
เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.ตาก ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กด้อยโอกาสมีแชตหลุดแอบ DM หาเด็กนักเรียนสาวหวังกินตับล่อลวงมีเซ็กส์เด็กนักเรียน เหยื่อนับสิบรายนั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยตนได้สั่งย้ายรองผอ.โรงเรียนคนดังกล่าวให้มาช่วยราชการที่ส่วนกลางสพฐ.แล้ว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง โดยกำหนดให้มีการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ทั้งนี้การสอบสวนจะดำเนินการสอบเชิงลึกที่มาที่ไปและพยานบุคคลมาให้ปากคำด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่เบื้องต้นเท่าที่ตนได้รับทราบข้อมูลมาถือว่าเรื่องนี้เป็นการกระทำทั้งอนาจารและข่มขู่ ทั้งนี้จะเร่งประสานคุรุสภาเพื่อให้พักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษาไว้ด้วย และหากผลสอบสวนสรุปมีมูลความจริงก็จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป โดยโทษทางวินัยจะมีโทษความผิดไล่ออกและปลดออก
เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนในเรื่องของการเยียวยาสภาพจิตใจเด็กนักเรียนนั้น จะประสานกับสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ให้จัดเจ้าหน้าที่จิตวิทยาเด็ก เพื่อมาดูแลสภาพจิตใจ รวมถึงประสานหน่วยงานพัฒนาสังคมในพื้นที่มาคุ้มครองเรื่องสิทธิเด็กด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาคุกคามทางเพศนักเรียนเราให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งทุกครั้งที่มีการบรรจุข้าราชครูและผู้บริหารสถานศึกษาคนใหม่ จะเน้นย้ำเรื่องหลักจริยธรรมและคุณธรรมมามาตลอด เพราะโทษของการคุกคามทางเพศนักเรียนจะมีกฎหมายที่หนักมาก อีกทั้งจะต้องมีการย้ายผู้กระทำผิดออกมาจากพื้นที่ทันที
เลขาธิการกพฐ.สั่งย้ายรองผอ.หื่นแชทลวงมีเซ็กส์นร. จ่อชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน พร้อมตั้งกรรมการสอบ
ข้อเท็จจริงแล้ว
ที่มา ; เดลินิวส์ 5 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
‘สพฐ.’เชือด‘รองผอ.’แชทสยิวนักเรียนหญิง พบผิดจริง สอบวินัยร้ายแรงแล้ว
11 มกราคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข้าราชการตำแหน่งรองผู้อำนวยโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก มีพฤติกรรมสื่อสารทางสื่อออนไลน์ไม่เหมาะสมกับนักเรียนหญิง โดยมีการสื่อสารด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสมเชิงชู้สาวกับนักเรียนหญิง นั้น สำนักงาน สพฐ. โดยว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ตระหนักถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มิได้ปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด โดยได้มอบหมายให้ตน ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโฆษก สพฐ. พร้อมด้วยนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ลงพื้นที่จังหวัดตาก เพื่อติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว มาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพฐ. ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2567 เพื่อมิให้เข้าไปมีผลกระทบต่อการสืบสวน และพยานหลักฐาน พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนฯก็ได้ดำเนินการหาข้อเท็จจริงโดยทันที
ล่าสุด สพฐ. ได้พิจารณารายงานการสืบสวนข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการฯแล้ว พบว่ามีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการคนดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนของข้าราชการคนดังกล่าว มาปฏิบัติราชการที่ สพฐ. ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 ด้วย เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ และสะดวกในการดำเนินงานของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
“ด้วยประเด็นดังกล่าวกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. จึงได้สั่งการให้ สพฐ. ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งหลังจากย้ายข้าราชการคนดังกล่าวให้มาปฏิบัติราชการที่ส่วนกลางแล้ว ทางคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯก็จะดำเนินการสอบสวนทางวินัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งหากผลสอบออกมาสรุปว่าผิดวินัยอย่างร้ายแรงจริง ก็จะมีโทษความผิดไล่ออกและปลดออกสถานเดียว ตามประกาศแนวทางการพิจารณาโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัยฯ ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ หากพบว่าครูหรือผู้บริหาร ร่วมปกปิดความผิดหรือละเลยที่จะปกป้องสวัสดิภาพลูกศิษย์ของตน ก็จะมีการพิจารณาโทษต่อไป โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนทุกคนเป็นเรื่องสำคัญ” โฆษก สพฐ. กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2567
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. สั่งสอบ รองผอ.หื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก โยกออกนอกพื้นที่ รายงานตัวส่วนกลางพรุ่งนี้ ผู้อำนวยการร.ร.ละเลยโดนด้วย
เมื่อวันที่ 5 มกราคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรณี รองผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์55 จังหวัดตาก กระทำการอนาจารที่ไม่เหมาะสมกับนักเรียนนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เบื้องต้นได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. รับทราบแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. สั่งการให้ สพฐ.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ครูกระทำต่อนักเรียน ซึ่งตามนโยบายของ ศธ. เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และเคยแจ้งเป็นแนวปฏิบัติไปแล้ว ว่า ถ้าครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความไม่เหมาะสมกับนักเรียน ต้องนำเนินการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว
ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าวต่อว่า สำหรับแนวปฏิบัติหากพบว่ามีมูล จะดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง คือ ปลดออกและไล่ออกเท่านั้น โดยกรณีนี้เบื้องต้นเมื่อได้ทราบเหตุ สพฐ.ได้ออกคำสั่งให้รองผู้อำนวยการรายดังกล่าวมาประจำอยู่ที่ สพฐ. เพื่อให้ออกนอกพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในพื้นที่เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้ออกคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนทางวินัย ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปแล้วชั้นหนึ่ง แต่เพื่อความรอบคอบเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ สพฐ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง หากพบว่ามีมูล มีโทษวินัยร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออกสถานเดียว โดยจะต้องรู้ผลการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน หากพบว่ามีมูลก็จะแจ้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาทันที เพื่อไม่ให้มีสิทธิเป็นผู้บริหาร ทั้งนี้ที่กำหนดให้สอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพราะเท่าที่ดูหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่เพื่อความถูกต้องตามกระบวนการ ก็ต้องลงไปสอบสวนในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์
“ส่วนสภาพจิตใจของเด็กนั้น สพฐ.รับทราบปัญหา จึงได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการดังกล่าวออกนอกพื้นที่ทันที และจะกำชับผู้อำนวยการ สศศ. ให้เร่งแจ้งโรงเรียนให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวออกนอกพื้นที่ และเข้ามารายงานตัวที่ สพฐ.ภายในวันที่ 6 มกราคม แม้จะเป็นวันหยุดก็ต้องมา เพราะถือว่าเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนเป็นนโยบายที่สำคัญ หากยังให้อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการ ส่วนตัวนักเรียนเองก็อาจจะลำบาก
รวมถึงจะส่งนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงไปเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่ามีความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองสิทธิ ส่วนนักเรียนที่ลาออกไปแล้วนั้น ก็ได้กำชับให้ผู้อำนวยการ สศศ.และทีมนิติกรลงไปดูแลตรวจสอบเชิงลึกว่าที่ผ่านมามีการข่มขู่ ทำให้เด็กไม่กล้าให้ข้อมูลหรือไม่ รวมถึงจะเชิญนักเรียนที่ลาออกไปแล้วมาให้ข้อมูล และเป็นพยานในการสอบสวนในครั้งนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น” ว่าทีร้อยตรีธนุกล่าว
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามโดยข้อเท็จจริง สพฐ.มีมาตรการเชิงป้องกัน ปราบปรามและให้ความรู้ พัฒนาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ทุกปี แต่ด้วยเพราะ สพฐ.มีบุคลากรจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยเมื่อทราบข่าวก็เร่งแก้ปัญหาทันทีเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับผู้อื่น รวมถึงให้เห็นว่า ศธ. โดย สพฐ.เอาจริงเอาจัง หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริงก็จะได้รับการลงโทษอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ สพฐ.ยังไม่พบข้อร้องเรียนรองผู้อำนวยการรายดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเกิดขึ้นมานานแล้ว มีการปกปิดกันอยู่ เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจจริงที่ต้องเร่งดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า หากสืบสวนแล้วพบว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิด ก็อาจะต้องดำเนินการตามกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่าไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะ สพฐ.มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น ถ้าปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนก็อาจจะต้องรับผิด ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้น
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
เพจดังแฉ รองผอ. หื่น แชตหาน.ร. ส่งรูปลามก ลวนลาม-ขืนใจ ทำเด็กลาออกนับ10
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ทันที หลังจากที่เพจ “Red Skull” โพสต์ข้อความระบุว่า
“สวัสดีครับ รบกวนช่วยเหลือเรื่องนี้ด้วยครับนักเรียนหญิงถูกรองผู้อำนวยการ ลวนลาม ล่อลวง ขืนใจ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัดแห่งนึงเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กด้อยโอกาสเด็กชนเผ่า
เด็กนักเรียนไม่กล้าแจ้งความครับ แจ้งผู้บริหารไปแล้ว แต่ผู้บริหารก็ไม่ดำเนินการลงโทษทางวินัย ตั้งใจจะปล่อยเบลอ ช่วยเหลือรองผู้อำนวยการคนนั้น เพราะเขาทำแบบนี้กับเด็กนักเรียนมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีใครจัดการเขาได้แชตไป นักเรียนเขาไปขอความช่วยเหลือจากผู้บริหารแล้วครับ แต่โดนสั่งให้เงียบ ไม่ให้เอาเรื่อง
มีนักเรียนหลายคนที่เขาไปคุยด้วย แล้วเด็กไม่ยอมคุยกับเขาก็อยู่ไม่ได้ต้องลาออกไป เมื่อเทอมที่แล้วก็ลาออกไปเกือบ 15 คน ทุกคนออกด้วยสาเหตุเดียวกันหมด
นักเรียนในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวเขาครับ เด็กม้ง เด็กกะเหรี่ยง ต้องลงมาเรียนที่ราบ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่มีความรู้ เด็กที่ยอมก็ได้อยู่เรียนต่อ ส่วนคนที่ไม่ยอมก็ต้องลาออกไป เขาจะชอบใช้วิธีการ เรียกให้เด็กไปช่วยทำงานบ้าน แต่ให้ไปคนเดียว แล้วก็ลวนลามเด็กครับ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเรื่องดังกล่าว เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จ่อแถลงประเด็นดังกล่าวโดยด่วนกับสื่อมวลชน วันนี้ในเวลา 11.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 มกราคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
แนวพิจารณาโทษทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา