
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จ.สมุทรสงคราม ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อท.65/2567 ที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 7 คน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83,86,157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 172 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐฯมาตรา 4,12 กรณีดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรีโดยมิชอบ
ซึ่งจำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 6,7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
ศาลพิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคาที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยหลีกเลี่ยงแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
ในส่วนของจำเลยที่ 1,2และที่ 4-7และความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ
ในส่วนของจำเลยที่ 2-7 นั้นโจทก์จะต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดฐานต่างๆ ดังกล่าวมายังศาลภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) ซึ่งโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันกระทำความผิด คดีความผิดฐานต่างๆ ข้างต้นจึงขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดฐานดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)
แม้จำเลยทั้งเจ็ดจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตกลงร่วมกันในการเสนอราคาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์ แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เเห่งที่ 1 เเละ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6,7 เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยการกีดกันไม่ให้มีการเสนอสินค้าอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐฯ เพื่อเอื้ออำนวยแก่จำเลยที่ 6,7 ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น
ในส่วนของจำเลยที่ 4,5 ทางไต่สวนได้ความว่ามีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่6,7แต่มิได้เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารงานของจำเลยที่ 6,7 ที่แท้จริง ผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือนายสนอง
โดยจำเลยที่ 4,5 ให้การและนำสืบทำนองเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นและไม่ทราบเรื่องที่นายสนองอนุญาตให้นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 6,7 ไปซื้อซองประกวดราคา เข้าเสนอราคาและทำสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการพิพาท ทั้งมิได้เป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และนายชนะชัยไปดำเนินการเรื่องดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อที่จำเลยที่4,5 ขอให้ศาลส่งหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่าจำเลยที่ 4,5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 และนายชนะชัยไปดำเนินการเรื่องดังกล่าว ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ ซึ่งผู้ตรวจพิสูจน์ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน และเจือสมกับที่พยานโจทก์ปากน.ส.อัญชลี ได้ให้การและเบิกความยืนยันว่าจำเลย 4,5 ไม่เคยสั่งให้พยานทำ รับมอบหรือส่งมอบเอกสารเกี่ยวกับโครงการพิพาท
ทั้งนางนฤมลซึ่งเป็นบุตรสาวนายสนองก็ให้การและเบิกความทำนองว่าเพิ่งมาทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1ขอใช้ชื่อจำเลยที่ 6,7 จากนางสาวอัญชลีและนายสนอง ภายหลังจากที่มีการประกวดราคาโครงการพิพาทเสร็จสิ้นแล้ว
จึงเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 4-5 ทราบเรื่องดังกล่าวภายหลังจากที่มีการประกวดราคาโครงการพิพาทเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4-5 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำ
ส่วนจำเลยที่ 1,2 และที่ 6-7 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์ให้การและเบิกความสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญว่า
นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1ขอใช้ชื่อจำเลยที่ 6,7 จากนายสนอง นำไปเป็นผู้เสนอราคาในการประกวดราคาก่อสร้างโครงการพิพาท โดยจำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 2 และนายชนะชัยไปซื้อซองเอกสารประกวดราคาพร้อมแบบแปลนอาคาร ยื่นเอกสารประกวดราคาและเข้าร่วมเสนอราคาในนามของจำเลยที่ 6-7 และสั่งการให้จำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับจ้างในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการพิพาท กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แทนจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 6-7 มิได้มีเจตนาที่จะเข้าเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการพิพาทมาตั้งแต่แรก และมิได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการพิพาทตามสัญญาแต่อย่างใด
แต่นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ติดต่อหาช่างมาดำเนินการก่อสร้างโครงการพิพาทแทนและให้ช่างที่จำเลยที่ 3 จัดหามาดังกล่าวสั่งซื้อวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการพิพาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัดท่ายางค้าไม้ซึ่งเป็นห้างในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 6-7 โดยใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อ
เมื่อสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างและโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีของ จำเลยที่ 6 จึงนำเงินที่ได้รับดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้ค่าวัสดุที่มีการสั่งซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัดท่ายางค้าไม้ และคืนเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 2 นำไปจ่ายเป็นค่าแรงให้แก่ช่างที่จำเลยที่ 3 จัดหามาต่อไป
เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-2 และที่ 6-7 ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันในการเสนอราคาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่จำเลย 6-7 เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับกรมอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ
แต่อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ขอใช้ชื่อจำเลยที่ 6-7 จากนายสนอง เชื่อว่าเป็นเพราะไม่มีผู้สนใจเข้าเป็นผู้เสนอราคา และจำเลยที่ 1 เกรงว่างบประมาณที่ได้รับจะตกไปทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการพิพาทได้ จำเลยที่ 1 จึงขอให้นายสนองช่วยเหลือโดยขอใช้ชื่อห้างของนายสนองมาเป็นผู้เสนอราคา
โดยนายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มิได้กระทำการใดอันเป็นการกีดกันมิให้ผู้อื่นเข้ามาเสนอราคา หรือเอาเปรียบกรมอุทยานแห่งชาติฯ แต่อย่างใด และเมื่อการประกวดราคาโครงการพิพาทมีผู้เสนอราคาเพียง 2 ราย คือจำเลยที่ 6,7เท่านั้น โดยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องแข่งขันราคากัน แต่เหตุที่ต้องใช้ชื่อจำเลยเข้าเป็นผู้เสนอราคา น่าจะเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นผู้เสนอราคาเดียว ซึ่งคณะกรรมการประกวดราคาอาจเสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการให้ยกเลิกการประกวดราคาได้
ถือไม่ได้ว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มีเจตนาหรือความมุ่งหมายที่จะมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการประกวดราคาโครงการพิพาท
พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีดกันมิให้มีการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นต่อหน่วยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐอันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ หรือกระทำการใดๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าเสนอราคารรายใด ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ เมื่อจำเลยที่ 1 ตัวการไม่มีความผิดฐานนี้ จำเลยที่ 2,67 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฃในการกระทำความผิดฐานดังกล่าวด้วย
ส่วนปัญหาว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หรือไม่นั้น เห็นว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการพิพาท มีหน้าที่ตรวจสอบรายงานผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงานรายงาน โดยตรวจสอบกับแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถูกต้อง ครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาแล้ว ก็ต้องทำใบรับรอง เพื่อเบิกจ่ายเงินตามระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง แล้วรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ ในกรณีที่เห็นว่าผลงานที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการในสัญญาก็ต้องรายงานหัวหน้าส่วนราชการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อทราบ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ
พยานหลักฐานโจทก์ตามทางไต่สวนได้ความว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ติดต่อหาช่างมาดำเนินโครงการพิพาท และให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงานฝ่ายผู้รับจ้าง โดยนายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มิได้เข้าไปควบคุมงานด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาข้อขัดข้องไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ นายรุ่งจะสอบถามและดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องไปตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 แจ้งปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วยหรือไม่
จึงเชื่อว่าขณะที่ นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 เข้าไปตรวจการจ้างโครงการพิพาท จำเลยที่ 1 อาจไม่เห็นงานก่อสร้างโครงการพิพาทที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุในส่วนรายการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา เช่น ในส่วนของงานฐานราก เป็นต้น
แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่นายสัมฤทธิ์และนายรุ่ง ต่างให้การและเบิกความสอดคล้องกันว่า นายรุ่งก่อสร้างโครงการพิพาทไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุซึ่งสามารถตรวจสอบและมองเห็นได้ด้วยตาหลายรายการ อาทิ ในส่วนอาคารที่ทำการ ตามบัญชีแสดงปริมาณวัสดุระบุโครงสร้างหลังคา เช่น อกไก่ จันทัน แป อะเส ตะเฆ่ ฯลฯ เป็นไม้เนื้อแข็ง และตามแบบรูปรายการระบุเป็นไม้แต่กลับมีการก่อสร้างโดยใช้เหล็กรูปพรรณแทนไม้เนื้อแข็ง ในส่วนงานมุงหลังคา ไม่พบรางน้ำฝนรอบอาคารที่ทำการตามที่กำหนดในบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ ในส่วนโถส้วมของอาคารที่ทำการและบ้านพักคนงาน ขนาด 4 ครอบครัว (แบบแยกหลัง) ตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุที่กำหนดให้มีโถส้วมเป็นแบบนั่งราบมีถังเก็บน้ำ (ฟลัชแท็งก์) รุ่นประหยัดน้ำ 6 ลิตร แต่นายรุ่งกลับใช้โถส้วมเป็นแบบนั่งราบราดน้ำ
นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ทำหนังสือชี้แจงและเบิกความรับว่า เดินทางไปตรวจสอบงานก่อสร้างว่าผู้รับจ้างปฏิบัติงานถูกต้องเป็นไปตามแบบรูปรายการหรือไม่ ย่อมจะต้องเห็นงานก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุดังกล่าว ทั้งทราบดีว่าจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างตามสัญญามิได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการพิพาท และนายรุ่งมิใช่ผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ 6
การที่ นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ตรวจรับงาน และลงลายมือชื่อรับรองในใบตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างว่า ถูกต้องตามสัญญาจ้างงวดที่ 1-10(งวดสุดท้าย) เป็นเงินจำนวน 3,527,000 บาท จึงเป็นการรายงานเท็จ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนที่อ้างทำนองว่าไม่มีเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือรัฐได้รับความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารายการวัสดุก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุมีราคาถูกกว่ารายการตามที่ระบุในแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ ทั้งจำเลยที่ 6 มิได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการพิพาท จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตามสัญญา
การที่ นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ตรวจรับงาน และลงลายมือชื่อรับรอง เพื่อเป็นหลักฐานให้สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงิน 3,499,037 บาทให้แก่จำเลยที่ 6 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และเป็นผลให้จำเลยที่ 6 และนายรุ่ง ได้รับประโยชน์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น อันเป็นการกระทำโดยทุจริตฯ
พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯเเละเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
พิพากษาว่า นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 123/1 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี 6 เดือน คำเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2-7 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกทั้งนี้ ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายชัยวัฒน์ จำเลยที่ 1 ในระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกันหลักทรัพย์ 3 เเสนบาท
ศาลอาญาคดีทุจริตฯพิพากษาจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร”อดีตผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ ผิดมาตรา 157 คดีตรวจรับงานเท็จ ก่อสร้างที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต ส่วนข้อหาทุจริตฯ-ฮั้วประมูลยกฟ้อง
ที่มา ; FB MGR Online ภาคกลาง-ตะวันออก
เกี่ยวข้องกัน
ชัยวัฒน์แจงเหตุ ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีสร้างหน่วยพิทักษ์ฯห้วยคมกฤต
ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ตัดสิน ลงโทษ จำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ฐานดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ ศาลอนุญาตให้นายชัยวัฒน์ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 300,000 บาท นั้น
วันที่ 17 กันยายน นายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ตามคำพิพากษานั้น ถือว่าศาลเมตตาตนมากแล้ว โดยในคำวินิจฉัยเรื่องการฮั้วการประมูล และทุจริตนั้น ได้มีการยกฟ้อง เพราะมีการเปิดประมูลถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง ในส่วนของเงิน 1 ล้านบาท ตนก็ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเงินค่าแรงที่จ่ายให้ผู้รับจ้างถูกต้อง
“แต่ที่ตนเขียนผ่านทางเฟซบุ๊กว่าเรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ และบทเรียนราคาแพงสำหรับตัวเอง และน้องๆข้าราชการทุกคนสำหรับการทำโครงการต่างๆ โดยความผิดพลาดในเรื่องนี้ มี 2 เรื่องคือ แบบก่อสร้างที่ตามแบบแล้ว ต้องทำรางน้ำที่บ้านพักคนงาน แต่เมื่อสร้างจริงแล้วไม่มี อีกข้อคือ การสร้างส้วม ที่ตามแบบ ต้เองสร้างส้วมแบบชักโครก แต่กลับไปสร้างเป็น ส้วมนั่งยองๆ เหตุผลที่ต้องสร้างส้วมแบบนี้ เพราะ ส้วมแบบชักโครกนั้น มีน้ำไม่พอใช้กด ซึ่งผิดแบบที่เสนอเอาไว้ แม้เราจะยกเอาเหตุผลนำเรียนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่ผมยอมรับคือ ไม่เป็นไปตามแบบ”นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ส้วมที่เป็นชักโครก เดิมที่จะเอาไปไว้ในบ้านพักคนงาน ก็ยกมาไว้ที่ห้องน้ำกลางสำหรับ ให้นักท่องเที่ยวใช้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 กันยายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
ปลัดทส. เซ็นคำสั่งลงโทษ ไล่ออกราชการ ‘ชัยวัฒน์’ หลังป.ป.ช.ชี้มูลฮั้วสร้างตึกอุทยานฯ
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปรากฎเอกสารเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงนามในคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 194/2568 เรื่อง ลงโทษกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีใจความว่า
ด้วย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เดิมเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ ประเภทอำนวยการ ระดับดับสูง สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตำแหน่งเลขที่ 1026 เงินเดือน 74,320 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 25 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2551 ในการประชุมครั้งที่ 103/2566 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 โดยให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ และให้ถือสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัย ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
บัดนี้ อ.ก.พ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการประชุมครั้งที่ 3/2525 วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่านายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้กระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ตามสำนวนรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนี้
กรณีที่ 1 การจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยาน (ห้วยคมกฤต) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีผู้เข้าซื้อของเอกสารประกวดราคาและยื่นซองเอกสารประกวดราคาในโครงการดังกล่าว จำนวน ๒ ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสตรัคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรบุรียุทธนาก่อสร้าง โดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ขอใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสตรัคชั่น และห้างหุ้นส่วนจำกัด เพชรบุรียุทธนาก่อสร้าง มาจากนายสนอง กิจพ่วงสวรรณ ที่เป็นผู้ตัดสินใจและผู้สังการของห้างหุ้นส่วนจำกัดทั้งสอง แต่เพียงผู้เดียว โดยตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อของประกวดราคา ยื่นซองประกวดราคา และเสนอราคาไม่ได้เกิดจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งสองมีเจตนาที่จะเข้าทำการแข่งขันราคากันอย่างแท้จริง แต่เกิดจากการตระเตรียมการของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร โดยการกำหนดตัวผู้เสนอราคาทั้ง 2 ราย เพื่อให้หน่วยตรวจสอบเห็นว่ามีการแข่งขันราคากันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยมีเจตนาเพียงเพื่อให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสตรัคชั่น เข้ามาเป็นคู่สัญญากับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และภายหลังเมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ได้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสตรัคชั่น จำนวน 3,527,000 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 16 กันยายน 2556 แล้ว ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสตรัคชั่น ได้มีการหักลบกลบหนี้กับที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหนี้ค่าซื้อวัสดุก่อสร้างกับร้านท่ายางค้าไม้ จึงเหลือเงินค่าโครงการที่จะต้องคืนให้นายชัยวัฒน์ ลิมลิขิตอักษร ร้านท่ายางค้าไม้จ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 7921578ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2557 เป็นเช็คเงินสด จำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร
กรณีที่ 2 โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยาน (ห้วยคมกฤต) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ไม่เป็นไปตามรูปแบบรายการแนบท้ายสัญญา ไม่ได้ดำเนินการควบคุมงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่งรายงานการควบคุมงาน ช่างควบคุมงานลงนามไปนั้น นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้การสั่งให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ เป็นผู้จัดทำขึ้น อันเป็นการรับรองว่าได้มีการดำเนินการแล้วเสร็จจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่ในรายงานการควบคุมงาน ไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดในการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการตามสัญญา โดยช่างควบคุมไม่ได้ทำการควบคุมงานแต่อย่างใด เนื่องจากการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร แต่ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไป-กลับ มากกว่า 3 ชั่วโมง สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะให้ผู้ควบคุมงานอยู่อาศัยและค้างคืนได้ จึงเป็นไปได้ยากที่ช่างควบคุมงานจะสามารถเดินทางไปควบคุมงานได้ตลอดเวลา และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ลงนามในใบตรวจรับงานจ้าง และรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ว่าเสร็จเรียบร้อยตามสัญญา จนเป็นที่มาของการเบิกจ่ายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท่ายางคอนสรัคชั่น เป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะให้คณะกรรมการคนอื่น ๆ ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้อง
ดังนั้น การกระทำของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
จึงมีมติให้ลงโทษไล่ออกราชการ ตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 57 (5) มาตรา 97 วรรคสอง มาตรา 100 และ มาตรา 100/1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา ๙๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ประกอบกับข้อ 68 ข้อ 69 และข้อ 70 (3) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 และข้อ 15 ของระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. ๒๕๕๔
จึงสั่งลงโทษไล่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2567 เป็นต้นไป
หากท่านจะฟ้องโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษ ตามมาตรา ๑๐๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือจะอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. โดยทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน ก.พ.ค. ยื่นต่อพนักงานผู้รับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.ก.พ. เลขที่ 47/11 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หรือยืนโดยส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังสำนักงาน ก.พ. ภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ตามมาตรา ๑๑๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจจัยอุทธรณ์ พ.ศ.2551
ทั้งนี้ การฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือการอุทธรณ์คำสั่งต่อ ก.พ.ค. จะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งเท่านั้น สั่ง ณ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2568
ปลัด ทส. ชี้หาก ‘ชัยวัฒน์’ ยื่นอุทธรณ์แล้วผิดจริง ตัดสิทธิบำเหน็จบำนาญ
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีลงนามไล่ออกจากราชการ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
นายจตุพรให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า นายชัยวัฒน์ยังมีสิทธิฟ้องโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่วันที่ถูกลงโทษ หรือทำหนังสืออุทธรณ์ถึงประธาน ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่งนี้ ซึ่งนายชัยวัฒน์ต้องเลือกอุทธรณ์แค่เพียงช่องทางเดียว
ปลัด ทส.กล่าวว่า จริงๆ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยนายชัยวัฒน์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน น่าจะเป็นสิบปีแล้ว และเรื่องนี้เคยอุทธรณ์ไปแล้ว แต่ ป.ป.ช.ยังคงยืนคำสั่งดังกล่าวเหมือนเดิม ขั้นตอนต่อไป นายชัยวัฒน์ก็ต้องไปยื่นอุทธรณ์ต่อ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในบางคดีศาลปกครองก็เคยตัดสินเห็นต่างกับทาง ป.ป.ช. ส่วนเรื่องนี้ก็ต้องปล่อยไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
ปลัดทส. ระบุว่า หากยื่นอุทธรณ์แล้ว และตัดสินว่านายชัยวัฒน์มีความผิดตามที่ ป.ป.ช.ระบุมาก็ต้องตัดสิทธิทางราชการทั้งหมด เช่น บำเหน็จบำนาญ ซึ่งขณะนี้นายชัยวัฒน์ได้เกษียณไปแล้ว ส่วนเงินบำเหน็จบำนาญที่นายชัยวัฒน์เคยได้รับไปแล้วก็ต้องส่งคืนให้หลวง
ปลัดทส. เซ็นคำสั่งลงโทษ ไล่ออกราชการ ‘ชัยวัฒน์’ หลังป.ป.ช.ชี้มูล คดีฮั้วประมูลสร้างอาคารอุทยานหน่วยพิทักษ์อุทยานฯแก่งกระจาน