
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือนมีนาคม ตนจะประชุมศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่อิมแพค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ขณะนี้ ตนได้จัดทำโครงสร้างบทบาทของ ศธภ. และ ศธจ. หลังจากที่อำนาจบริหารงานบุคคลจากเดิมอยู่ที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปอยู่ที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตพื้นที่ฯแล้ว โดยจะประชุมทำความเข้าใจ ร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ โดยเน้นให้แต่ละพื้นที่จัดการศึกษาให้สอดคล้องตามบริบทของพื้นที่
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า บทบาทหน้าที่ของ ศธจ.ใหม่ มีดังนี้
· สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จะกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคล การโยกย้ายแต่งตั้งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน สังกัด สป.ศธ. ให้ ศธจ.เป็นผู้ดูแล
· ให้ ศธจ.กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ โดยเอางานวิจัย ผลงานวิชาการที่ผ่านการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้วนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง เช่น การแก้ไขปัญหาภาวะความรู้ถดถอย (Learning Loss) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ขับเคลื่อนการเรียนการสอนแบบ Active Learning พร้อมกับบูรณาการการศึกษาในพื้นที่ร่วมกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
· ทำงานร่วมกับคุรุสภาด้านคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการครูกระทำผิดในวิชาชีพ หากพบข้าราชการครูกระทำผิด ไม่ต้องส่งเรื่องให้ส่วนกลางพิจารณา แต่จะให้ ศธจ.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ก่อนสรุปให้คุรุสภาดำเนินการลงโทษต่อไป
“แม้ สป.ศธ.จะกระจายอำนาจบริหารงานบุคคลให้ ศธจ.ดูแลแต่งตั้ง โยกย้ายบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค (2) แล้ว ก็จะมีการกำกับติดตามเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตเรียกรับเงินด้วย ส่วน ศธภ.จะให้ทำแผนกำกับการศึกษาในระดับภูมิภาค โดยต้องดูว่าส่วนกลางกระจายอำนาจอะไรไปบ้าง และจะมีเครื่องมือกำกับติดตามให้ ศธจ.ขับเคลื่อนงานได้อย่างราบรื่บ และตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ก็จะต้องปรับวิธีการนิเทศก์ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” นายอรรถพลกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566
สรุปสาระสำคัญ
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ภายในเดือนมีนาคม 2566 จะมีการประชุมศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด ณ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่และกำหนดทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศ ภายหลังมีการปรับโครงสร้างอำนาจบริหารงานบุคคล โดยโอนอำนาจจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตพื้นที่
บทบาทใหม่ของศึกษาธิการจังหวัดคือ การดูแลการบริหารงานบุคคลตามมาตรา 38 ค (2) ของบุคลากรทางการศึกษาอื่นในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ การกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาของพื้นที่โดยอาศัยงานวิจัยและองค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เช่น ภาวะความรู้ถดถอยจากโควิด-19 การขับเคลื่อน Active Learning และการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ศธจ.จะทำงานร่วมกับคุรุสภาด้านคุณธรรมจริยธรรมครู โดยตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ก่อนเสนอคุรุสภาดำเนินการลงโทษ ทั้งนี้ ส่วนกลางและศึกษาธิการภาคจะกำกับติดตามเพื่อป้องกันการทุจริต และพัฒนาการนิเทศให้ทันสมัยสอดคล้องบริบทปัจจุบัน
ข้อสอบ
ข้อ 1 การประชุม ศธภ. และ ศธจ. ตามบทความ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสิ่งใด
ก. ประเมินผลการทำงานของ กศจ.
ข. กำหนดทิศทางและทำความเข้าใจบทบาทใหม่ของการจัดการศึกษา
ค. แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครูทั่วประเทศ
ง. จัดทำหลักสูตรแกนกลางใหม่
ข้อ 2 การโอนอำนาจบริหารงานบุคคลจาก กศจ. ไปยังหน่วยงานใด สะท้อนแนวคิดการบริหารรูปแบบใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์อำนาจ
ข. การลดบทบาทเขตพื้นที่การศึกษา
ค. การกระจายอำนาจเชิงพื้นที่
ง. การบริหารแบบสั่งการจากส่วนกลาง
ข้อ 3 บทบาทใหม่ของ ศธจ. ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรงมากที่สุดคือข้อใด
ก. การดูแลการโยกย้ายบุคลากรตามมาตรา 38 ค (2)
ข. การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยครู
ค. การกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาตามบริบทพื้นที่จากงานวิจัย
ง. การรายงานข้อมูลต่อส่วนกลาง
ข้อ 4 เหตุใดส่วนกลางยังต้องกำกับติดตามการบริหารงานบุคคลของ ศธจ.
ก. เพื่อเร่งรัดการแต่งตั้งตำแหน่ง
ข. เพื่อป้องกันการทุจริตและเรียกรับผลประโยชน์
ค. เพื่อควบคุมการตัดสินใจทุกขั้นตอน
ง. เพื่อทดแทนบทบาท ศธภ.
ข้อ 5 การปรับบทบาทศึกษานิเทศก์ตามแนวคิดในบทความ ควรมุ่งไปในทิศทางใด
ก. นิเทศตามเอกสารเป็นหลัก
ข. นิเทศเฉพาะด้านวินัย
ค. นิเทศแบบเดิมที่เคยปฏิบัติ
ง. นิเทศที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
คลิกเฉลย >>>