สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M217_สกศ.ชงปรับเงินรายหัวนักเรียนแบบขั้นบันไดทุกสังกัด

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ตระหนักถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ตลอดจนภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานให้ได้เล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง 

แต่จากผลการศึกษาวิจัยและการสำรวจเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โครงการเรียนฟรี) พบว่าอัตราที่สนับสนุนดังกล่าว ไม่สอดคล้องและไม่เพียงพอกับความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาและผู้เรียน ตรวจสอบอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในรอบ 10 ปี พบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 16%

ซึ่งการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายรายหัว 5 รายการ คือ 1.ค่าเล่าเรียน  2.ค่าหนังสือเรียน 3.ค่าอุปกรณ์การเรียน 4.ค่าเครื่องแบบนักเรียน และ 5.ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนนั้นทุกรายการใช้มาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้วตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2552 จึงจำเป็นต้องปรับ เพิ่มงบประมาณให้เกิดความสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายราคาสินค้าและบริการปัจจุบัน 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า อัตราเงินอุดหนุนรายหัวไม่ได้มีการปรับเพิ่มมากนานกว่า 10 ปี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มอบหมายให้ สกศ.ไปวิเคราะห์การเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กศน. และ สช. ให้สอดคล้องกับสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนั้นต้องสอดคล้องกับ GDP ของประเทศด้วย จากการวิเคราะห์พบว่าการเพิ่มเงินอุดหนุนต้องเพิ่มอีกเท่าตัว ซึ่งการเพิ่มงบประมาณอีกเท่าตัวในครั้งเดียวนั้น อาจจะเป็นภาระของประเทศ ฉะนั้น ต้องมีวิธีการดำเนินการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 และสถานการณวิกฤติของรัสเซียและยูเครนด้วย 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สกศ. ได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. โดยเสนอให้มีการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามความจำเป็นพื้นฐาน จำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.ค่าเล่าเรียน 2.ค่าอุปกรณ์การเรียน 3.ค่าเครื่องแบบนักเรียน และ 4.ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนค่าหนังสือเรียนคงอัตราเดิมเนื่องจากมีการปรับทุก 3 ปีอยู่แล้ว 

ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการในการพิจารณาข้อเสนอทางเลือก คือ

 1.แบ่งเบาภาระรายจ่ายของผู้เรียน/ผู้ปกครอง และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านการเรียนรู้  

 2.เพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และ

 3.สนับสนุนรายการจำเป็นเร่งด่วนก่อนในระยะแรก

ซึ่งทาง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เห็นด้วยกับแนวทางปรับปรุงค่าใช้จ่ายรายหัวตามอัตราเงินเฟ้อเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการ และให้ยึดตามผลการศึกษาค่าใช้จ่ายจริงของ สกศ. ที่เสนอให้  เป็นลักษณะการปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2569  เพื่อเตรียมการรองรับและกระจายภาระงบประมาณที่ต้องสนับสนุนเพิ่มขึ้น ตลอดจนสอดคล้องกับสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกะทันหันในอนาคต ซึ่งขณะนี้ สกศ. อยู่ระหว่างการปรับรายละเอียดข้อเสนอเพื่อดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาของที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 

สกศ. วิเคราะห์ทางเลือกในการปรับอัตราเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นพื้นฐาน จึงเลือกโมเดลปรับตามอัตราเงินเฟ้อแบบขั้นบันได เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจำแนกตามรายการค่าใช้จ่าย ประเภทการศึกษาให้มีความครอบคลุมทั้งในระบบและนอกระบบ รัฐและเอกชน เข้าถึงทุกระดับการศึกษาทั้งประเภทสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา รวมทั้งครอบคลุมการศึกษาที่จัดโดยครอบครัว และสถานประกอบการ” นายอรรถพล กล่าว 

 

ข่าวเกี่ยวข้องกัน

บอร์ดกช.ถกแนวทางช่วยเหลือรร.เอกชน

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นางกนกวัลย์ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันที่จะเสนอร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาลงนามออกร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะทำให้นักเรียนในโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูเพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี จากอัตราเดิม 8,5820.50 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 9,032.50 บาทต่อคนต่อปี จะเท่ากับการอุดหนุนนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อ รมว.ศึกษาธิการ ลงนามในการระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฉบับนี้ก็จะทำให้โรงเรียนอาชีวศึกษาได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564 ขณะนี้ทาง สอศ.ได้จัดเตรียมงบประมาณเพื่อจัดสรรให้กับโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนเอาไว้แล้ว 

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จากเดิมอัตราร้อยละ 4 ต่อปี เหลืออัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2565 ถึง 1 มิ.ย.2568 ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้มีการปรับเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ พ.ศ.2560 เพื่อให้โรงเรียนเอกชนขนาดเล็กสามารถเข้ามากู้เงินจากกองทุนฯ ได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดในเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนเอกชนขนาดเล็กสามารถหายใจหายคอในการบริหารสถานศึกษาได้คล่องขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากทางกองทุนฯ มีเงินคงเหลือที่จำกัด แต่ในขณะที่โรงเรียนเอกชนขนาดเล็กเองก็ประสบปัญหาสภาพคล่องอยู่พอสมควร ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะจัดทำตัวเลขเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อมาช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนอีกก้อนหนึ่ง เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งหากได้มาก็จะสมทบช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนได้มากขึ้น 

ที่มา ; เดลินิวส์ 24 มีนาคม 2565 

สรุปสาระสำคัญ

 

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ตระหนักว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการจัดการศึกษา และภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จากการศึกษาพบว่าเงินอุดหนุนรายหัวสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โครงการเรียนฟรี) ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ใช้อัตราเดิมมานานกว่า 10 ปีตั้งแต่ปี 2552 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในรอบ 10 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 16% ทำให้อัตราเงินอุดหนุนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง 

รมว.ศึกษาธิการมอบหมายให้ สกศ. วิเคราะห์แนวทางปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและ GDP ประเทศ โดยพบว่าหากเพิ่มทันทีเป็นเท่าตัวจะเป็นภาระงบประมาณ สกศ.จึงเสนอปรับเพิ่มเฉพาะค่าใช้จ่ายจำเป็น 4 รายการ (ยกเว้นค่าหนังสือเรียน) ภายใต้หลักการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง เพิ่มศักยภาพสถานศึกษา และสนับสนุนความจำเป็นเร่งด่วน พร้อมเสนอให้ปรับเพิ่มแบบ “ขั้นบันได” ต่อเนื่อง 4 ปี (พ.ศ.2566–2569) เพื่อความยั่งยืนและรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

ข้อสอบ

 

ข้อ 1 สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ สกศ. เสนอปรับเงินอุดหนุนรายหัว คือข้อใด
ก. จำนวนผู้เรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาถูกแช่แข็งมานานไม่สอดคล้องเงินเฟ้อ
ค. สถานศึกษาบริหารงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ
ง. รัฐต้องการลดภาระงบประมาณด้านอื่น

ข้อ 2 เหตุใดการเพิ่มเงินอุดหนุน “เท่าตัวในครั้งเดียว” จึงไม่เหมาะสม
ก. ขัดต่อหลักความเสมอภาค
ข. ไม่สอดคล้องนโยบายเรียนฟรี
ค. เป็นภาระงบประมาณของประเทศ
ง. สถานศึกษาไม่พร้อมรองรับงบเพิ่ม

ข้อ 3 ค่าใช้จ่ายรายการใด “ยังไม่ปรับเพิ่ม” ตามข้อเสนอของ สกศ.
ก. ค่าเล่าเรียน
ข. ค่าอุปกรณ์การเรียน
ค. ค่าเครื่องแบบนักเรียน
ง. ค่าหนังสือเรียน

 

ข้อ 4 หลักการใดสะท้อนแนวคิด “เร่งด่วนแต่ยั่งยืน” มากที่สุด
ก. ปรับเพิ่มทุกรายการพร้อมกัน
ข. เพิ่มเงินอุดหนุนเฉพาะสถานศึกษาขนาดใหญ่
ค. สนับสนุนรายการจำเป็นเร่งด่วนก่อน
ง. เพิ่มเงินอุดหนุนเฉพาะช่วงโควิด-19

ข้อ 5 หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษา การปรับเงินอุดหนุนแบบขั้นบันไดส่งผลดีต่อการบริหารอย่างไร
ก. ลดความจำเป็นในการวางแผนงบประมาณ
ข. เพิ่มงบประมาณทันทีในระยะสั้น
ค. ช่วยวางแผนงบประมาณระยะกลาง–ยาวได้ชัดเจน
ง. ทำให้การใช้งบประมาณเป็นอิสระจากนโยบายรัฐ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม