สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ราชการไทย ระบบที่รอวันรื้อแล้วสร้างใหม่

ทุกข์เมื่อต้องไปติดต่อราชการ เริ่มจากการเตรียมเอกสารมากและหยุมหยิม ต้องเดินเรื่องผ่านหลายโต๊ะ ไปหลายหน่วยงาน เทียวไปเทียวมาส่งเอกสารเพิ่มเติม สับสนไปด้วยเงื่อนไข กฎระเบียบและดุลยพินิจ 

หลายคนแก้ปัญหาด้วยการจ่ายใต้โต๊ะเป็น ‘ค่าเร่งเวลา’ ใครเงินมากก็ตัดรำคาญโดยจ้างนายหน้าไปเดินเรื่อง การพัฒนาเพื่อขจัดปัญหา ลดอุปสรรค ลดขั้นตอน.. 

มีความพยายามแก้ที่รากเหง้าของปัญหา โดยหวังว่า เมื่อทุกหน่วยงานเข้าระบบแล้ว ต่อไปเวลาประชาชนติดต่อใช้บริการ ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่หน่วยราชการก็ได้ การใช้เทคโนโลยี่ที่ดียังเกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ช่วยให้งานเร็ว ประหยัดในระยะยาว แม่นยำผิดพลาดน้อย เป็นธรรม ลดการใช้ดุลยพินิจ ลดคอร์รัปชัน ลดความขัดแย้ง 

โดยแบ่งภารกิจแก้ไขปัญหาเป็นสองกลุ่ม คือ 

กลุ่มแรก : เปลี่ยนรัฐบาลให้ทันสมัย มุ่งเป้าวางระบบและวางโครงสร้างพื้นฐาน ให้ภาครัฐในแต่ละกรม กระทรวง หรือหน่วยปกครองท้องถิ่น ได้ลงทุนพัฒนาระบบ Information Technology (IT) และก่อตั้งหน่วยงานใหม่หลายแห่ง เพื่อก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยง วิเคราะห์และบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของรัฐ 

ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่าย เข้ากับวิถีชีวิตและความต้องการของคนรุ่นใหม่ มีการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนผู้มาใช้บริการและเปิดเผยต่อสาธารณชน (Open Data Government) เพื่อประโยชน์ร่วมกัน 

สภาพปัจจุบัน กล่าวได้ว่า ‘การลงทุน’ เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ ‘ผลที่ได้’ หลายอย่างถือว่าต่ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤต เป็นต้นว่า ‘ความพึงพอใจ’ ของประชาชนต่อบริการของรัฐปี 2565 แย่ลงเมื่อเทียบกับสี่ปีก่อนหน้า 

เนื่องมาจากความพร้อมหน่วยงานระดับกรมซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการยังต่ำอยู่ การปรับเปลี่ยนการทำงานให้เป็นดิจิทัลได้จริง บุคลากรยึดมั่นการทำงานแบบมืออาชีพ ขาดเจตจำนงค์เพื่อบริการประชาชนล้วนอยู่ในเกณฑ์วิกฤตเช่นกัน (รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 2565สภาพัฒน์ฯน. 802 – 810) 

เกิดข้อขัดข้องจากการที่แต่ละหน่วยงานต่างฝ่ายต่างจัดการ ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นไปได้ยาก อีกทั้งหน่วยงานหลายแห่งมีข้อจำกัดตามกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลหรือให้ผู้อื่นนำไปใช้ 

กลุ่มที่สอง : รื้อระบบบริการประชาชนใหม่ เริ่มด้วยการออก พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตฯ พ.ศ. 2558 ประกอบกับคำสั่ง คสช. และมติ ครม. มี ก.พ.ร. เป็นแม่งานรวบรวม ศึกษา เสนอแนะ และติดตามการปฏิรูปการให้บริการประชาชน เพื่อขจัดความยุ่งยาก ลดขั้นตอน ลดเอกสาร ลดภาระประชาชนและพ่อค้านักธุรกิจ  

เป็นต้นว่า ส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งมี e – Service, e – Payment, e – License, ศูนย์บริการ One stop service เปิดรับจองคิวทางออนไลน์ ประชาชนรู้โดยง่ายว่า ต้องใช้เอกสารอะไร มีขั้นตอนอย่างไร จะเสร็จในกี่นาที กี่วัน ติดตามได้ว่าเรื่องของตนไปถึงไหนแล้ว ไม่เรียกเก็บค่าคำร้อง/ค่าธรรมเนียมพร่ำเพรื่อ  

วางระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจะได้ไม่ต้องเรียกสำเนาจากผู้มาติดต่อ ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดขั้นตอนและลดเอกสารลงให้ได้ 35% – 50% ที่สำคัญคือเงื่อนไขกฎระเบียบที่ล้าสมัยก็ต้องยกเลิกหรือแก้ไขเสีย เป็นต้น 

สภาพปัจจุบัน นักการเมืองและผู้บริหารขาดความเข้าใจเป้าหมายของชาติ ไม่พยายามทำสิ่งใหม่ พัฒนาให้ดีขึ้น แต่กลับตีกรอบสร้างข้อยกเว้นให้ตนเอง ขาดการทบทวนแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบภายในหน่วยงาน  

บทสรุป 

เราหมดงบประมาณไปมาก แต่ผลสำเร็จที่ได้ยังน้อยเกินไป เพราะหน่วยงานส่วนใหญ่ยัง ‘หวงอำนาจและผลประโยชน์’ อยู่กันแบบเคยชิน รอแต่คำสั่งว่าต้องทำอะไร ไม่กระตือรือร้นปรับปรุงตัวเอง 

ปฏิเสธการทำงานอย่างโปร่งใสโดยอ้าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ อ้างสิทธิส่วนบุคคล ความลับราชการหรือความลับทางการค้า ที่เพิ่มความงุนงงสงสัยให้ประชาชนทุกข์หนักไปอีก  

การรื้อแล้ววางระบบใหม่ในการบริหารราชการและบริการประชาชน จะยกระดับประเทศไทยให้ทันโลก ช่วยลดคอร์รัปชันได้ตรงจุดและยั่งยืน   

แต่การขับเคลื่อนโดยภาครัฐเพียงลำพังนั้นเป็นไปได้ยาก จำต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนและภาคเอกชนช่วยกันเสนอแนะ ตรวจสอบ กระตุ้นหน่วยงานรัฐเดินหน้าอย่างถูกต้อง เปิดเผยกว่าที่เป็นอยู่  

ขอจบบทความนี้ด้วยข้อเรียกร้องขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อ 6 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา 

ข้อแรกและเร่งด่วน คือ ‘กำหนดให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนทุกภาคส่วน มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน พร้อมมี War Room เพื่อการทำงานอย่างทันเหตุการณ์’ มิเช่นนั้นประเทศไทยจะไม่มีทางหยุดยั้งคอร์รัปชันที่กำลังวิกฤตได้เลย 

บทความโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

1 พฤศจิกายน 2566 

ที่มา ; edunewssiam 12 November 2023

สรุปสาระสำคัญ

บทความกล่าวถึงปัญหาการติดต่อราชการของประชาชนที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องเตรียมเอกสารจำนวนมาก ผ่านหลายขั้นตอน หลายหน่วยงาน ทำให้เกิดความล่าช้า สับสน และเปิดช่องให้เกิดการใช้เงินใต้โต๊ะหรือการจ้างนายหน้าเพื่ออำนวยความสะดวก ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความพยายามปฏิรูประบบราชการเพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลมุ่งเน้นการลงทุนด้าน IT การเชื่อมโยงข้อมูล Big Data และการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เพื่อให้บริการประชาชนได้รวดเร็ว โปร่งใส แม่นยำ ลดการใช้ดุลยพินิจและลดการทุจริต แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากหน่วยงานระดับปฏิบัติยังขาดความพร้อม ระบบไม่เชื่อมโยงกัน และมีข้อจำกัดทางกฎหมาย

อีกแนวทางคือการปฏิรูประบบบริการประชาชน เช่น e-Service, e-Payment, e-Licensing และ One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนและเอกสารลง 35–50% พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนยังติดปัญหาความคิดแบบเดิม การหวงอำนาจ และการขาดเจตจำนงในการเปลี่ยนแปลง

บทสรุปชี้ว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและระบบราชการต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมผลักดันให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลอย่างยั่งยืนและทันสมัย

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัญหาหลักของการติดต่อราชการตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขั้นตอนยุ่งยากและเอกสารมาก
ค. ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ
ง. ประชาชนไม่สนใจบริการรัฐ

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าปัญหาหลักคือความซับซ้อน หลายขั้นตอน และเอกสารจำนวนมาก

 

ข้อ 2

พฤติกรรมใดสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันในบทความ
ก. ใช้บริการออนไลน์
ข. จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อความรวดเร็ว
ค. ยื่นเอกสารครบถ้วน
ง. ติดตามสถานะออนไลน์

เฉลย: ข
เหตุผล: การจ่ายเงินใต้โต๊ะถูกกล่าวว่าเป็น “ค่าเร่งเวลา” แสดงถึงคอร์รัปชัน

 

ข้อ 3

เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลดิจิทัลคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้าราชการ
ข. เพิ่มรายได้รัฐ
ค. ลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ
ง. ลดจำนวนประชาชนผู้ใช้บริการ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นความเร็ว โปร่งใส ลดขั้นตอน และลดความผิดพลาด

 

ข้อ 4

เหตุใดผลลัพธ์การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร
ก. ขาดเครื่องมือเทคโนโลยี
ข. ประชาชนไม่ใช้บริการ
ค. หน่วยงานไม่พร้อมและไม่เชื่อมโยงข้อมูล
ง. ไม่มีนโยบายจากรัฐบาล

เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาคือความพร้อมของหน่วยงานต่ำและระบบไม่เชื่อมโยงกัน

 

ข้อ 5

แนวคิด Open Data หมายถึงข้อใด
ก. ข้อมูลลับของรัฐ
ข. การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนใช้ได้
ค. การเก็บข้อมูลในหน่วยงานเดียว
ง. การลดข้อมูลของรัฐ

เฉลย: ข
เหตุผล: Open Data คือการเปิดข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

ข้อ 6

One Stop Service มีเป้าหมายหลักเพื่ออะไร
ก. เพิ่มขั้นตอนราชการ
ข. รวมบริการไว้จุดเดียว
ค. เพิ่มเอกสารประกอบ
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการรวมบริการเพื่อลดความยุ่งยากของประชาชน

 

ข้อ 7

การลดเอกสารในระบบราชการตั้งเป้าไว้เท่าใด
ก. 10–20%
ข. 20–30%
ค. 35–50%
ง. 60–70%

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าต้องลดเอกสาร 35–50%

 

ข้อ 8

อุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปคือข้อใด
ก. ความร่วมมือจากเอกชน
ข. ความหวงอำนาจของหน่วยงาน
ค. เทคโนโลยีล้าสมัย
ง. ประชาชนไม่เข้าใจ

เฉลย: ข
เหตุผล: หน่วยงานยังหวงอำนาจและผลประโยชน์ ทำให้การเปลี่ยนแปลงช้า

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. เพิ่มเจ้าหน้าที่
ค. ปรับโครงสร้างและใช้เทคโนโลยี
ง. ลดจำนวนประชาชน

เฉลย: ค
เหตุผล: การรื้อระบบและใช้เทคโนโลยีช่วยลดคอร์รัปชันและเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อ 10

การต่อต้านคอร์รัปชันให้ได้ผลต้องอาศัยอะไร
ก. ภาครัฐเท่านั้น
ข. เอกชนเท่านั้น
ค. ประชาชนเท่านั้น
ง. ความร่วมมือทุกภาคส่วน

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้นว่าต้องร่วมมือรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกัน

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น