

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเษกษา ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษา ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเติมเคยจำกัดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา สอดคล้องกับการเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้น มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ที่ดีต่อประเทศไทยเพื่อการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ประกอบกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 กระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศไว้ ดังนี้
1.ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2562
2.ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป
3.ในประกาศฉบับนี้ “บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร” หมายความว่า บุคคลที่ไม่มีรายการในระบบการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าการทะเบียนราษฎรของประเทศไทย
“บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย” หมายความว่า บุคคลที่เป็นบุคคลต่างด้าวและไม่มีสัญชาติไทย
“ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการการศึกษาสำหรับผู้ไม่มีหลักฐาน
ทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code)” หมายความว่า ระบบในการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร โดยมีรหัส 13 หลัก ตัวแรกขึ้นด้วยอักษร G
4.ให้สถานศึกษารับเด็ก หรือบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ด้วยหลักฐานในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2548 และตรวจสอบเอกสาร หลักฐานทางทะเบียนราษฎรของเด็กหรือบุคคลที่สมัครเข้าเรียน หากมีเอกสารหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติของสถานศึกษา หากไม่มีเอกสารหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือเลขประจำตัว 13 หลัก ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน ในระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการการศึกษาสำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไปจนกว่าจะได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎรและได้เลขประจำตัว 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
5.ให้สถานศึกษาประสานผู้ปกครองของเด็กหรือบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร และเลขประจำตัว 13 หลัก เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งให้สำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักทะเบียนท้องถิ่น เพื่อแจ้งขอจัดทำเอกสารทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และนำเลขประจำตัว 13 หลักนั้น มาใช้เป็นฐานข้อมูลผู้เรียน ในกรณีตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะและเลขประจำตัว 13 หลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรได้ ให้สถานศึกษาคงรหัส G เดิม ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดจนกว่าจบการศึกษา
6.เมื่อนักเรียน นักศึกษาได้รับการจัดทำเอกสารทะเบียนราษฎร และบัตรประจำตัวในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร (ได้รับเลขประจำตัว 13 หลัก) เรียบร้อยแล้ว ให้สถานศึกษาแก้ไขข้อมูลในทะเบียนนักเรียน นักศึกษาที่เป็นตัวอักษรสีแดงออก
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. แจง เด็กต่างสัญชาติ ‘เข้าเรียนในไทยได้’ ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ขยายโอกาสการศึกษา
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 และมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลในหลายประการ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในพื้นที่ชายแดนอื่นๆ นั้น
สพฐ. ขอเรียนว่า การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้ารับบริการทางการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยข้อมูลปี 2019-2025 ระบุว่า มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งประเทศมหาอำนาจและประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสามารถเข้าเรียนได้
อีกทั้งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก ให้เด็กได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งการให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นเข้าถึงการศึกษา จะส่งผลให้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ช่วยลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ความปลอดภัยทางสาธารณสุข แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สร้างความตระหนักรู้กตัญญูต่อแผ่นดิน ส่งเสริมความมั่นคงของชาติในระยะยาว
สำหรับ ประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ. 2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้สถานศึกษาใช้ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการทางการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้แสดงตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น
“ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการอันใดที่กระทบกับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และจะมุ่งเสริมสร้างสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป” นายพิเชฐ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ศธ. แจงรับนักเรียนไร้เลข 13 หลักเป็นมติ ครม. ย้ำดูแลสิทธิเด็กไทยเต็มที่ไม่กระทบคุณภาพ
เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 69 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามการนำเสนอและแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีข้อกังวลในประเด็นภาษี ทรัพยากรในโรงเรียน และความเสี่ยงการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ โดยมิได้เป็นผู้ริเริ่มเสนอเรื่องดังกล่าว
โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อ สิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ย้ำเพิ่มเติมว่า การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด
“ขอย้ำว่า ที่มาของประเด็นดังกล่าวคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนภารกิจด้านการศึกษา ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่าเด็กไทยต้องไม่เสียสิทธิ การรับเข้าเรียนไม่ใช่การให้สัญชาติ และได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ศธ. แจงปรับปรุงประกาศรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย ให้สอดคล้องมติครม.ปี48
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ. ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ “มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน” ออกจากแนวทางปฏิบัติ
การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1-ม.6)
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมายแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา
ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
ที่มา ; มติชนออนไลน์