สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แนวคิดการศึกษาในโลกอนาตต เพื่อรับมือยุคปัญญาประดิษฐ์

 หลังจาก “ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ สร้างกระแสเสนอแนวคิด ลดจำนวนปีการเรียนในระบบการศึกษา ให้จบมหาวิทยาลัยที่อายุ 18 ปี จากปกติที่เรียนจบที่อายุประมาณ 21-22 ปี โดยเป็นการให้สัมภาษณ์นอกรอบ ในช่วงที่เขาไปปราฎตัวขึ้นเวที “Forum for World Education” ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2562

การจัดงานครั้งนี้ กำหนดหัวข้อ รูปแบบการศึกษาแห่งอนาคตสำหรับทศวรรษหน้า โดยเวทีนี้ได้เชิญบรรดาผู้นำด้านธุรกิจและทุกภาคส่วนระดับโลก เช่น ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี, แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา และ เดวิด ครุกแชงก์ ประธานบริษัท ดีลอยท์ แห่งสหราชอาณาจักรร่วมเวทีพร้อมกับนักการศึกษา คณบดี อธิการบดี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในหลายประเทศเข้าร่วมเพื่อหาแนวทางการศึกษาแห่งอนาคต

ในงานนี้นอกจาก ธนินท์จะได้รับเชิญขึ้นเวที รับฟังการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Progress, challenges and opportunities ของ แจ็ก หม่าผู้ก่อตั้งและอดีตประธานบริหารบริษัท อาลีบาบากรุ๊ปแล้ว เขายังได้ร่วมสะท้อนความคิดเห็นด้านการศึกษา ซึ่งหลายเรื่องเขาเห็นตรงกับ แจ็ก หม่า โดยเฉพาะ การเรียนนอกตำรา ผ่านการ ลงมือทำ

โดย แจ็ก หม่ากล่าวบนเวทีปาฐกถาที่ปารีสว่า เด็กควรเรียนจบให้เร็วขึ้น จะได้มีโอกาสทำงานพร้อมกับการเรียนรู้ชีวิตไปด้วย เพื่อให้เข้าใจชีวิตจริง เรียนรู้จากปัญหาจริงๆ เพราะวันนี้การเรียนในระดับอุดมศึกษาไม่ได้เป็นหลักประกันในหน้าที่การงานอีกต่อไป อาลีบาบากรุ๊ปไม่ได้จ้างคนที่เพราะเขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หรือเอ็มไอที แต่จ้างบุคลากรที่มีความพร้อมจะเรียนรู้ มีความต้องการการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์ บุคลากรที่เราจ้างงาน คือ คนที่ต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ได้จ้างเพียงเพราะเขามีปริญญาหรือมีวุฒิการศึกษาขั้นสูง เพราะทันทีที่คุณเรียนจบได้รับวุฒิการศึกษาแล้ว นั่นก็หมายความว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่คุณต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของคุณเอง

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ ธนินท์เห็นว่า ทำไมจึงเสนอให้ลดจำนวนปีการเรียนในระบบการศึกษาลง โดยเห็นว่า การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เขามีแนวคิดอยากให้เด็กไทยเรียนจบมหาวิทยาลัยที่อายุ 18 ปี แล้วทำงานได้เลย โดยลดจำนวนปีลงจากระบบการศึกษาปกติประมาณ 4 ปี เพราะเป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า ต้องเร็วแบบมีคุณภาพ โดยเขายกกรณีให้เห็นว่า สถาบันผู้นำเครือซีพี ที่เขาก่อตั้งขึ้นนั้น ใช้เวลา 3-6 เดือน ในการสร้างคนให้ทำงานและบริหารจัดการเป็นผู้จัดการได้ สามารถทำงานสร้างกำไรได้ แต่นั่นคือเชิงธุรกิจ หากมองในฝั่งนักวิชาการ มหาวิทยาลัย หรือภาคการศึกษาก็ควรจะต้องเร็วเช่นเดียวกัน

เขามองว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันใช้เวลามากเกินไป ช่วงอายุ 18 ปี คือวัยที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้แสดงศักยภาพมากเท่าที่ควร แต่หากเป็นความรู้เฉพาะทางให้ไปศึกษาต่อตามที่จำเป็น แต่การศึกษาปริญญาตรีขั้นพื้นฐานควรลดจำนวนปีเหลือที่ 18 ปี เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในสังคมแห่งการทำงาน

น่าสนใจตรงที่มหาเศรษฐีเบอร์ต้นของประเทศเจ้าของอาณาจักรแสนล้านที่มีพนักงานทั่วโลก 3 แสนคน มองถึงอนาคตในการทำงานไว้ว่า “ความรู้ของเรา ประสบการณ์ของเรา มันใช้กับสมัยใหม่ไม่ได้ ยุคก่อนอาจทำได้ แต่ยุคนี้มันไม่ใช่แล้ว มันกำลังเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เขาเชื่อว่า คนยุคใหม่ฉลาดมากขึ้นเราจึงต้องสนับสนุนให้เขาเรียนจากสังคม

แนวคิดจบปริญญาตรีอายุ 18 ปี ของ ธนินท์แม้ไม่ได้ถูกเสนอให้เสียงดังฟังชัดบนเวทีใหญ่ในการประชุม “Forum for World Education” แต่เนื้อหาสาระบางอย่างที่เขาได้พูดบนเวทีในที่ประชุมก็มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน

เราลองมาดู สรุปแนวคิดด้านการศึกษาของ ธนินท์แห่งซีพี และ แจ็ก หม่าแห่งอาลีบาบา บนเวที “Forum for World Education” ที่ปารีสกัน โดยเว็บไซต์ข่าวทางการของเครือซีพี www.cp-enews.com รวบรวมเนื้อหาไว้ โดยเราขอสกัดเนื้อหามาสรุปเสนอให้เห็นภาพเปรียบเทียบ 2 แนวคิดด้านการศึกษา ซึ่งมีส่วนที่คล้ายคลึง หรือแตกต่างกันที่จุดไหน มาดูกัน

 

9 มุมมองด้านการศึกษาแห่งอนาคตของ ธนินท์ เจียรวนนท์

1.แก่นแท้ที่ดีที่สุดต้องสร้างอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด การที่จะสร้างอาจารย์ให้ได้เยี่ยมที่สุด ก็ต้องให้เกียรติเขามากที่สุด ให้รายได้ที่มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้คนเก่ง ๆ ในสังคมหรือในโลกนี้ต้องการที่จะหันมาประกอบอาชีพครูหรืออาจารย์

2.เราต้องสอนให้เด็กใจกว้าง อดทน และเรียนรู้ตลอดเวลา

3.ต้องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จัดหาครูที่มีความรู้ความสามารถมาใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนทางไกลให้กับนักเรียนและผู้คนในชนบท เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้

4.การศึกษาก็เหมือนกับธุรกิจ ต้องมีการปรับตัว และต้องพิจารณาว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร

5.เรายังต้องเรียนรู้เทคโนโลยีจากซีกโลกตะวันตก ต้องยอมรับการศึกษาในซีกโลกตะวันออกยังสู้ไม่ได้ เพราะการเป็นนักธุรกิจต้องนำเทคโนโลยีที่ดี ๆ ของทั่วโลกมาใช้

6.การศึกษาที่แท้จริง คือ ต้องได้ไปสัมผัสของจริง เผชิญปัญหาจริง ยิ่งได้เผชิญปัญหาและแก้ไขปัญหาได้มากเท่าไร นั่นจึงเรียกได้ว่าเป็นของจริง แล้วถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วย ถึงจะเรียกว่าสามารถประยุกต์ใช้ความรู้แท้จริง เพราะการอ่านแค่ในหนังสือไม่ได้ทำให้ได้เรียนรู้ถึงปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาได้แท้จริง

7.ก่อนที่การเรียนการสอนจะมีการวางหลักสูตรใหม่ ต้องศึกษาวิจัยความต้องการในโลกยุคนี้ก่อน พิจารณาว่าลักษณะบุคลากรหรือหน่วยงานใดที่บริษัทยังขาดแคลน ต้องมองตลาดความต้องการในระดับโลกไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เพราะต่อไปในอนาคตโลกจะไร้ขอบเขตคนไทยไม่จำเป็นต้องทำงานแค่ในประเทศไทยเท่านั้น

8.การเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราต้องลงมือไปปฏิบัติจริงไปสัมผัสของจริง ไม่ยึดติดกับการสอนรูปแบบเดิมในห้องเรียน แต่ต้องไปสัมผัสของจริง การศึกษาที่ดีต้องสร้างคนที่ไปทำงานได้จริงไม่ใช่เรียนแต่หนังสือ

9.การศึกษาตลอดชีวิตนั้นคนรุ่นเก่าเองก็ต้องใจกว้าง และต้องเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ด้วย และต้องให้คนรุ่นใหม่ได้ทำเรื่องใหม่ อาทิ แจ็ก หม่า เป็นผู้ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีจากโลกตะวันตกมาสร้างธุรกิจในจีน ทั้งที่เขาไม่ได้รับการศึกษาจากซีกโลกตะวันตกเลย

 

9 มุมมองด้านการศึกษาแห่งอนาคตของ แจ็ก หม่า

1.ครูเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะวางพื้นฐานการศึกษา ครูเก่งต้องไปสอนในโรงเรียนที่ขาดโอกาสมากกว่าจะสอนในโรงเรียนที่มีนักเรียนเก่งแล้ว เด็กต้องได้เรียนกับครูที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา ทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นและมั่นใจ ดังนั้นอาชีพครูต้องดึงคนเก่งเข้ามา สนับสนุนส่งเสริมด้านรายได้

2.ต้องสร้างเนื้อหาการศึกษาที่ถูกต้องเพื่อรองรับอนาคต ที่เป็นโลกของการทำงานกับหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาทำงานแทนมนุษย์ในส่วนงานที่เป็นตรรกะและงานที่คงที่ จึงจำเป็นต้องวางเนื้อหาการสอนใหม่ ฝึกให้เด็กมีความคิดเชิงวิเคราะห์

3.สอนให้เห็นรู้จักการทำงานเป็นทีมเวิร์ก สอนให้รู้จักโลกความจริง รู้จักการแก้ปัญหา จึงต้องให้ความสำคัญการเรียนการสอนตั้งแต่เด็กในระดับชั้นอนุบาล ประถม มัธยม

4.ต้องเปลี่ยนดัชนีวัดการเรียนรู้ของเด็กใหม่ ไม่ใช่แค่การทำแต่ข้อสอบ แต่ต้องทำให้เด็กรู้ว่าเขาเรียนหนังสือไปเพื่ออะไรในอนาคต ให้เขารู้เป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เรียนเพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย

5.ต้องสอนให้เด็กเป็นคนที่ไม่หยุดเรียนรู้ การเรียนรู้จากสังคมและการทำงาน ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ดังนั้นการวางหลักสูตรการเรียนการสอนต้องเร็ว และให้ความรู้ใหม่ สถานศึกษาต้องเชื่อมโยงกับบริษัท สำรวจตลาด ต้องพิจารณาว่าอนาคตจะผลิตบุคลากรแบบไหนเพื่อสอดคล้องกับตลาด

6.เด็กควรเรียนจบให้เร็วขึ้น จะได้มีโอกาสทำงานพร้อมกับการเรียนรู้ชีวิตไปด้วย เพื่อให้เข้าใจชีวิตจริง เรียนรู้จากปัญหาจริงๆ เพราะวันนี้การเรียนในระดับอุดมศึกษาไม่ได้เป็นหลักประกันในหน้าที่การงานอีกต่อไป อาลีบาบากรุ๊ปไม่ได้จ้างคนที่เพราะเขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หรือเอ็มไอที แต่จ้างบุคลากรที่มีความพร้อมจะเรียนรู้ มีความต้องการการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์ บุคลากรที่เราจ้างงาน คือ คนที่ต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ได้จ้างเพียงเพราะเขามีปริญญาหรือมีวุฒิการศึกษาขั้นสูง เพราะทันทีที่คุณเรียนจบได้รับวุฒิการศึกษาแล้ว นั่นก็หมายความว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่คุณต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของคุณเอง

7.การศึกษาในอนาคต ต้องสอนให้คนรุ่นใหม่มีหัวใจ เราอาจรู้ว่าการมีไอคิว (ความฉลาดทางสมอง) และอีคิว (ความฉลาดทางอารมณ์) เป็นสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญในอนาคต ต้องสอนให้เด็กมี แอลคิว หรือที่เรียกว่า The Q of Love ที่เป็นความฉลาดทางจิตใจ สิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่สังคมโลก และการทำงานในวันข้างหน้าจะมีหุ่นยนต์ออโตเมชั่น เครื่องจักรเหล่านี้มีเพียงชิปส์ แต่ไม่มีความคิดจิตใจเฉกเช่นมนุษย์ ดังนั้นหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นี่เองที่จะทำให้เราเป็นผู้มีปัญญาญาณ (wisdom) ที่แท้จริง

8.การเรียนการสอนในอนาคตต้อง โฟกัสไปที่แนวคิดโลกไร้พรมแดน Global Vision เช่น แทนที่จะสอนเรื่องราวเส้นแบ่งเขตแดนที่ซับซ้อน แต่ควรสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงความแตกต่าง เพื่อจะได้มีความเคารพต่อโลก เคารพความแตกต่าง เคารพทุกศาสนา เคารพทุกวัฒนธรรม เด็กทุกคนควรได้เรียนสิ่งเหล่านี้ และนี่คือคำตอบของการศึกษาโลก เพื่อให้เด็กได้เข้าใจ เรียนรู้และให้เกียรติผู้อื่น

9.สอนให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ดังนั้นวิชาบังคับที่ควรให้เด็กได้เรียน คือ วิชาศิลปะ กีฬา เต้นรำ เป็นต้น

 

เป็นการสกัด 9 มุมมอง 9 แนวคิด ของนักธุรกิจผู้คร่ำหวอด ซึ่งมองทิศทาง การศึกษาที่ควรจะเป็นในอนาคต

ผู้สนใจอ่านปาฐกถาฉบับเต็มของ แจ็ก หม่าและอ่านเนื้อหาการร่วมสัมมนาของ ธนินท์ เจียรวนนท์ในงาน “Forum for World Education” ที่กรุงปารีส สามารถติดตามได้ที่ www.cp-enews.com

แจ็ก หม่าโชว์วิสัยทัศน์ ปฏิรูประบบการศึกษาโลก รับมือโลกยุคดิจิทัล
> http://www.cp-enews.com/news/details/cpinternal/3480

ประธานอาวุโสซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ขึ้นเวทีพร้อม แจ็ก หม่าผู้ก่อตั้งอาลีบาบากรุ๊ป ร่วมเสนอวิสัยทัศน์การศึกษาแห่งอนาคตมุมมองของภาคธุรกิจ

http://www.cp-enews.com/news/details/cptalk/3483

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 ธันวาคม 2562

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนวิสัยทัศน์การศึกษาแห่งอนาคตจาก ธนินท์ เจียรวนนท์ และ Jack Ma บนเวที Forum for World Education โดยทั้งสองเห็นสอดคล้องกันว่าระบบการศึกษาต้อง “เร็วขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และเน้นการลงมือทำจริง” มากกว่าการเรียนทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

แนวคิดสำคัญคือการลดระยะเวลาเรียน เช่น จบมหาวิทยาลัยเร็วขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนเข้าสู่โลกการทำงานเร็ว และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งเป็น “มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่สำคัญกว่าปริญญา ทั้งยังชี้ว่าตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษาเท่าเดิม แต่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว

ทั้งสองยังเน้นบทบาท “ครู” ว่าต้องมีคุณภาพสูง ได้รับการยกย่อง และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียน พร้อมเสนอให้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยี และปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยเฉพาะยุค AI และโลกไร้พรมแดน

นอกจากนี้ การศึกษาในอนาคตควรพัฒนา “มนุษย์ทั้งคน” ได้แก่ IQ, EQ และ LQ (คุณธรรม/ความเมตตา) รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ และนวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตและทำงานได้อย่างมีคุณค่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดหลักที่ทั้งสองบุคคลเห็นตรงกันมากที่สุดคือข้อใด
ก. เน้นการสอบแข่งขันระดับชาติ
ข. ลดบทบาทครูในระบบการศึกษา
ค. การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง
ง. เพิ่มจำนวนปีการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: ทั้งสองเน้น experiential learning เป็นหัวใจสำคัญ

 

ข้อ 2 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องบทความ ควรดำเนินการอย่างไร
ก. เพิ่มวิชาท่องจำ
ข. เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานและสถานประกอบการ
ค. ลดกิจกรรมเสริมทั้งหมด
ง. เน้นคะแนนสอบเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: หลักสูตรต้องสอดคล้องความต้องการจริงของตลาด

 

ข้อ 3 แนวคิด “จบการศึกษาเร็วขึ้น” มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดงบประมาณรัฐ
ข. เพิ่มจำนวนบัณฑิต
ค. ให้เรียนรู้จากชีวิตจริงเร็วขึ้น
ง. ลดการแข่งขัน
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้เข้าสู่โลกจริงและเรียนรู้จากประสบการณ์

 

ข้อ 4 หากครูต้องพัฒนาผู้เรียนตามแนวคิดนี้ ควรเน้นสิ่งใด
ก. การจำเนื้อหา
ข. การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา
ค. การสอบมาตรฐาน
ง. การเรียนตามตำรา
เฉลย: ข
เหตุผล: โลกอนาคตต้องใช้ทักษะคิดขั้นสูง

 

ข้อ 5 “LQ” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ความฉลาดด้านภาษา
ข. ความฉลาดด้านตรรกะ
ค. ความฉลาดทางจิตใจและความเมตตา
ง. ความฉลาดด้านเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: LQ คือความเป็นมนุษย์ที่ AI แทนไม่ได้

 

ข้อ 6 ข้อใดเป็นบทบาทครูตามแนวคิดใหม่
ก. ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว
ข. เป็นผู้ควบคุมระเบียบ
ค. สร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
ง. เน้นการสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องเป็น facilitator และ inspirer

 

ข้อ 7 หากโรงเรียนต้องลดความเหลื่อมล้ำ ควรใช้แนวทางใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. ใช้เทคโนโลยีการศึกษาทางไกล
ค. จำกัดการเข้าถึง
ง. เพิ่มค่าเล่าเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เทคโนโลยีช่วยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

 

ข้อ 8 เหตุใดปริญญาจึงไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จ
ก. เพราะมีคนเรียนมาก
ข. เพราะตลาดแรงงานไม่ต้องการคนเรียนสูง
ค. เพราะโลกต้องการทักษะจริงและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. เพราะมหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ
เฉลย: ค
เหตุผล: ทักษะและ adaptability สำคัญกว่าใบปริญญา

 

ข้อ 9 การศึกษาแบบใดสอดคล้องกับโลกไร้พรมแดน
ก. เน้นประวัติศาสตร์ชาติเดียว
ข. ปิดกั้นวัฒนธรรมอื่น
ค. ส่งเสริมความเข้าใจความแตกต่าง
ง. จำกัดภาษา
เฉลย: ค
เหตุผล: Global mindset เป็นทักษะสำคัญ

 

ข้อ 10 หากผู้บริหารต้องตัดสินใจเชิงนโยบาย ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. คงหลักสูตรเดิม
ข. ลดคุณภาพเพื่อความเร็ว
ค. ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น เน้นทักษะและการปฏิบัติ
ง. ยกเลิกการเรียนในห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องสมดุล “ความเร็ว + คุณภาพ + ทักษะจริง”

 
 

ความเห็นของผู้ชม