
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความ “ถอดโจทย์ระบบการศึกษาไทยจากคำขวัญวันเด็ก” เขียนโดย พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา TDRI เนื้อหาดังนี้
“มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เป็นคำขวัญวันเด็กปีนี้ ที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มอบไว้เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2567
แน่นอนว่าระบบการศึกษามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมคุณสมบัติเด็กไทย
“พงศ์ทัศ วนิชานันท์” นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ “ถอดโจทย์” จะทำอย่างไรให้ “เด็กในคำขวัญ” ไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน” ที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็นเท่านั้น
มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์
“มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์” สะท้อนถึงการเรียนในยุคปัจจุบัน เด็กต้องไม่มัวขวนขวายหาความรู้เพียงในตำรา แต่เด็กต้องเงยหน้าขึ้นมามองโลกกว้างแล้วนำความรู้ที่ได้ไปใช้จริง ที่สำคัญเด็กต้องสามารถคิดได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีขึ้น
การนำความรู้มาใช้ในชีวิตจริง เด็กต้องมีสมรรถนะที่ครอบคลุมความรู้ ทักษะ และทัศนคติ นอกจากนี้ ในด้านความรู้จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการคิดให้ไปไกลกว่าระดับพื้นฐาน (จำ-เข้าใจ-ประยุกต์ใช้) แต่ต้องทำให้เด็กสามารถคิดขั้นสูงได้ (วิเคราะห์-ประเมินค่า-สร้างสรรค์สิ่งใหม่)
ระบบการศึกษาจะตอบโจทย์ได้จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายในหลักสูตรให้เด็กมีสมรรถนะและสามารถคิดขั้นสูงได้ โดยระบบต้องเอื้ออำนวยให้ครูสามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบบูรณาการได้อย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้นำความรู้ที่ได้จากวิชาต่าง ๆ มาใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง รวมทั้งเชื่อมโยงผลลัพธ์ของการศึกษากับความก้าวหน้าทางอาชีพของครู
การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ระบบการศึกษาต้องเปิดโลกเด็กให้กว้าง กล่าวคือนอกจากทำให้เด็กได้เรียนรู้จากเกิดขึ้นรอบตัวในชุมชน จังหวัด หรือภายในประเทศ แต่ต้องให้น้ำหนักกับความเคลื่อนไหวในต่างประเทศด้วยเพื่อให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ เช่น สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นต้น
อีกประเด็นที่ระบบการศึกษาต้องให้ความสำคัญคือ “ความรู้มีวันหมดอายุและความรู้หมดอายุเร็วกว่าที่เราคิด” ดังนั้น เงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้เด็กสามารถ “มองโลกกว้าง-คิดสร้างสรรค์” ได้อย่างเท่าทันโลกอยู่เสมอคือ ระบบการศึกษาต้องสร้างเด็กให้มีจิตใจแห่งการเติบโต (Growth Mindset) โดยเด็กจะต้องมีความเชื่อว่าตัวเองสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาได้ ทำให้กล้าลงมือทำ พร้อมรับมือกับความล้มเหลว ลุกขึ้นได้เร็ว และเริ่มทำใหม่โดยนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน
การสอนที่จะช่วยให้เด็กมีจิตใจแห่งการเติบโต ครูต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่นักเรียน โดยไม่เน้นเรื่องผิด-ถูกเป็นสำคัญแต่เน้นให้เด็กกล้าแสดงออก ยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย และมีการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ เช่น โจทย์คณิตศาสตร์ ครูควรเปิดให้เด็กอธิบายวิธีการคิดมากกว่ามุ่งหาคำตอบ ประเมินความเข้าใจของเด็ก และเติมเต็มในจุดที่ควรพัฒนา เป็นต้น
เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย
“เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ในหน้าที่ พร้อมรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคม คุณสมบัตินี้สามารถสร้างได้ผ่านกิจกรรมจัดประสบการณ์เรียนรู้ในห้องเรียน และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียน
ห้องเรียนสามารถทำให้เด็กที่มาจากพื้นเพที่ต่างกันสามารถเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกันได้ หากเป้าหมายของระบบการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration Skills) และครูสามารถจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบการทำงานเป็นทีมได้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แบ่งบทบาทหน้าที่ สร้างข้อตกลง แลกเปลี่ยนความรู้ รับผิดชอบต่อหน้าที่ และแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน
ครูอาจเสริมประสบการณ์เพิ่มเติม โดยเปิดให้เด็กมีส่วนร่วมในการสร้างกฎกติกาในห้องเรียนหรือโรงเรียน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน แทนที่ครูจะห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์ แต่ชวนให้นักเรียนมาสร้างกฎว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้รบกวนในการเรียน หรือ เรื่องทรงผมนักเรียน แทนที่ครูจะเป็นคนกำหนดกติกาการไว้ทรงผม แต่ใช้วิธีการสื่อสาร ให้เด็กทราบถึงข้อดีข้อเสียหากไว้ผมยาว และเชิญชวนให้เด็ก ผู้ปกครอง และโรงเรียนร่วมกันกำหนด เป็นต้น
การรักษาสิทธิของนักเรียนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงเรียน โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิทางร่างกายก็เป็นการวางรากฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้ โดยโรงเรียนควรมีมาตรการปกป้องสิทธิของนักเรียน เช่น เรื่องทรงผม หรือระบบการศึกษาควรมีมาตรการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดการลงโทษที่รุนแรง หรือการคุกคามเด็ก
ความปลอดภัยในโรงเรียนไม่เพียงแต่ทำให้เด็กเคารพความแตกต่างและวางรากฐานประชาธิปไตย แต่ผลการทดสอบ PISA 2022 ยังชี้ว่า เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมีแนวโน้มที่จะคะแนนสอบหรือผลการเรียนดีขึ้นอีกด้วย
ระบบการศึกษาไทยตอบโจทย์แล้วหรือยัง?
จากการวิจัยของทีดีอาร์ไอ ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันยังไม่น่าสร้างเด็กที่ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เนื่องจากสาเหตุอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้
· ประการที่หนึ่ง เป้าหมายไม่ตรงโจทย์ หลักสูตรแกนกลางยังเน้นความรู้เป็นหลัก ไม่เน้นทักษะและทัศนคติเพียงพอให้เด็กมีสมรรถนะในการ “มองโลกกว้าง” นอกจากนี้ ในด้านความรู้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงการคิดระดับพื้นฐานยังไม่ไปถึงการคิดขั้นสูงมากนัก จึงไม่น่าจะสร้างเด็กที่ “คิดสร้างสรรค์” ได้
· ประการที่สอง ระบบไม่เอื้อให้ครูจัดประสบการณ์เรียนรู้ได้เต็มที่ เนื่องจากครูมีภาระงานอื่นนอกเหนือการสอนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการรายงานผลตามนโยบายหรือโครงการของส่วนกลาง ทำให้ไม่สามารถสอนได้เต็มที่ นอกจากนี้ เกณฑ์การประเมินครูให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ของตัวเด็กไม่มากนัก จึงไม่น่าสร้างแรงจูงใจให้ครูพัฒนาทักษะที่จำเป็น
· ประการที่สาม การป้องกันการละเมิดสิทธิเด็กยังไม่เป็นระบบ ที่ผ่านมาถือว่ากระทรวงศึกษาธิการมีความพยายาม แก้ปัญหา แต่มีลักษณะเป็นการแก้แบบเป็นครั้ง ๆ ไป ทำให้ยังพบเห็นข่าวการละเมิดสิทธิหรือคุกคามอยู่ต่อเนื่อง
ทำอย่างไรให้ “เด็กในคำขวัญ” ไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน”
“เด็กในคำขวัญ” จะไม่เป็นเพียง “เด็กในความฝัน” ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับปรุงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ว่า ในด้านการศึกษา รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา และมีการจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน
ทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ดังนี้
· ข้อที่หนึ่ง เร่งปรับหลักสูตรแกนกลางใหม่ภายใน 2 ปี โดยให้อิงสมรรถนะ และส่งเสริมการคิดขั้นสูง จากการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร โดยอาจนำร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีการพัฒนามาก่อนเป็นจุดเริ่มต้น หรือพัฒนาในรายวิชาที่พร้อมทำได้ทันที
· ข้อที่สอง กำหนดกฎกติกาให้หลักสูตรแกนกลางมีการทบทวนและปรับอย่างสม่ำเสมอ โดยผลักดันให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ กำหนดให้มีวงรอบการปรับที่ชัดเจน โดยไม่นานเกินไปจนความรู้หมดอายุ หรือไม่สั้นจนเกิดไปโรงเรียนปรับตัวไม่ทัน เช่น ทุก 6 ปี เป็นต้น
· ข้อที่สาม ลดภาระงานอื่นครูเพื่อให้สอนได้เต็มที่ โดยในปีแรก กระทรวงศึกษาธิการควรทบทวนโครงการที่โรงเรียนต้องรายงานผลเพื่อบูรณาการการให้มากที่สุด และสำหรับปีต่อ ๆ ไปตั้งตัวชี้วัดจากงานปกติที่โรงเรียนทำ เช่น การประกันคุณภาพ และคะแนนสอบในห้องเรียน เป็นต้น โดยไม่สร้างตัวชี้วัดใหม่ ๆ ให้โรงเรียนต้องรายงาน
· ข้อที่สี่ ปรับเกณฑ์การประเมินครูโดยเน้นผลลัพธ์ของตัวเด็ก โดยให้น้ำหนักกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นสำคัญ ส่วนด้านที่เหลืออาจประเมินจากภาระงานหรือกิจกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพหรือพัฒนาคุณภาพโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เป็นต้น
· ข้อที่ห้า มีมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิเด็กยังอย่างเป็นระบบ โดยนำมาตรการที่มีอยู่แล้ว อาทิ ศูนย์บริการประชาชนของกระทรวงศึกษาธิการ มาเสริมกลไกเพิ่มเติม เช่น ระบบการร้องเรียนที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ร้องเรียน ระบบการตรวจสอบเหตุ ระบบการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นกรณีไม่สามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียนได้ และกำหนดให้ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินภายนอกของสถานศึกษา เป็นต้น
บทความโดย พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ
ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567
บทความวิเคราะห์คำขวัญวันเด็กปี 2567 ว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของระบบการศึกษาไทยในการพัฒนาเด็กให้ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง และร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” โดยชี้ว่าการเรียนรู้ต้องก้าวข้ามการท่องจำไปสู่การคิดขั้นสูงและการนำไปใช้จริง ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและสถานการณ์จริง พร้อมปลูกฝัง Growth Mindset ให้เด็กกล้าลองผิดลองถูกและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เคารพสิทธิ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกา เพื่อเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกันและประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาไทยยังมีข้อจำกัด ได้แก่ หลักสูตรเน้นความรู้มากกว่าสมรรถนะและการคิดขั้นสูง ภาระงานครูสูงทำให้จัดการเรียนรู้ได้ไม่เต็มที่ และการคุ้มครองสิทธิเด็กยังไม่เป็นระบบ
ข้อเสนอสำคัญคือ ปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะและทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ลดภาระงานครู ปรับการประเมินครูให้เน้นผลลัพธ์ผู้เรียน และพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ “เด็กในคำขวัญ” เกิดขึ้นได้จริง
ข้อ 1 ข้อใดสะท้อน “การคิดขั้นสูง” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. จำสูตรคณิตศาสตร์ได้
ข. อธิบายความหมายของบทเรียน
ค. วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางใหม่
ง. ทำแบบฝึกหัดตามตัวอย่าง
เฉลย: ค
เหตุผล: การวิเคราะห์และสร้างแนวทางใหม่เป็นระดับคิดขั้นสูง
ข้อ 2 หากครูต้องการส่งเสริม Growth Mindset ควรทำอย่างไร
ก. เน้นคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น
ข. ให้รางวัลเฉพาะคนเก่ง
ค. หลีกเลี่ยงความผิดพลาด
ง. เปิดโอกาสให้ลองผิดและเรียนรู้จากความล้มเหลว
เฉลย: ง
เหตุผล: Growth Mindset เน้นการเรียนรู้จากความผิดพลาด
ข้อ 3 ปัญหาหลักของหลักสูตรปัจจุบันคืออะไร
ก. เน้นกิจกรรมมากเกินไป
ข. เน้นความรู้มากกว่าสมรรถนะ
ค. ขาดสื่อเทคโนโลยี
ง. มีเวลาเรียนมากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าหลักสูตรยังเน้นความรู้มากเกินไป
ข้อ 4 การจัดการเรียนรู้แบบใดตอบโจทย์ “มองโลกกว้าง”
ก. ท่องจำตำรา
ข. ทำแบบฝึกหัดซ้ำ
ค. เรียนรู้จากสถานการณ์จริง
ง. ฟังบรรยายอย่างเดียว
เฉลย: ค
เหตุผล: การเรียนรู้จากบริบทจริงช่วยเปิดโลกผู้เรียน
ข้อ 5 ข้อใดเป็นแนวทางสร้างประชาธิปไตยในห้องเรียน
ก. ครูกำหนดกฎทั้งหมด
ข. นักเรียนไม่มีส่วนร่วม
ค. ใช้การลงโทษเข้มงวด
ง. ให้นักเรียนร่วมกำหนดกติกา
เฉลย: ง
เหตุผล: การมีส่วนร่วมสร้างประชาธิปไตย
ข้อ 6 เหตุใดต้องลดภาระงานครู
ก. เพื่อให้ครูมีเวลาพักผ่อน
ข. เพื่อเพิ่มรายได้ครู
ค. เพื่อให้ครูสอนได้เต็มศักยภาพ
ง. เพื่อให้โรงเรียนลดงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ภาระงานมากทำให้จัดการเรียนรู้ได้ไม่เต็มที่
ข้อ 7 ข้อใดสอดคล้องกับ “ความรู้มีวันหมดอายุ”
ก. เรียนครั้งเดียวพอ
ข. ไม่ต้องเรียนเพิ่มเติม
ค. ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. ใช้ความรู้เดิมตลอดไป
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
ข้อ 8 การประเมินครูควรเน้นอะไร
ก. เอกสารรายงาน
ข. จำนวนชั่วโมงสอน
ค. ผลลัพธ์ของผู้เรียน
ง. ความพึงพอใจผู้บริหาร
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอให้เน้นผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน
ข้อ 9 โรงเรียนปลอดภัยมีผลอย่างไร
ก. ทำให้เด็กเรียนยากขึ้น
ข. ทำให้เด็กแข่งขันมากขึ้น
ค. ทำให้ผลการเรียนแย่ลง
ง. ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น
เฉลย: ง
เหตุผล: ข้อมูล PISA ชี้ว่าโรงเรียนปลอดภัยช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์
ข้อ 10 แนวทางแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กที่เหมาะสมที่สุดคือ
ก. ลงโทษครูทันที
ข. เพิกเฉยต่อปัญหา
ค. มีระบบป้องกันและร้องเรียนที่ชัดเจน
ง. ให้ผู้ปกครองจัดการเอง
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องมีระบบป้องกันและกลไกที่เป็นระบบ