
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School Project” รุ่นที่ 3 โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ผู้บริหารระดับสูง ศธ. และหน่วยงานภาคเอกชนอีกกว่า 19 หน่วยงานเข้าร่วม ว่าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบาย Thailand 4.0 เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่ให้ความเป็นอิสระและความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทั้งในด้านการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป โดยสร้างความรับผิดชอบต่อผู้เรียนด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสมและจำเป็น
นายวิษณุกล่าวต่อว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ได้เริ่มดำเนินการ รุ่นที่ 1 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั่วประเทศ จำนวน 50 โรงเรียน จาก 34 จังหวัด มีผู้สนับสนุนที่เป็นภาคเอกชนรวมถึงหน่วยงานต่างๆ จำนวน 12 หน่วยงาน และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 3 มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม จำนวน 73 โรงเรียน มีผู้สนับสนุนกว่า 20 หน่วยงาน และจากทั้ง 3 รุ่น รวมแล้วมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาถึง 206 โรงเรียน ใน 73 จังหวัด
“รัฐบาลรับทราบมาโดยตลอดว่าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นโครงการที่ดี มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการร่วมพัฒนาโดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ถือว่าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นกิจกรรมนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ในยุคนี้เราพูดกันมากว่าจะ ปฏิรูปการศึกษา เรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมผลักดันเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ” นายวิษณุกล่าว
คุณหญิงกัลยากล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาเป็นแนวคิดการสร้างนวัตกรรมการบริหารการจัดการการศึกษา โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ศธ. และองค์กรต่างๆ โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ จะเข้าไปช่วยผู้เรียนให้สามารถพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 สำหรับโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ให้ร่วมพัฒนาและสนับสนุนสถานศึกษาในสังกัด ศธ. และสังกัดอื่นๆ พร้อมกับพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาให้สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนในอนาคต และพัฒนาให้สถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้คนในชุมชนให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างทั่วถึงนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากการดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 พบว่าโครงการนี้ดำเนินการพัฒนาการศึกษาได้เป็นอย่างดี
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 29 มีนาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project)” รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลภายใต้แนวคิด Thailand 4.0 เพื่อปฏิรูปการศึกษาผ่านนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยเปิดให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมร่วมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โรงเรียนที่เข้าร่วมจะมีความอิสระและคล่องตัวในการบริหารทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ วิชาการ งบประมาณ บุคคล และงานทั่วไป พร้อมสร้างความรับผิดชอบต่อผู้เรียนด้วยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน โครงการเริ่มรุ่นแรกในปี 2561 จำนวน 50 โรงเรียน และเพิ่มต่อเนื่องจนรุ่นที่ 3 รวมทั้งสิ้น 206 โรงเรียน จาก 73 จังหวัด มีหน่วยงานสนับสนุนกว่า 20 แห่ง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. ระบุว่า โครงการช่วยพัฒนาทักษะผู้เรียนให้สอดคล้องศตวรรษที่ 21 ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผลจากรุ่น 1–2 พบว่าโครงการมีประสิทธิผลและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อสอบ
ข้อ 1 หลักคิดสำคัญที่ทำให้ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ถูกจัดเป็นนวัตกรรมการบริหารคือข้อใด
ก. ให้โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดหลักสูตรเฉพาะตน
ข. เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนร่วมบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
ค. เพิ่มงบประมาณพิเศษให้โรงเรียนในชนบท
ง. จัดครูเพิ่มตามความต้องการของโรงเรียน
ข้อ 2 ข้อใดเป็นผลกระทบเชิงนโยบายที่สะท้อนเจตนารมณ์การปฏิรูปการศึกษาตาม Thailand 4.0 มากที่สุด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียนเข้าร่วมจาก 50 เป็น 206 โรงเรียน
ข. ส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้ผู้เรียน
ค. ให้โรงเรียนจัดกิจกรรมตามบริบทพื้นที่
ง. ลดการกำกับจากส่วนกลางทุกด้าน
ข้อ 3 จากข้อมูลทั้งหมด ข้อใดเป็นตัวชี้วัด “ความยั่งยืน” ของโครงการมากที่สุด
ก. จำนวนหน่วยงานเอกชนที่เข้าร่วมสนับสนุนเพิ่มขึ้น
ข. การให้โรงเรียนมีอิสระด้านงบประมาณ
ค. การจัดอบรมครูด้านดิจิทัล
ง. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นในปีแรก
ข้อ 4 หากโรงเรียนในสังกัดต้องการเข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ปัจจัยใดควรได้รับการประเมินความพร้อมมากที่สุด
ก. จำนวนครูและภาระงาน
ข. ความสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน
ค. สภาพอาคารเรียนและสิ่งแวดล้อม
ง. จำนวนผู้เรียนและขนาดชั้นเรียน
ข้อ 5 ข้อใดสะท้อนบทบาทภาครัฐในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ชัดเจนที่สุด
ก. ทำหน้าที่กำกับการใช้ทรัพยากรของภาคเอกชน
ข. เปิดพื้นที่และสร้างเงื่อนไขให้ภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา
ค. จัดสรรงบประมาณรวมให้เท่าเทียมทุกโรงเรียน
ง. เพิ่มบทบาทผู้บริหารระดับจังหวัดให้มากขึ้น
คลิกเฉลย >>>