วมในการเสนอราคา (เคาะราคา) ด้วย แต่จำเลยที่ 10 และที่ 11 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอราคาของจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ด้วย เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายหนังสือที่ต้องใช่ในการประกวดราคา แต่งตังตัวแทนจำหน่ายแผ่นยางสังเคราะห์อันเป็นวัสดุสำคัญในการก่อสร้างสนามกีฬา การช่วยเหลือจัดหาหลักประกันในการยื่นซองประกวดราคาหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา และหลักประกันผลงาน
ทั้งยังได้จัดเตรียมหนังสือรับรองแผ่นยางสังเคราะห์ ตลอดจนช่วยเหลือทางการเงินโดยทดรองออกเงินค่าปูพื้นคอนกรีต กับรับโอนสิทธิรับเงินค่าจ้างก่อสร้างบางโรงเรียน ซึ่งเกินเลยไปกว่าการช่วยเหลือตัวแทนจำหน่ายเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าตามปกติ ประกอบกับจำเลยที่ 11 ก็อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 9 และพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันอีกด้วย พฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ
ส่วนจำเลยที่ 7 ทราบถึงการเข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 แต่แรกแล้ว ข้ออ้างที่ว่าไม่ได้อ่านเอกสารนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
สำหรับจำเลยที่ 12 ได้เข้าไปมีส่วนสำคัญในการชี้แจงแนวทางการจัดซื้อจัดจ้าง มีการแจกของเอกสารระบุชื่อโรงเรียนและแผ่นชีดีที่มีข้อมูลการจัดทำเอกสารการจัดชื่อจัดจ้าง อันบ่งชี้ว่ามีการวางแผนตระเตรียมการล่วงหน้าจนนำไปสู่การกำหนดร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะให้มีรายการหนังสือเป็นเงื่อนไขในการประกวดราคา เป็นช่องทางอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการกีดกันมิให้บุคคลอื่นเข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคาได้อย่างเท่าเทียมกัน จำเลยที่ 12 มุ่งประสงค์ที่จะให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเรียนเชื่อถือข้อมูลในแผ่นซีดี ซึ่งคณะกรรมการต่าง ๆ ของโรงเรียนก็ได้ใช้ข้อมูลซึ่งตรงกับในแผ่นชีดี ยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังจากทราบว่า หจก. ต. ชนะการประกวดราคาจำเลยที่ 12 โทรศัพท์ไปหาผู้อำนวยการโรงเรียนในลักษณะแสดงความไม่พอใจ นับว่าผิดปกติวิสัยของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมกันเสนอราคาเป็นอย่างยิ่ง จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 12 มีส่วนพยายายามกีดกันผู้ประกอบการอื่นมิให้สามารถแข่งขันราคากับกลุ่มของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ได้อย่างเป็นธรรม
การกระทำของจำเลยที่ 12 เป็นการกระทำโดยวิธีการอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาฯ มาตรา 7 แล้ว
@ พิพากษา
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 255542 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 12 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7
ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท
จำเลยที่ 2 กระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 150,000 บาท
จำคุกจำเลยที่ 5 ที่ 7 ที่ และที่ 9 และที่ 11 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 เป็นเงินคนละ 22,467,500 บาท
ทางนำสืบของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 เป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุก จำเลยที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 คนละ 14,978,333.33 บาท
จำคุกจำเลยที่ 12 มีกำหนด 2 ปี
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากเห็นว่าพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกได้ เพียง 3 เดือนเศษ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างใด หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำคณะครูไปยังสำนักสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 5 เพื่อแจ้งปัญหาการก่อสร้างสนามฟุตซอลไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการบอกเลิกสัญญาในบางโรงเรียน เป็นการระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย
ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฎว่าได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คงกระทำความผิดไปตามเงื่อนไขในขั้นกรรมาธิการว่าจะต้องใช้ข้อมูลรายละเอียดประกอบการจัดสรรรบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎรโดยการประสานงานจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจำเลยที่ 2 มุ่งหวังจะให้มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย (งบแปรญัตติ) เพิ่มเติมให้แก่หน่วยงานในสังกัดของตนเท่านั้น ต่อมาได้มีการสร้างสนามฟุตซอล เพื่อประโยชน์ของโรงเรียนจริง โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบกับจำเลยที่ 2 อายุ 71 ปีเศษ ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นเวลานาน นับว่ามีคุณงามความดีมาก่อน
ส่วนจำเลยที่ 7 เป็นเพียงแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็ก พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 7 เข้าร่วมกระทำความผิดเนื่องจากอยู่ภายได้ความครอบงำของนายจ้าง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 7 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด คนละ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29
นับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.99/2566 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.159/2566 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.100/2566 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.160/2566 ของศาลอาญาคดีจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
นับโทษจำเลยที่ 11 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.100/2566 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่อท.160/2566 ของศาลอาญาคดีทจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
นับโทษจำเลยที่ 12 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขแดงที่ อท.99/2566 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่อท.159/2566 ของศาลอาญาคดีจุริตและประพฤติมิชอบภาค 4
ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 9 และที่ 11 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่ 74 ที่ 76 และที่ 82 ในคดีหมายเลขดำที่ อม.17/2564 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ อม.17/2564 ศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอของโจทกในส่วนนี้
ส่วนข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 12 นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา
เกี่ยวข้องกัน
คดีมหากาพย์การก่อสร้างสนามฟุตซอล สพฐ.
บทเรียนคดีความก่อสร้างสนามฟุตซอลของสพฐ. นี้ ได้สร้างความทุกข์ให้คนกระทรวงศึกษาธิการอย่างหนัก ทุกข์ทรมานยาวนานเป็นทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2556 เลย แม้สุดท้าย ศาลฎีกา คดีอาญาจะตัดสินอย่างไร ใครผิด ใครพ้น จะติดคุกหรือไม่ จะรอลงอาญาหรือเปล่า แต่ความทุกข์ของพี่น้องเราที่โดนคดี โดนกล่าวหา มันช่างหนักหนาสาหัสเหลือเกิน หนักหนาสาหัสเกินจะบรรยาย
เพื่อนครู เพื่อนผู้บริหารโรงเรียน บางคนโดนปปช.ชี้มูล ถูกราชการไล่ออก ปลดออก เพื่อน ผอ.เขต รุ่นพี่และรุ่นเดียวกับผม บ้างคนถูกไล่ออก ปลดออก ท่านลองคิดดูมันจะทุกข์ระทมแค่ไหน ไม่ได้ทุกข์เฉพาะผู้ถูกคดีคนเดียว ลูกเมีย พ่อแม่ และครอบครัวของเขา พลอยระทมทุกข์ พลอยตกนรกไปด้วย บางคนทุกข์จนเครียด เจ็บป่วยเสียชีวิตไปก็มาก ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
ในสมัยนั้นผมเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 ผมตัดสินใจไม่รับโครงการไม่รับงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลนี้ จนถึงวันนี้ ผมดีใจและภูมิใจที่ได้ช่วยปกป้องผู้บริหารและครูให้รอดและปลอดภัย
#แล้วใครจะรับผิดชอบกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้
#บทเรียนครั้งนี้คืออะไร #เหตุเกิดมาจากใคร #ใครเป็นผู้เริ่มต้น #ใครเป็นผู้สานต่อ #ใครเป็นผู้ส่งต่อ #สุดท้ายแล้วใครรับกรรม
แต่บทสรุปของปรากฏการณ์นี้ มันเป็นโศกนาฏกรรมของพวกเราที่เป็นคนกระทรวงศึกษาธิการ เป็นความโหดร้ายที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการของเรา
ถึงเวลาหรือยังที่คนเป็นครู ถึงเวลาหรือยังที่คนเป็นผู้บริหาร ถึงเวลาหรือยังที่ผู้บริหารในทุกระดับ จะตระหนักถึงภัยร้ายพวกนี้
#โครงการโรงเรียนสุจริต #โครงการเขตสุจริต เข้มแข็งพอหรือยัง ?
#เกียรติศักดิ์ศรี #การทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต #อุดมการณ์ความเป็นครู ยังอยู่ในสายเลือดพวกเราอยู่ไหม?
ในฐานะผมเป็นคนกระทรวงศึกษาธิการคนหนึ่ง อดีตเคยดำรงตำแหน่ง #รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตเคยทำหน้าที่ #โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เคยเป็นกระบอกเสียงให้ครู เคยเป็นปากเป็นเสียงแทนครู วันนี้ผมจึงขอใช้สิทธิในฐานะคนกระทรวงศึกษาธิการ ใช้สิทธิคนสพฐ. คนที่เคยเห็นเพื่อนเห็นพี่เห็นน้องที่พบเจอกับสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ ขอออกมาเรียกร้องสิ่งนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในกระทรวงศึกษาธิการของเรา
ใครเห็นด้วยกับผมช่วยแชร์ให้โลกรู้ว่า เราจะทำงานอย่างซื่อสัตย์ สุจริต มีอุดมการณ์ ให้สมกับที่ได้ชื่อว่า เป็นครู
ที่มา ; fage ดร.วีระ แข็งกสิการ
เกี่ยวข้องกัน
บิ๊กอุ้ม ชี้คดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอล เป็นไปตามกฎหมาย สพฐ.มอบนิติกรดูคำพิพากษาศาล
วันที่ 6 กันยายน 2567
จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตแปรญัตติงบปี 2565 ก่อสร้างสนามฟุตซอลหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในคดีหมายเลขดำที่ อม.18/256565 หมายเลขแดงที่ อม.30/2567567 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ กับ นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จำเลยที่ 2 นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อำนาจเจริญ จำเลยที่ 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี จำเลยที่ 4 นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์ จำเลยที่ 5 บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด จำเลยที่ 6 น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ จำเลยที่ 7 บริษัท วายอีอี จำกัด จำเลยที่ 8 นายยี พณิชยา จำเลยที่ 9 บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด จำเลยที่ 10 น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ จำเลยที่ 11 และนายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนโนนม่วงโนนจิก จ.อุบลราชธานี จำเลยที่ 12
โดยโจทก์ยื่นฟ้องว่า นางสมหญิง จำเลยที่ 1 นายชินภัทร จำเลยที่ 2 นายอดุลย์ จำเลยที่ 3 นายพิพัฒน์ จำเลยที่ 12 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงเดือนมกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เข้าไปพิจารณาคำขอเพิ่มเติมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ของ สพฐ.จำเลยที่ 1 กำหนดรายชื่อโรงเรียน จัดทำบัญชีคุมยอดรายการแปรญัตติ พ.ศ.2555 เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนให้เข้าร่วมฟังจำเลยที่ 12 ชี้แจง และแจกแผ่นซีดี และตัวอย่างเอกสารการจัดทำโครงการ จำเลยที่ 3 ยอมรับการจัดสรรงบโดยไม่ทักท้วงที่มาของงบ ไม่วิเคราะห์ความขาดแคลน ความจำเป็นเร่งด่วนของโรงเรียน 12 แห่ง
ศาลพิพากษาดังนี้ นางสมหญิง บัวบุตร จำคุก 3 ปี 4 เดือน รอลงอาญา 3 ปี นายชินภัทร ภูมิรัตน จำคุก 5 ปี รอลงอาญา 3 ปี ยกฟ้องนายอดุลย์ กองทอง นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ จำคุก 2 ปี นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์, น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ, นายยี พณิชยา, น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษเหลือ 1 ปี 4 เดือน ปรับ หจก.จี โอ โอ ดี, บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท วายอีอี จำกัด และบริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด รายละ 22.467 ล้านบาท ลดเหลือ 14.9 ล้านบาท นั้น
เมื่อวันที่ 6 กันยายน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นนานแล้ว ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ
ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนจะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายดูรายละเอียดคำพิพากษาดังกล่าว โดยในส่วน ของนายชินภัทร สพฐ.ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะถือว่าได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ส่วนนายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่ผ่านมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลและมีมติให้ไล่ออกจากราชการ ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษายกฟ้องแล้วก็ต้องเคารพมติของศาล
“เมื่อมีคำพิพากษาดังกล่าวออกมา จากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของพื้นที่อื่นๆ ก็ต้องรอฟังคำพิพากษาของศาล หากศาลสั่งอย่างไรก็ต้องดำเนินการตามนั้น เช่น คนที่ไล่ออกไปแล้ว หากศาลสั่งยกฟ้องก็ต้องยกเลิกคำสั่งไล่ออกจากราชการ เป็นต้น” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2563 ได้พิจารณาลงโทษวินัยข้าราชการ ศธ.กรณีประพฤติผิดทางวินัย พร้อมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ไล่ออกจากราชการ กรณีถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริตในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ใน จ.นครราชสีมา ในการจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ หรือสนามฟุตซอล ซึ่งมีลักษณะมุ่งหมายไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อแก่ผู้เข้ารับการเสนอราคารายใดรายหนึ่ง ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานตามรูปแบบรายการก่อสร้างสนามกีฬาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
ที่มา ; มติชนออนไลน์