
โซเชียลแห่แชร์โพสต์ของครูสาวโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ได้ทำหนังสือลาออกจากข้าราชการครู
โดยครูรายนี้ ได้เล่าว่า “ลาออกจากราชการ บันทึกความทรงจำ ณ 1 พ.ค. 2566
อดีต : นางสาวศันสนีย์ วงศ์หงษ์
ปัจจุบัน : นางศันสนีย์ มุกดาหาร
ประวัติการศึกษา
– ปริญญาตรี สังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
– ปริญญาโท สาขาการสอนสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประวัติการทำงาน
– 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย โรงเรียนหนองบอนวิทยาคม จังหวัดตราด สพม.17
– 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ตำแหน่ง คศ.1 โรงเรียนแกลง“วิทยสถาวร” จังหวัดระยอง สพม.18
– 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ตำแหน่ง คศ.2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี สพม.จบตร
– 27 มีนาคม พ.ศ. 2566 ยื่นคำร้องขอลาออกจากราชการ โดยมีคำสั่ง สพม.จบตร ที่ 101/2566 อนุญาตให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลาออกจากราชการ มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
– รับราชการรวม 10 ปี 8 เดือน 24 วัน
สิ่งที่ภาคภูมิใจในอดีตที่ผ่านมา
– การสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ลำดับที่ 4 ของเขต
– เรียนจบปริญญาโทด้านการสอนมาอย่างเข้มข้นจนหยดสุดท้าย
– ทุ่มเทกับการสอนมาอย่างดีตลอดอายุราชการ
– ทุ่มเทกับงานราชการมาอย่างหนักไม่เคยแผ่ว
– การเป็นครูบรรจุใหม่ที่หนองบอนวิทยาคม ทำให้มีโอกาสทำงานพิธีกรจากการชักชวนของพี่ปัท จากคนที่พูดน้อยมากจนกลายเป็นความสามารถพิเศษในปัจจุบัน และเป็นทักษะติดตัวที่ต่อยอดในการรับราชการได้อย่างดี
– และไม่ว่ารับราชการอยู่ที่โรงเรียนไหน ศันสนีย์พบว่า ได้โอกาสทำงานสำคัญๆอยู่เสมอ ตำแหน่งล่าสุดที่ได้รับก่อนลาออก : หัวหน้างานสภานักเรียน : รองหัวหน้าระดับ ม.4 และมีส่วนร่วมกับงานสำคัญๆของโรงเรียนจากการเป็นหัวหน้างานสภานักเรียนอีกมากมาย
คำถามที่หลายคนคงถามตรงกันคือ ลาออกทำไม???
ในช่วงแรกที่ตัดสินใจบอกคนอื่นน้อยมาก เพราะงานเยอะยังไม่พร้อมจะตอบคำถามใครนัก พอเวลาผ่านไปก็เริ่มบอกคนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อให้เขาได้เตรียมวางแผนก่อนที่เราจะออก
ลาออกทำไม…ขอตอบในส่วนที่อยากตอบและอยากสื่อสาร จะได้เข้าใจตรงกันว่าทำไมศันสนีย์ไม่ไปโรงเรียน
1. ชีวิตการเป็นครูของศันสนีย์ในปัจจุบันนั้นเหนื่อยและหนักหนามาก สมกับคำว่า “คุรุ” ที่แปลว่า หนัก ตั้งแต่รับราชการมา ไม่เคยมีคำว่าสบาย ใครที่บอกอาชีพครูสบายนี่อยากให้มาลองเลย
2. ศันสนีย์ไม่ได้เป็นครูอย่างเดียว เป็นชาวสวนด้วย และเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ เดิมจันทร์-ศุกร์ กลางวันและกลางคืนทำงานโรงเรียน เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดอื่นๆทำงานสวน แต่ปัจจุบันพบว่างานโรงเรียนได้กลืนกินชีวิตศันสนีย์ไปทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว แทบไม่มีเวลาให้กับสวนหรือการพักผ่อนเลย เสาร์-อาทิตย์ กลางวันกลางคืนยังนั่งพิมพ์งานแง็กๆอยู่หน้าคอม งานโรงเรียนหลอกหลอนทั้งวันทั้งคืน ช่วงเวลาสำคัญของสวนเช่นการแต่งลูกและการขายมันเป็นดิวสำคัญมาก แต่ก็มาไม่ได้ต้องไปโรงเรียน
3. เหตุผลจากข้อ 1 เริ่มทำให้ศันสนีย์ เริ่มกินข้าวไม่ตรงเวลาจนถึงไม่ได้กินข้าวเที่ยงหลายครั้ง ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย และเมื่อต้องทำสวนด้วยแน่นอนว่าคำว่าพักผ่อนจึงไม่มีบนโลกของศันสนีย์ เป็นครูก็หนัก ทำสวนก็หนัก ร่างกายและจิตใจก็เริ่มพังเรื่อยๆ คนที่ทำอาชีพครูอย่างเดียว หรือทำสวนอย่างเดียวจึงอาจไม่เข้าใจ
4. ความคิดว่าจะลาออกไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น เกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่าปีแล้วแค่ไม่ได้พูดกับใครเยอะ อยู่ๆเป้าหมายของชีวิตก็คือการลาออกเฉย ถามว่าทำไม? เราเบื่อระบบหลายๆตรงที่มันทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เป็นระบบที่บ้าเอกสารมาก ต้องปั่นเอกสารหนาๆเยอะมาก แต่ไม่ได้มีใครอ่านหรอก ดูแค่ว่าปกคืออะไรหนาไหม ส่งยัง จบ!! แล้วก็เบื่อวิถีของครูที่บ้าการแข่งขัน ไม่อยากแข่งก็ต้องแข่ง เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน เพื่อให้มีผลงาน เด็กบางกลุ่มบางคนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะแข่ง ศปหถก. เอาจริงๆนะส่งครูแข่งเถอะ หมดงบกันไปเท่าไหร่ ความรู้สึกส่วนตัวมองว่า เรากำลังหลงทางกันรึป่าว สิ่งที่เราควรโฟกัสคือการสอนในห้อง งานสอนมันต้องมาลำดับ 1 ไม่ใช่งานพิเศษ ไม่ใช่งานอื่น และก็มีอีกหลายประเด็นที่คนเป็นครูก็รู้กันดี การรอให้อายุราชการครบ 25 ปีแล้วค่อยลาออก สำหรับศันสนีย์จึงเป็นไปได้ยากมากๆ
5.สุดท้ายก็ตกตะกอนว่า… การรับราชการครูดีนะ ศันสนีย์ภูมิใจที่ได้รับราชการครู เงินเดือนดีกว่าราชการอื่นๆ มีสวัสดิการให้นั่นนี่ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือสุขภาพกาย ใจ เวลา ชีวิต ที่ต้องทุ่ม ณ ตอนนี้เริ่มมองว่ามันไม่คุ้ม ครูที่สบายคือครูที่ตายแล้วกับครูที่ไม่ทำงาน เราเป็นคนทำอะไรจริงจังและทุ่มเท การให้เราหลอยๆค่อยๆลดงานจนเป็นครูที่ไม่ทำงาน ไม่ใช่วิถีของศันสนีย์…อาชีพครูก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มันแค่ไม่เข้ากันกับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบันแล้ว ในอดีตเป้าหมายของชีวิตคือการเติบโตในชีวิตราชการ แต่ปัจจุบันความคิดเปลี่ยนไป เป้าหมายของชีวิตเราคือการได้ใช้ชีวิต มีสุขภาพกายใจที่ดี และมีเวลากับครอบครัว
จากเหตุผลทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็มาประจวบเหมาะกับจังหวะของครอบครัว สวนที่ต้องการการดูแล แม่ก็เริ่มสุขภาพไม่ดี คิดว่าการทุ่มเทชีวิตให้กับครอบครัวมันเป็นเรื่องที่ดีกว่า เสียดายอยู่สองอย่างคือ การไม่ได้สอนนักเรียนแล้วเพราะเราชอบสอน และจะต้องห่างออกมาจากมิตรภาพของเพื่อนร่วมงานที่น่ารักมากๆ
สุดท้ายนี้ ถ้าใครคิดจะลาออกก็ขอให้ไตร่ตรองให้ดี คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ
1. ลาออกแล้วจะไปทำอะไร มีรายได้มาจากไหน จะใช้ชีวิตอย่างไร
2. ต้องถอดยศถาบรรดาศักดิ์กลายมาเป็นคนธรรมดา รับได้หรือไม่
3. เมื่อไม่ได้รับสิทธิราชการของเราแล้ว เราจะดูแลตัวเองและครอบครัวอย่างไร
4. ก่อนออกต้องศึกษาว่าเราจะได้สิทธิอะไรจากราชการบ้าง และวางแผนให้ดี
(ของเรารับราชการเกิน 10 ปี มีสิทธิรับบำเหน็จและ กบข.)
5. ดูเงื่อนไขการลาออกด้วยว่าอยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่ ต้องไม่อยู่ในช่วงลาศึกษาต่อ ใช้ทุน อยู่ระหว่างถูกสอบวินัยหรือคดี ที่สำคัญถ้ามีหนี้ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน
6. ยื่นคำร้องขอลาออกไม่น้อยกว่า 30 วันต่อผู้บังคับบัญชา”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
เพจดัง แฉ ร.ร.ดังในอีสาน ให้ครูผู้หญิงเป็นสาวรำวง ชงเหล้า-เชียร์แขก ในงานผ้าป่าโรงเรียน
กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการศึกษาทันที หลังจากเพจ “ครูอินดี้” โพสต์ข้อความ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ระบุว่า “พวกกาก เอาครูผู้หญิงมาเสิร์ฟเหล้าเบียร์ อยากแด….ไปแด…ที่ร้านเถอะ #ข้อความจากทางบ้าน #อยากแด…ให้แม่เอ็งมาป้อน”
พร้อมกับโพสต์ภาพ ซึ่งเป็นภาพจากแชต คนหนึ่งระบุว่า “วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎคมนี้ ทางโรงเรียนขนาดใหญ่ แห่งหนึ่ง จะมีการจัดผ้าป่าโรงเรียนขึ้น โดยจะให้ครูผู้หญิง แต่งกายและเต้นเป็นสาวรำวง
อยากถามถึงความเหมาะสมค่ะ ว่าดีหรือถูกต้องแล้วเหรอคะ ให้ครูผู้หญิงคอยเสิร์ฟเหล้า เบียร์ ยังจะมาให้เต้นเป็นสาวรำวงบนเวทีอีก”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม โพสต์ข้อความระบุว่า “สืบเนื่องจากโพสต์เมื่อวานครับ มีคุณครูเล่าว่าถูกผอ.แต่งตั้งให้ชงเหล้าให้แขกต้อนรับคณะ โรงเรียนทางภาคอิสานแห่งหนึ่ง เป็นกันได้ถึงเพียงนี้หรือศักดิ์ศรีและเกียรติของครูไทย สอบมาสอนนักเรียนดันได้มาทำแบบนี้”
พร้อมกับโพสต์ภาพรายละเอียดงาน ที่ตอนหนึ่ง ระบุว่า “หน้าที่
1. จัดกิจกรรมนันทนาการในช่วงงานสังสรรค์
2. เชียร์แขก ดูแลแขกที่ร่วมรำวง และ
3.รวบรวมเงินส่งคณะกรรมการสถานศึกษา”
หลังจากโพสต์ภาพและข้อความไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น “อาชีพชงเหล้ามีเกียรติและศักดิ์ศรีครับ ทุกอาชีพมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ประเด็นนี้คือเขาสอบมาเป็นครูผู้ให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ ให้เขามาชงเหล้า เชียร์แขก เต้นรำออกแนวบริการแบบนี้ไม่ควรครับ ครูเขาไม่ได้เต็มใจสมัครใจทำ” “มันมีอยู่จริงครับครู และมันก็มีหัวเรือบางที่ ที่ชอบแบบนี้”
“คำพ้องรูปพ้องเสียง น่าจะเรียกเชิญแขกร่วมรำวงมากกว่านะ คนทำคำสั่งน่าจะเด็กอยู่ นึกคำไม่ออก” “ไปกันใหญ่แล้ววววววววววววววววววววววววววววววววววว” “ทางเหนือก็มีค่ะ” “คำสั่งไม่ชอบคัดค้านเป็นหนังสือได้ครับ กระบวนการมีอยู่ครับ”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
5 จนท.บุคคล สพป.สมุทรสาคร'ลาออก-ย้ายเขต'
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2566 นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยกับ EduGuide 4.0 ว่า ได้มีการแชร์ไลน์ข้อความของ นางเพ็ญจันทร์ โรจน์รัตนาภรณ์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) กลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สมุทรสาคร ที่เขียนและส่งไลน์ถึงนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) , นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (ผอ.สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดังใจความต่อไปนี้
เรียน ท่านเลขาอัมพร พินะสา, ท่านสุรินทร์ มั่นประสงค์, ท่าน ผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล
ดิฉัน นางเพ็ญจันทร์ โรจน์รัตนาภรณ์ ผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล สพป.สมุทรสาคร ขอออกจากกลุ่มไลน์นี้ เนื่องจากลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2566 หมดภาระหน้าที่ทางราชการแล้ว
พร้อมเพื่อนพี่น้องร่วมงานในกลุ่
1. น.ส.อรษา (พี่จิ๊บ) นิรันดร์โสณ หน.งานบำเหน็จ เลื่อนเงินเดือน ลาออก 1 สิงหาคม 2566
2. นางวันทนีย์ (พี่อ๋อย) ตั้งเรืองวิทย์ หน.งานอัตรากำลังและวิทยฐานะ ย้ายไป สพม.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2566
3. นายนภัทร์ จันทร์เกษม งานธุรการ ผู้ช่วยนักทรัพยากรบุคคล ลาออก 1 สิงหาคม 2566
4. นายภูมิเดช เดชสมบูรณ์รัตน์ พนักงานราชการ ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคล ลาออก 1 สิงหาคม 2566
พวกเราชาวสมุทรสาคร ขอให้ท่านพิจารณา จากนี้ ก่อนจะส่งผู้บริหารตำแหน่ง ผอ.สพท.มาทำหน้าที่หัวหน้าหน่
สงสาร สพป.สมุทรสาคร ด้วย เปลี่ยน ผอ.สพท.ทุกปี มาดำรงตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี ไม่ทันพัฒนาอะไร ประเมินสัมฤทธิผลในตำแหน่งไม่ทั
สพป.สมุทรสาคร ต้องการ ผอ.สพท.ที่มีประสบการณ์ เก่ง ดี มีคุณธรรม มีเมตตา มีวุฒิภาวะ มาสร้างความเจริญงอกงาม ความสุขใจในการทำงาน พัฒนาองค์กร พัฒนาครู พัฒนาเด็กนักเรียนของเรา
เสียงนี้เป็นเสียงสะท้อนจากระดั
คนทำงานในกลุ่มบริหารบุ
พวกเราอยากได้ผู้บริหารเขตพื้
สิ่งที่ขออาจเป็นเพียงความฝัน ที่แลกมาด้วยน้ำตา และก็จบลงเหมือนไม่มีอะไร
ทุกเรื่องราวเดินทางมาไกลเกิ
ด้วยความเคารพ
นางเพ็ญจันทร์ โรจน์รัตนาภรณ์
ผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล
นายสานิตย์ นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ตนเห็นใจบุคลากรใน สพท.เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ สพท.ที่ผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.พิจารณาส่งไปเป็น ผอ.สพท. เป็นบุคคลที่ขาดวุฒิภาวะ ใช้แต่อำนาจ ซึ่งนอกจากบุคลากรใน สพท.นั้นๆ จะอึดอัดและขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแล้ว บุคลากรหลายๆ คนอาจจะเกรงกลัวว่า การปฏิบัติตามคำสั่ง ผอ.สพท.ในบางเรื่อง อาจสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดและอาจถูกลงโทษทางวินัยและอาญาได้ จนอาจจะทำให้เกิดสภาพบุคลากรในบาง สพท.จำใจต้องขอลาออกไป เพื่อหนีปัญหา
"ในอดีตที่ผ่านมามักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่า บุคลากรในบางเขตพื้นที่ฯที่ตัว ผอ.สพท.ได้รับการต่อวาระจาก สพฐ.ให้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 4 ปี มักจะมีความอึดอัดใจในการปฏิบัติงาน เพราะจะมีเสียงครหาตามมาว่า มีผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.หนุนหลังหรือไม่? จึงได้รับการต่อวาระให้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 4 ปี ไม่ต้องไปปรับตัวใหม่ใน สพท.แห่งใหม่" นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ กล่าว
"ผอ.กลุ่ม"เขียนไลน์ระบายถึง'เลขาฯอัมพร-ผอ.สพร.' แนะเลือก ผอ.สพท.มีวุฒิภาวะทางอารมณ์-"เก่ง สวย หล่อ"ช่วยอะไรไม่ได้
ที่มา ; eduguidenews