สมาชิกเข้าสู่ระบบ

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 5-8)

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่ีกำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 5)


          ทำไม "ระบบราชการไทย" จึงเป็นระบบราชการที่มีขนาดใหญ่โต? จนเกิดการ "กัดกร่อน" เงินภาษีอากร (ของประชาชน) ที่จัดเก็บได้ในแต่ละปี จนแทบจะไม่มีเงินภาษีเหลือไปพัฒนาประเทศชาติเลย ทำให้รัฐบาลต้องไปกู้เงินมาเป็น "งบลงทุน" เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา เหตุผลสำคัญ คือ


          1.ระบบราชการไทยขยายตัวใหญ่โตมาก นับตั้งแต่การปฎิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2546 เนื่องจากการปฎิรูประบบราชการไทยครั้งนั้น มีการเพิ่มหน่วยงานราชการระดับกระทรวงและกรมขึ้น จากเดิมมีหน่วยงานระดับกระทรวงอยู่ 14 กระทรวง เพิ่มขึ้นเป็น 20 กระทรวง และเดิมมีหน่วยงานระดับกรมอยู่ 140 กรม เพิ่มขึ้นเป็น 168 กรม และยังมี "องค์กรมหาชน" เพิ่มขึ้นมาอีก 54 องค์กร การเพิ่มขึ้นของหน่วยงานภาครัฐดังกล่าว ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรภาครัฐขึ้นตามไปด้วย ภาครัฐของไทยจึงต้องใช้ "คน" จำนวนมากถึง 2.2 ล้านคน โดยเฉพาะข้าราชการระดับผู้บริหารหรือระดับ ซี 9 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จึงทำให้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งเงินเดือน เงินตอบแทนตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ เงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ค่าตอบแทนใช้สอย ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่ารถยนต์ประจำตำแหน่ง รวมทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เห็นได้ชัดว่า การปฎิรูประบบราชการครั้งนั้น เป็นการปฎิรูประบบราชการที่ทำให้เกิดภาระขึ้นกับเงินภาษีอากรของประชาชน ซึ่งเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศเป็นอย่างมาก จากการประมาณการรายจ่ายประจำในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บภาษีอากรได้เป็นเงิน 2.67 ล้านล้านบาท เงินจำนวนนี้บุคคลากรภาครัฐ (ทั้งภาคการเมืองและข้าราชการประจำ) เอาไปใช้จ่ายเพื่อบำรุงความสุขและความสะดวกสบายส่วนตัว สูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนพัฒนาประเทศ ถ้าไม่ใช่ "เงินกู้" ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้เพื่อ "ชำระคืนต้นเงินกู้" (ไม่รวมดอกเบี้ย) ถึง 9.9 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 3% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี


          การปฎิรูประบบราชการไทยเมื่อปี พ.ศ.2546 นอกจากจะมีการเพิ่มจำนวนหน่วยงาน (ระดับกระทรวงและกรม) และเพิ่มบุคลากรภาครัฐมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว การปฎิรูประบบราชการครั้งนั้น ยังทำให้เกิดการ "รวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการ จากราชการบริหารส่วนภูมิภาค ไปไว้ที่ "หัวหน้าหน่วยงานบริหารราชการส่วนกลาง" มากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ เดิมมีหน่วยงานที่เป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัด และสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด หลังจากการปฎิรูประบบราชการหน่วยงานดังกล่าวเปลี่ยนไปเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2561 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขึ้น แต่ก็ไม่ได้กำหนดให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค การทำงานของหน่วยงานด้านการศึกษาในระดับจังหวัดจึงเกิดการ "แยกส่วน" กันอย่างชัดเจน


          อีกกระทรวงหนึ่งที่มีการ "รวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการไปไว้ที่หัวหน้าส่วนราชการในส่วนกลางมากขึ้น คือ กระทรวงการคลัง เดิมในระดับจังหวัดมีหน่วยงานที่เป็น "ราชการบริหารส่วนภูมิภาค" ได้แก่ สำนักงานสรรพากรจังหวัด สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด และสำนักงานธนารักษ์จังหวัด ภายหลังการปฎิรูประบบราชการหน่วยงานดังกล่าวเปลี่ยนไปเป็น สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ เป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับอธิบดี (ไม่ได้ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดอีกต่อไป)


          อีกหน่วยงานหนึ่งคือ กรมป่าไม้ เดิมเป็นกรม "กรมเดียว" มีอธิบดีคนเดียวรับผิดชอบงานด้านการป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้ในภาพรวมทั้งประเทศ ทำให้มี "เอกภาพ" ในการบริหารจัดการงานด้านทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ แต่ภายหลังการปฎิรูประบบราชการ กรมป่่าไม้ถูกผ่าออกเป็น 3 กรม มี "อธิบดี" เพิ่มขึ้นเป็น 3 คน ถามว่า งานป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติดีขึ้นจริงหรือเปล่า? เมื่อกรมป่าไม้ถูกผ่าออกเป็น 3 กรม ทำให้้ต้องยุบหน่วยงานส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด คือ สำนักงานป่าไม้จังหวัดทุกจังหวัดทิ้งไป เปลี่ยนไปจัดตั้งเป็นสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ (สังกัดกรมป่าไม้) และสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) เป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ีไปตั้งอยู่ตามเขตจังหวัดต่างๆแทน หน่วยงานส่วนภูมิภาคเดิม จึงทำให้งานป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้ในระดับจังหวัด ที่เคยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น เช่น ฝ่ายตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครอง เจ้าพนักงานที่ดิน และหน่วยงานอื่นๆในจังหวัดขาดหายไปทันที


          ผลของการปฎิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2546 ซึ่งทำให้เกิด "การเพิ่มหน่วยงาน" ระดับกระทรวงและกรม และการ "รวมศูนย์อำนาจ" การบริหารราชการมาไว้ในส่วนกลางมากขึ้นดังกล่าวแล้ว คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบราชการไทยใหญ่โตมากในปัจจุบัน และทำให้้เกิดภาระกับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำภาครัฐต่อเนื่องกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว และไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร เพราะ "ยุทธศาสตร์การปฎิรูประบบราชการ" ยังคงเป็นเพียง "แผนปฏิบัติ" ที่อยู่ "บนกระดาษ" ไม่รู้ว่าจะมีใครทำให้เกิดความเป็นจริงขึ้นได้หรือไม่และเมื่อใด และที่สำคัญมากคือ "หนี้สาธารณะของรัฐ" จะเพิ่มขึ้นทุกปี จนอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติในอนาคตก็ได้


          2.หัวหน้าหน่วยงานราชการไทยเกือบจะทุกหน่วยงาน (ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล หรือหน่วยงานด้านการศึกษา เป็นต้น) ในระยะที่ผ่านมาล้วนแต่จะเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มจำนวนบุคลากร และเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานของตนเองให้มากขึ้นทุกปี โดยอ้างว่ามีจำนวนบุคคลากรและเงินงบประมาณไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน โดยที่ีหัวหน้าหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ไม่เคยคิดที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรที่ีมีประสิทธิภาพ และพัฒนาบุคคลากรที่ีมีอยู่แล้วในองค์กร ให้สามารถทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่อย่างใด นอกจากนี้หัวหน้าหน่วยงานบางหน่วยยังไม่เคยคิดเลยว่า จะใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ประหยัดและคุ้มค่าอีกด้วย


          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้พูดถึงระบบราชการไทยปัจจุบัน โดยระบุว่า "ถึงเวลาสังคายนาระบบราชการไทย ชี้ระบบใหญ่ ทำให้การขับเคลื่อนภาพรวมเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า แนะผ่าตัดระบบให้เล็กลง สร้างแรงจูงใจผ่านการออกกฎหมายปกป้องคนทำงาน และนำระบบดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน" (ข่าวกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564) นี่คือ ข้อคิดเห็นที่น่าคิดของผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรของประเทศ

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            5 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 6)

          การที่ "ภาครัฐ" ของไทยเป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก ในขณะที่โลกปัจจุบันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายด้าน จึงมีคำถามว่า "ถึงเวลาหรือยังที่ีจะต้องทำให้ "องค์กรภาครัฐ" ของไทยมีขนาดเล็กลง?"
          เมื่อภาคธุรกิจเอกชนต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการด้วยกันเอง และแข่งขันกับการถูก disrupt จากเทคโนโลยีดิจิทัล ภาคธุรกิจเอกชนจึงต้องรีบปรับตัว การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจการค้าและการบริการ ส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่ "การลดขนาดองค์กร" ให้เล็กลง ตัวอย่างเช่น การที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ประกาศปลดพนักงานและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง AI, Robot มาใช้แทนแรงงานคน เพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือการที่ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป นำระบบการค้า "ออนไลน์" มาใช้ควบคู่ไปกับระบบการค้า "ออฟไลน์" เพื่อมิให้ธุรกิจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และการที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินนำระบบ "Internet Banking หรือ Mobile Banking" มาให้บริการลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น การฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน หรือสอบถามยอดเงิน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อมิให้ลูกค้าต้องเดินทางไปทำธุรกรรมดังกล่าวที่สาขาของธนาคาร การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนดังกล่าว ล้วนทำไปโดยมีเป้าประสงค์สำคัญคือ การ "ลดขนาดองค์กร" ให้เล็กลง เนื่องจากเมื่อพนักงานลดจำนวนลง เพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ธุรกิจนั้นๆจะต้องมี "สำนักงาน" ขนาดใหญ่โตและกว้างขวาง หรือมีจำนวนสำนักงานสาขามากเหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นแปลว่า "ค่าใช้จ่าย" ที่เป็นต้นทุนของภาคธุรกิจเอกชนนั้นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าก่อสร้างหรือเช่าสถานที่ทำงาน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆก็จะลดลงตามไปด้วย


          การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนดังกล่าว มักจะสวนทางกับการบริหารจัดการของภาครัฐไทย ผู้บริหารหน่วยราชการไทยเกือบจะทุกกระทรวงและกรม มักจะเรียกร้องให้รัฐบาลก่อสร้างขยาย "สำนักงาน" ใหม่ให้มีขนาดใหญ่โตและกว้างขวางขึ้น ขอให้เพิ่มจำนวนบุคลากรและเพิ่มเงินงบประมาณให้มากขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อให้ "ประชาชน" ได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น โดยไม่รู้ว่า "เงินภาษีอากร" ที่รัฐบาลจัดเก็บมาได้ในแต่ละปี ถูกพวกเขาใช้เป็นรายจ่ายประจำไปเกือบหมด จนเกือบจะไม่มีเงินภาษีเหลือไว้ใช้ในการพัฒนาประเทศแล้ว ถ้ารัฐบาลจะพัฒนาประเทศไม่ว่าในด้านใด หรือต้องใช้จ่ายเงินในกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคระบาดรุนแรงในขณะนี้ รัฐบาลก็ต้องไปกู้เงินมาใช้จ่ายเกือบทั้งหมด เช่นนี้ื จะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าและแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้อย่างไร?


          "ธนาคารโลก (World Bank)" เคยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลดขนาดองค์กรภาครัฐ เช่น ขอให้ประเทศไทยลดจำนวน "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก" ที่ีมีจำนวนประชากรอยู่ในเขตปกครองไม่ถึง 10,000 คน ด้วยการให้ไปควบรวมกับเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลข้างเคียง ทั้งนี้ เพื่อลดการใช้จ่ายเงินรายจ่ายประจำที่ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานบริการประชาชนให้มากขึ้น นอกจากนี้ World Bank ยังเรียกร้องให้มี "การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก" ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีจำนวนมากกว่า 15,000 โรงทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนไม่ถึง 120 คน เข้าด้วยกันเพื่อให้มีจำนวนโรงเรียนลดลง ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนเด็กที่ีเกิดลดลง ทั้งนี้ เพื่อลดงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษาไทย ปรากฏว่า ไม่เคยมีรัฐบาลไหนหรือหัวหน้าหน่วยราชการคนใด คิดที่จะทำตามข้อเรียกร้องของธนาคารโลกอย่างจริงจัง เนื่องจากมีผู้บริหารองค์กรดังกล่าวจำนวนมากออกมาต่อต้าน คัดค้าน โดยอ้างถึง "ความเดือดร้อน" ของประชาชน แต่แท้จริงแล้วคือ "การสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์" ถ้าผู้บริหารองค์กรภาครัฐของไทยยังคิดและทำเช่นนี้ ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ทันสมัย และก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นๆทั่วโลก


          นอกจากนี้ การที่ภาคธุรกิจเอกชนต้องปรับตัวด้วยการ "ลดจำนวนพนักงาน" โดยการนำเทคโนโลยีการทำงานแทนคน เช่น AI, Robot มาใช้ในกระบวนการผลิต หรือการใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยี "ออนไลน์" ในธุรกิจการค้า รวมทั้งการใช้ "Internet Banking" ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ดังเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นั่นหมายความว่า ในอนาคต "ตำแหน่งงานว่าง" ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การค้าและการบริการจะลดปริมาณลงอย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ก็ตาม ก็ไม่ได้แปลว่าจะมี "ตำแหน่งงานว่าง" เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการลงทุนที่ีใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตสินค้า เช่น AI, Robot เป็นต้น และใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการองค์กร แสดงว่าในอนาคตความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าและการบริการ โดยเฉพาะแรงงานในระดับปริญญาจะลดลง ดังนั้น การผลิตและพัฒนาแรงงานของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงควรที่จะต้องปรับตัวให้สอดรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้วยการวางแผนพัฒนา "กำลังคน" ให้้ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตให้ได้ กล่าวคือ


          1.ต้องผลิตและพัฒนาคนในระดับช่างฝีมือ ทั้งระดับกลางและระดับสูงให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ(skills)ขั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรม 4.0
          2.ต้องผลิตและพัฒนาคนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยและพัฒนา(R&D)ให้มากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การผลิตยาและวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น
          3.ต้องผลิตและพัฒนาคนให้เป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มากขึ้น แทนการผลิตและพัฒนาคนให้เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนเหมือนที่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในอนาคต "ภาคธุรกิจบริการ" ทั้งบริการทางการค้าและบริการทางการท่องเที่ยวจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การผลิตและพัฒนาคนให้เป็น Smart Entrepreneurs, หรือ Smart Farmers, หรือ Startups ฯลฯ เป็นเรื่องที่ภาคการศึกษาต้องสนใจและต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เหมือนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้ เป็นต้น นั่นแปลว่า ภาคการศึกษาต้องใส่วิชาความรู้เรื่อง "การพัฒนาผู้ประกอบการ" เข้าไปไว้ในหลักสูตรการศึกษาให้มากขึ้น


          ถ้าภาคการศึกษาของไทยทุกระดับยังไม่ปรับตัว ยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาคนในแบบเดิมๆ คือ การใช้หลักสูตรเดียวและตำราเรียนเล่มเดียวกันทั่วประเทศ เชื่อว่าอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยก็จะยังไม่สามารถก้าวข้าม "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ไปได้อย่างแน่นอน นอกจากจะไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงดังกล่าวได้แล้ว ไทยก็จะยังคงเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            6 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 7)

          การที่ธนาคารโลก (World Bank) เรียกร้องให้ประเทศไทย "ควบรวม" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ีมีอยู่ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน ก็เพื่อให้รัฐไทยลดจำนวนและลดขนาดของ "องค์กรภาครัฐ" ให้เหลือน้อยลง เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายประจำภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน


          นางแอนเน็ต ดิกสัน ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ประเทศไทยมี อปท. ขนาดเล็กกว่า 3,000 แห่ง ที่มีประชากรในพื้นที่ต่ำกว่า 5,000 คน ทำให้การบริหารจัดการไม่เกิดประโยชน์สูงสุด หรือไม่มี economy of scale โดยขนาด อปท.ที่เหมาะสมทั่วไป จะต้องมีประชากรในพื้นที่ประมาณ 10,000 คน ดังนั้น ควรมีการควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรใหญ่ขึ้น เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะเกิดความคุ้มค่าในการจัดการ และลดต้นทุนการบริหารจัดการ" ข่าว THAIPUBLICA วันที่ 12 พ.ค.2555)


          องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมี "ต้นทุนค่าใช้จ่าย" ที่ีเป็นค่าก่อสร้างสำนักงาน ห้องประชุม โรงจอดเก็บรถยนต์ ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่าวัสดุและครุภัณฑ์สำนักงาน ค่าครุภัณฑ์ยานยนต์ ทั้งรถยนต์ รถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และรถขนขยะ เป็นต้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวถ้าต้องลงทุนไปกับ อปท.ขนาดเล็ก ที่ีมีประชากรผู้รับบริการน้อยมาก ย่อมไม่มีความ "คุ้มค่า" ในการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะปริมาณงานในหน่วยงานมีน้อย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจทำงานไม่เต็มที่ในบางเวลา นอกจากนี้ครุภัณฑ์รถยนต์ทุกประเภทที่ซื้อมาก็เอามาจอดทิ้งไว้เฉยๆ นี่คือ ตัวอย่างของความไม่คุ้มค่าในการลงทุนภาครัฐ ดังนั้น การควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน เพื่อลดจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหลือน้อยลง จึงเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา เพราะจะทำให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายประจำภาครัฐได้เป็นอย่างมาก ทำให้อปท.มีเงินรายได้เหลือไปพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าได้มากขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ีมีการ "ควบรวมกัน" เพื่อให้เป็นองค์กรขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยทำให้การจัดทำบริการสาธารณะของภาครัฐมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่ามากขึ้น ผมรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่กระทรวงมหาดไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เลย นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ชนบทของประเทศไทยเจริญเติบโตได้ช้า และทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทมากขึ้น ทำให้คนในชนบทหลั่งไหลเข้าเมืองเพื่อไปหางานทำ และไปสร้างปัญหาให้กับสังคมเมืองในหลายๆเรื่อง


          ในส่วนของการ "ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก" นั้น นายดิลก ลัทธิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า "ในอนาคตอัตราการเกิดที่ีลดลง ส่งผลให้จำนวนเด็กลดลงเรื่อยๆ ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงในการบริหารจัดการ และมักได้รับการจัดสรรทรัพยากรไม่เพียงพอ และนักเรียนด้อยโอกาสส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ยิ่งส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก" ดังนั้น "แนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ คือ สพฐ.ควรควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้จำนวนโรงเรียนลดลงจาก 30,506 โรงเรียน เหลือ 17,766 โรงเรียน ห้องเรียนจาก 344,009 ห้อง เหลือ 259,561 บาท ตรงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบุคคลากรได้ด้วย" (ข่าว มติชน ออนไลน์ วันที่ 23 ม.ค.2562)
          ถ้ากระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการ "ควบรวม" โรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาเหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะสอดคล้องกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ีลดลง จะช่วยให้การบริหารจัดการศึกษาของไทย มีประสิทธิภาพ ประหยัดและคุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น แต่การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมักจะมีปัญหาในทางปฏิบัติมากพอสมควร เนื่องจากมีการร้องคัดค้านจากหลายฝ่าย ทำให้ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับไม่ค่อยสนใจที่จะดำเนินการให้เป็นจริง ทั้งๆที่ถ้าทำได้จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับการบริหารจัดการภาครัฐ และเกิดประโยชน์กับนักเรียน ประชาชน และการศึกษาของชาติอย่างมหาศาล การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ผมเชื่อว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออก แต่มีผู้บริหารการศึกษาจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยได้คิดที่ีจะหาทางออก คงปล่อยให้ปัญหา "ซุกอยู่ใต้พรม"


          ในการปฏิรูประบบราชการไทยเมื่อปี พ.ศ.2546 นอกจากจะมีหน่วยราชการระดับกระทรวงและกรม รวมทั้งองค์กรมหาชนเพิ่มขึ้นแล้ว ในระดับจังหวัดยังมีหน่วยงานเพิ่มขึ้นมากพอสมควร เห็นได้ชัดคือ หน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดิมมี "สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด" เพียง 75 จังหวัด แต่พอเปลี่ยนแปลงไปเป็น "สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา" ปัจจุบันมีอยู่ถึง 183 เขต (บางจังหวัดมีอยู่ถึง 5-6 เขต) การมีหน่วยงานด้านการศึกษาในจังหวัดหนึ่งๆมากกว่า 1 หน่วยงาน หมายถึง การไม่มี "เอกภาพ" ในการบริหารจัดการศึกษาในระดับจังหวัด เพราะแต่ละหน่วยงานต่างก็มี "เอกเทศ" ในการบริหารจัดการของตัวเอง นอกจากจะไม่มี "เอกภาพ" ในการบริหารจัดการแล้ว ยังทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณรายจ่ายของประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆมากมาย เช่น ค่าก่อสร้างอาคารสำนักงาน ห้องประชุม รั้ว และป้าย ค่าวัสดุ ครุภัณฑ์และค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากด้วย เพราะถ้าจังหวัดหนึ่งๆมี "สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด" เพียงหน่วยงานเดียว ก็จะทำให้้ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสำนักงาน ห้องประชุมและอื่นๆลงไปได้มากพอสมควร รวมทั้งสามารถลดจำนวนบุคลากรที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน เช่น งานการเจ้าหน้าที่ งานการเงิน งานวิชาการ งานนิเทศการศึกษา ฯลฯ ลงไปได้มากพอสมควร ซึ่งเท่ากับการ "ลดขนาดองค์กรภาครัฐ" ในอนาคตนั่นเอง


          ก่อนหน้านี้การกระจายหน่วยงานด้านการบริหารจัดการในจังหวัดหนึ่งๆ ให้ไปตั้งสำนักงานอยู่ที่เขตพื้นที่อำเภอต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการให้บริการ "ลูกค้า" (ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียนและผู้ปกครอง) ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อขอรับบริการ อาจมีความจำเป็นในตอนนั้น แต่ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หน่วยงานของรัฐสามารถพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ และการบริการลูกค้าในด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสำนักงานสาขามากเหมือนเดิมอีกต่อไป เหมือนกับการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ที่กำลังลดจำนวนสาขาลงไปเรื่อยๆ ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐควรจะทบทวนเรื่องนี้?

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
         7 กรกฎาคม 2564

 

การพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาบนโลกที่กำลังปั่นป่วน (ตอนที่ 8)

          เหตุผลสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการองค์กร ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนต้องรีบปรับตัว ให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวม 4 ด้าน คือ
          1.การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดของประชากรในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยลดลง ทำให้ประเทศต่างๆก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" อย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาคือ จำนวน "คนในวัยทำงาน" ลดลง และจำนวนคนที่อยู่นอกระบบแรงานเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับการจ้างงานในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเกิดการขาดแคลนแรงงานบางประเภท เช่น ประเทศไทยได้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั่วไปขึ้น จึงต้องเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาทำงานบางอย่างที่ไม่สามารถหาแรงงานคนไทยได้ เช่น งานก่อสร้าง งานแม่บ้าน และงานประมง เป็นต้น


          การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดในประเทศไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ เกิดความต้องการที่จะให้มี "การกระจายอำนาจการปกครอง" ให้กับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ เกิดขึ้นในหลายจังหวัดที่เรียกว่า "จังหวัดจัดการตนเอง" และ "สภาการศึกษาจังหวัด" การเรียกร้องดังกล่าวมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ที่ีประชาชนจากทุกมุมโลกเล็งเห็นว่า "การจัดการตนเอง" คือ ทางออกของการแก้ไขปัญหาสังคมชุมชนที่ดีที่สุด ไม่ใช่การรอคอยให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่รู้เรื่องราวของสังคมชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริงเข้ามาแก้ไข ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2562 มีพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่พรรคหนึ่ง ชูนโยบาย "กระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ปรากฏว่ามีประชาชนโดยเฉพาะ "คนรุ่นใหม่" ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองนี้กว่า 6.2 ล้านเสียง นี่แสดงว่า คนไทยเริ่มเบื่อหน่ายต่อระบบการบริหารบ้านเมืองแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


          ระบบการบริหารจัดการภาครัฐของไทยที่ยังยึดโยงอยู่กับ "การรวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่หน่วยงานราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งมีมานานกว่า 200 ปีแล้ว และแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นเลย ตรงกันข้ามกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มี "การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง" โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่รัฐบาลจีนกลับใช้นโยบายการ "กระจายอำนาจการบริหารจัดการ" ในด้านต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา ไปให้กับหน่วยงานหรือองค์กรปกครองท้องถิ่นที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ให้มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างอิสระมาก เช่น การจัดการศึกษา การจัดทำบริการสาธารณะ การส่งเสริมการลงทุน และการแก้ไขปัญหาความยากจน เป็นต้น 


          2.การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จากระบบเศรษฐกิจที่ีพึ่งพา "แรงงาน" และเทคโนโลยีที่ไม่สูงมากนัก เป็น "ฐานการผลิต" ในภาคอุตสาหกรรมเดิม เปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge based economy) หมายถึง เศรษฐกิจที่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูง ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยยี การวิจัยและพัฒนา ในกระบวนการผลิตสินค้าและการบริการของภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงการนำความรู้ขั้นสูงดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาประเทศและการบริการประชาชนของภาครัฐด้วย ดังนั้น ถ้าประเทศใดก็ตามที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาเทคโนโลยี และนักวิจัย ที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถสูงเป็นจำนวนมาก ประเทศนั้นก็จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้รวดเร็วมากกว่าประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเกาหลีใต้ เป็นต้น ทั้ง 2 ประเทศนี้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นประเทศที่มีการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ ตามหลังประเทศไทยอยู่หลายช่วงตัว แต่ปัจจุบันก้าวหน้าไปกว่าประเทศไทยมากมาย จนยากที่ประเทศไทยของเราจะไล่ตามประเทศดังกล่าวทัน


          3.การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี กล่าวกันว่า โลกปัจจุบันเป็นโลกในยุค "เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก หรือ Technology Disruption" นั่นหมายความว่า "เทคโนโลยีดิจิทัล" ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนไปอย่างมากมาย จนกระทั่ง "คนรุ่นใหม่" ในปัจจุบันแทบจะไม่รู้เลยว่า "วิถีชีวิตดั้งเดิม" นั้นเป็นอย่างไร เพราะโลกปัจจุบัน "คนทำงาน" ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปทำงาน หรือไปติดต่องาน หรือไปทำกิจธุระนอกบ้านก็ได้ เช่น การทำงานที่บ้าน (Work from home) การประชุมออนไลน์ เป็นต้น หรือไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคหรือซื้ออาหารนอกบ้านก็ได้ หรือไม่จำเป็นต้องออกไปติดต่อราชการ เช่น ไปยื่นเสียภาษีรายได้หรือต่อทะเบียนรถยนต์ที่ีหน่วยงานราชการก็ได้ หรือไม่จำเป็นต้องออกไปโอนเงินหรือรับเงินที่ีสาขาของธนาคารก็ได้ ฯลฯ วิถีชีวิตเหล่านี้เป็น "วิถีใหม่"


          การเดินทางไปทำธุรกิจหรือไปปฏิบัติราชการ หรือการไปท่องเที่ยวทั่วโลก ผู้เดินทางก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปเตรียมการนอกบ้าน เช่น ไม่ต้องออกไปจองตั๋วเครื่องบินที่สนามบินล่วงหน้า ไม่ต้องโทรศัพท์หรือ walk-in ไปจองโรงแรมที่ีพัก และก่อนออกเดินทางก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าปากซอย เป็นต้น งานเหล่านี้สามารถทำได้ที่บ้านผ่านแอพพลิเคชั่นที่อยู่ใน Smart phone ได้้เลย


          การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็วดังกล่าวแล้ว คนที่จะเดือดร้อนหรือประสบปัญหายุ่งยากคือ คนที่ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน และคนที่ต้อง "หาเช้า กินค่ำ" เช่น คนขับรถแท็กซี่ ปัจจุบันรถแท็กซี่แบบเดิมกำลังถูก disrupt โดยรถแท็กซี่รุ่นใหม่ (Grab Taxi, Line Man) ซึ่งรถแท็กซี่รุ่นใหม่นี้นอกจากจะมาแย่งผู้โดยสารแล้ว ยังจะทำให้รถแท็กซี่แบบเดิมล้มหายตายจากไปด้วย (ถ้าคนขับรถแท็กซี่เดิมไม่รู้จักปรับตัว) เพราะต้นทุนของรถแท็กซี่แบบเดิม (ค่าเช่ารถ ค่าใบอนุญาตขนส่งสาธารณะ ฯลฯ) จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารถแท็กซี่แบบใหม่ ที่ใครก็ได้ที่ีมีรถยนต์ส่วนตัวสามารถนำรถยนต์เข้ามาแชร์ เพื่อให้บริการแบบรถแท็กซี่ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี (ที่เรียกกันว่า เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน หรือ Sharing Economy) ได้ทุกคน 


          4.การเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งหินอุตสาหกรรม และทรัพยากรป่าไม้ ฯลฯ เพื่อการผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการบริการ รวมถึงการใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและใช้ในครัวเรือนด้วย ทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปอย่างรวดเร็วมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การเกิดขึ้นของภัยธรรมชาติที่ีรวดเร็วและรุนแรง เช่น การเกิดอุทกภัย สึนามิ วาตภัย ภัยแล้ง มลพิษและฝุ่นละอองทางอากาศ รวมทั้งการเกิดขึ้นของโรคอุบัติใหม่ (ไวรัสโควิด-19) ที่ไม่ใช่โรคที่ีเกิดเฉพาะบางพื้นที่อีกต่อไป แต่เป็นโรคระบาดรุนเเรงที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทั่วทุกมุมโลก และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั้งโลกในเวลานี้ ล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น


          การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้ง 4 ด้านดังกล่าว บีบบังคับให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนทั่วไป ต้องรีบปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ถ้าประเทศใดหรือองค์กรใดหรือบุคคลใดปรับตัวได้ช้า ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และจะทำให้ประเทศนั้นๆกลายเป็น "ประเทศล้าหลัง" ไปด้วย
         
         
           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             8 กรกฎาคม 2564

 

ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

 
 

สรุปสาระสำคัญ

บทความวิพากษ์ระบบราชการไทยว่ามีขนาดใหญ่จากการปฏิรูปปี 2546 ที่เพิ่มกระทรวง กรม และองค์กรมหาชนจำนวนมาก ส่งผลให้บุคลากรรวมกว่า 2.2 ล้านคน งบประมาณรายจ่ายประจำสูงจนรายได้ภาษีไม่เพียงพอ ต้องพึ่งเงินกู้ ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งโครงสร้างรวมศูนย์อำนาจทำให้ขาดเอกภาพและเกิดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานในหลายด้าน เช่น การศึกษา การคลัง และทรัพยากรป่าไม้

บทความชี้ว่าหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐมักเรียกร้องงบประมาณและบุคลากรเพิ่ม แต่ขาดการพัฒนาประสิทธิภาพหรือการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง ขณะที่ธนาคารโลกเสนอให้ควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำ แต่ข้อเสนอถูกคัดค้านจากผู้มีส่วนได้เสียและผู้บริหารองค์กร

บริบทโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วใน 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัย เศรษฐกิจฐานความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัลที่ disrupt การทำงาน และปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องปรับตัว ลดขนาดองค์กร ใช้ดิจิทัล และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะสูง เช่น ช่างฝีมือ นักวิจัย และผู้ประกอบการ หากไม่ปรับตัวจะทำให้ประเทศล้าหลังและติดกับดักรายได้ปานกลาง

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นตามบทความคือข้อใด
ก. การลดจำนวนกระทรวง
ข. การปฏิรูประบบราชการปี 2546 ที่เพิ่มหน่วยงานจำนวนมาก
ค. การลดงบประมาณภาครัฐ
ง. การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าการปฏิรูปปี 2546 ทำให้เพิ่มกระทรวง กรม และองค์กรมหาชน ส่งผลให้รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น

 

ข้อ 2

ผลกระทบสำคัญจากงบประมาณรายจ่ายประจำที่สูงเกินรายได้คืออะไร
ก. ประเทศมีเงินเหลือพัฒนามากขึ้น
ข. ต้องลดภาษีประชาชน
ค. ต้องพึ่งพาเงินกู้และเพิ่มหนี้สาธารณะ
ง. ลดจำนวนข้าราชการทันที

เฉลย: ค
เหตุผล: รายได้ภาษีไม่พอทำให้รัฐต้องกู้เงิน ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่ม

 

ข้อ 3

ลักษณะปัญหาหลักของโครงสร้างราชการแบบรวมศูนย์คืออะไร
ก. เพิ่มความคล่องตัวสูง
ข. ลดจำนวนหน่วยงานเกินความจำเป็น
ค. ทำให้เกิดเอกภาพสูงสุด
ง. เกิดความซ้ำซ้อนและขาดเอกภาพ

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความระบุว่าการรวมศูนย์ทำให้หน่วยงานซ้ำซ้อนและขาดเอกภาพ

 

ข้อ 4

ข้อเสนอของธนาคารโลกเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนองค์กร
ข. ลดงบประมาณการศึกษา
ค. ควบรวมองค์กรขนาดเล็กเพื่อลดต้นทุน
ง. เพิ่มกระทรวงใหม่

เฉลย: ค
เหตุผล: World Bank เสนอควบรวม อปท. ขนาดเล็กเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อ 5

เหตุใดข้อเสนอการควบรวมองค์กรจึงถูกคัดค้าน
ก. กระทบอำนาจและผลประโยชน์ของผู้บริหาร
ข. เพิ่มประสิทธิภาพมากเกินไป
ค. ลดจำนวนประชาชน
ง. เพิ่มงบประมาณภาครัฐ

เฉลย: ก
เหตุผล: ผู้บริหารบางส่วนคัดค้านเพราะสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์

 

ข้อ 6

การเปลี่ยนแปลงด้านใด “ไม่ใช่” 4 ปัจจัยหลักของบทความ
ก. ประชากร
ข. เศรษฐกิจ
ค. การเมืองการเลือกตั้ง
ง. เทคโนโลยี

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น 4 ด้านคือ ประชากร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ไม่รวมการเมือง

 

ข้อ 7

เทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลต่อแรงงานอย่างไร
ก. เพิ่มแรงงานทุกสาขา
ข. ไม่กระทบแรงงาน
ค. ลดความต้องการแรงงานบางประเภท
ง. ทำให้ทุกอาชีพมั่นคงขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: AI และระบบดิจิทัลทำให้แรงงานบางประเภทถูกแทนที่

 

ข้อ 8

แนวทางสำคัญที่รัฐควรปรับตัวตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มขนาดองค์กร
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. เพิ่มการรวมศูนย์
ง. ลดขนาดองค์กรและใช้ดิจิทัล

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเสนอให้ลดขนาดองค์กรและใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อ 9

หากระบบราชการไม่ปรับตัว จะเกิดผลใด
ก. ประเทศแข่งขันได้ดีขึ้น
ข. เศรษฐกิจเติบโตเร็ว
ค. ประเทศพัฒนาเท่าเทียมประเทศชั้นนำ
ง. ประเทศล้าหลังและติดกับดักรายได้ปานกลาง

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเตือนว่าการไม่ปรับตัวจะทำให้ล้าหลัง

 

ข้อ 10

แนวทางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญคือข้อใด
ก. ผลิตแรงงานไร้ทักษะจำนวนมาก
ข. เน้นผู้ประกอบการ นักวิจัย และทักษะสูง
ค. ลดการศึกษาอาชีวะ
ง. จำกัดการเรียนรู้เทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นพัฒนาคนสู่ช่างฝีมือ นักวิจัย และผู้ประกอบการเพื่ออนาคตประเทศ

ความเห็นของผู้ชม