
บทความโดย วรเชษฐ แซ่เจีย
จากข้อมูลของคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้นำเสนอนิยามของคำคำนี้ไว้ว่าเป็นเทคนิคการควบคุมทางจิตใจ (psychological manipulation) รูปแบบหนึ่งผ่านการค่อย ๆ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถ-ความทรงจำ-การรับรู้ นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ผ่านการสื่อสารที่ดูเผิน ๆ จะไม่มีอะไรแฝงอยู่ แถมยังดูหวังดีด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก คนในครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง หรือแม้แต่ในที่ทำงาน แน่นอนว่าในห้องเรียนก็เช่นเดียวกัน
คุณครูเคยใช้คำพูดเหล่านี้บ้างไหม
“โจทย์ข้อนี้ครูไม่เห็นจะมองว่ามันยากขนาดนั้นเลย ทำแค่นี้ก็แก้ได้แล้ว นักเรียนคิดมากไปเองหรือเปล่า?”
“ครูไม่รู้หรอกนะว่าเธอนำเสนออะไรมา แต่ครูรู้ว่าเธอน่ะรู้ไม่จริง เดี๋ยวครูจะบอกให้ว่าจริง ๆ มันเป็นยังไง”
“เพราะนักเรียนทำตัวแบบนั้น ครูเลยต้องเป็นคนมาโมโหพวกเธอแบบนี้ไง”
“ที่ครูคอยจ้ำจี้จำไชพูดอยู่แบบนี้ ก็เพราะว่าครูเป็นห่วงพวกเธอนะ ไม่เชื่อใจกันเลยใช่ไหม”
“ทำไมเธอไม่อดทนเลย เพื่อนคนอื่นในห้องเขายังทนได้เลย”
“ครูว่าพวกเธอใช้เวลามานานมากพอแล้ว นักเรียนหยุดทำได้แล้ว เดี๋ยวครูเฉลยให้เลย”
ข้อความเหล่านี้หากเรานักเรียนที่เป็นฝ่ายรับฟัง แม้เราอยากจะปฏิเสธและโต้แย้งแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถตอบกลับได้ในทันทีว่าผู้พูดโกหก และนั่นทำให้นักเรียนเลือกที่จะเชื่อและยอมรับไปแทนว่าเป็นเรื่องจริง หรือตนเป็นฝ่ายผิดจริง เพราะนักเรียนย่อมได้รับการปลูกฝังทั้งในพื้นที่ครอบครัวและสังคมว่าจะต้องเคารพผู้ใหญ่ คำพูดของครูในโรงเรียนย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าเสียงในใจของตนเอง ฉะนั้นนักเรียนจึงเลือกที่จะเงียบ ปล่อยสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องที่ผ่านเลยไป ตนจะได้ไม่ดูก้าวร้าวมากไปกว่านี้
ซ้ำร้ายกว่านั้นหากไม่มีใครทัดทาน หรือหยุดวงจรนี้ คุณครูที่พูดข้อความเหล่านี้ซ้ำ ๆ ก็จะบั่นทอนความมั่นใจในตนเองและส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไปเรื่อย ๆ หากพื้นที่ในห้องเรียนยังไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ คำพูดของคนเป็นครูจึงอาจเป็นได้ทั้งกำแพงที่ปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต ในขณะเดียวกันก็เป็นอุโมงค์ที่ช่วยนำทางให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ในที่สุด
บางสถานการณ์ที่ครูอาจ gaslight โดยไม่รู้ตัว
เมื่อนักเรียนทำพลาด…
ในบางครั้งครูมักใช้คำที่ระบุคุณลักษณะของนักเรียนที่เป็นการแปะป้ายหรือวิจารณ์เมื่อนักเรียนทำผิดพลาด เช่น เธอช่างไร้ความรับผิดชอบ เธอช่างไม่รู้อะไรเลย เธอไม่ตั้งใจเรียน คำเหล่านี้เป็นการผลักความผิดพลาดให้อยู่กับเด็กแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะครูและผู้ใหญ่รอบตัวต่างมีส่วนช่วยให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รอบรู้ และขยันขึ้นได้ ดังนั้น หากอยากให้นักเรียนพัฒนาตนเองไม่ว่าจะในกรณีใด ควรใช้ข้อความที่ส่งเสริมกำลังใจและให้ความมั่นใจว่ามีผู้ใหญ่รอบตัวที่พร้อมสนับสนุนเขาอย่างจริงใจด้วย
ตำหนิโดยไม่มีหลักฐาน และไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา…
การสื่อสารระหว่างนักเรียนกับคุณครูที่มาในรูปแบบของการแปะป้ายมักไม่ระบุรายละเอียดหรือบอกให้ชัดถึงที่มาของข้อความดังกล่าว เช่น ข้อความ "เธอไม่ตั้งใจเรียนเลยนะ" มักถูกพูดแบบลอย ๆ โดยไม่บอกว่าอะไรทำให้ครูตัดสินใจพูดแบบนั้นออกมา ทำให้ผู้ฟังก็ตั้งตัวไม่ถูกว่าจะอธิบายหรือหักล้างความเข้าใจผิดนั้นอย่างไร รวมไปถึงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้น หากต้องการให้นักเรียนปรับปรุงหรือพัฒนาตนเอง จึงควรเตรียมหลักฐานที่จะสนับสนุนคำพูดของตน รวมถึงสร้างแรงผลักดันเชิงบวกให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจและพัฒนาตนเองต่อไปได้
เลือกปฏิบัติจนเป็นปกติ…
ในบางครั้ง ครูอาจแสดงออกต่อนักเรียนแตกต่างกันไปตามสถานการณ์หรือตัวบุคคล เช่น เมื่อนักเรียนคนหนึ่งที่เก่งมีปัญหาเรื่องการทำงาน คุณครูก็เลือกช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด แต่เมื่อนักเรียนอีกคนที่อาจไม่โดดเด่นเท่าเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน บรรยากาศในชั้นเรียนอาจเปลี่ยนไป เพราะคุณครูอาจแสดงออกต่อนักเรียนอีกคนด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยอาจมาในรูปของอารมณ์ทางลบ และไม่ช่วยแก้ไขและผลักให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่พร้อมของนักเรียนเอง เหล่านี้ย่อมทำให้นักเรียนเกิดความสับสน และรู้สึกว่าเป็นเพราะตนเองไม่เก่งพอจึงถูกเลือกปฏิบัติ ฉะนั้น การปรับรูปแบบการสื่อสารเพื่อนำสู่การแก้ปัญหาที่ชวนสับสนให้ไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันของนักเรียนคงจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ครูในฐานะผู้ใหญ่มักถูกมองว่าดูแลตัวเองได้แล้ว เมื่อประสบกับปัญหาชีวิตจะไปปรึกษากับใครก็ไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือ จึงไม่แปลกหากหนังสือแนว self-help หรือ self-care ต่างขายดิบขายดี หรือการแชร์โควตเสริมกำลังใจที่มักจะเป็นกระแสในโลกโซเชียล เพราะไม่ว่าจะประกอบอาชีพไหน การดูแลตัวเองก็ถูกกำหนดมาให้เป็นสิ่งที่ต้องทำก่อน และกลายเป็นสิ่งที่น่าเสียดายหากเรามัวแต่ดูแลใจตัวเองจนหลงลืมช่วยกันมองหาว่า อะไรเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่อยู่รายรอบสถานการณ์ชวนตึงเครียดหรือความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่
ครูเองก็ถูก gaslight ผ่านความคาดหวัง
แม้คำว่า gaslight จะถูกมองในเชิงจิตวิทยาว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เห็นกันตรงหน้าตัวเป็น ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นมีมิติทางสังคมเข้ามามีอิทธิพลด้วย ซึ่งอาจมาในรูปของความคาดหวังของสังคมจำนวนมาก กลายเป็นกรอบที่ต้องการให้ครูคิด-ปฏิบัติ-รู้สึก ซึ่งเกิดขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงโควิดที่ผ่านมา ไม่ว่าครูจะเหนื่อย เครียด ท้อแท้ หมดไฟ ฯลฯ ที่เกิดจากสถานการณ์บีบคั้นทั้งเรื่องงานสอน การดูแลนักเรียน อย่างไร ครูก็ไม่อาจจะปริปากบ่นได้เลย
…ดังที่ Sweet (2019) กล่าวว่า gaslighting เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ยิ่งส่งผลกระทบมาก เมื่ออยู่ใน "สังคมที่ความเหลื่อมล้ำสูง" ส่งผลให้ผู้ใช้มีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย
แม้จะมีกรอบอยู่ แต่เมื่อมีเสียงเรียกร้องถึงความเห็นอกเห็นใจหรือส่งเสียงเรียกร้องจากทางฝั่งคุณครู ก็มักจะถูก gaslight ให้คุณครูเหล่านั้นสงสัยในความสามารถของตน มองว่าตน "เข้าใจผิด" และอื่น ๆ ตัวอย่างสถานการณ์ เช่น เมื่อคุณครูเรียกร้องให้ลดภาระงานนอกเหนือจากงานสอนลงบ้าง เงินเดือนไม่พอกับค่าครองชีพ หรือปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอที่จะจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะมีกระแสโต้กลับทันที
ข้อความบั่นทอนใจคนเป็นครูที่ควรหมดไป
"คนเป็นครูต้องอดทน ถ้าทนไม่ได้ก็ลาออกไปดีกว่า"
"คุณไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครู"
"ถ้าหวังจะรวยอย่ามาเป็นครู เรื่องแค่นี้คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"
"ก็คุณเลือกมาเป็นครูเอง ถ้าไม่พอใจกับระบบการทำงานแบบนี้คุณจะมาเป็นครูทำไม"
"เรื่องนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาใหญ่อะไรขนาดนั้นเลย ครูก็เริ่มปรับที่ตัวเองก่อนสิ"
เมื่อคุณครูได้รับฟังข้อความเหล่านี้ (และได้อ่านซ้ำ ๆ ต่อเนื่องในโลกโซเชียล) ก็คงหันมาสงสัยในเจตนาที่ออกมาเรียกร้อง ตั้งคำถามกับการกระทำของตนเอง หรืออาจถึงขั้นลดคุณค่าในตนเองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเป็นเพราะอดทนไม่มากพอ ตั้งใจไม่มากพอ เห็นแก่ตัวมากเกินไป ฯลฯ แม้ว่าจะไม่อาจพิสูจน์ได้เลยก็ตามว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ก็ได้ยอมรับว่าตนเป็นฝ่ายผิดไปแล้ว
แม้คุณครูเลือกที่จะลุกขึ้นมาเพื่อสาธยายถึงสาเหตุของปัญหาหรือออกมารวมตัวเพื่อเรียกร้อง ก็กลายเป็นว่าถูกมองว่าเป็นครูที่ก้าวร้าว หน่วยงานต้นสังกัดก็เพ่งเล็ง นำไปสู่การบีบบังคับให้ต้องหยุดเคลื่อนไหว รวมถึงมาตรการอีกสารพัดเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในความสงบเรียบร้อย และคนในสังคมไม่เข้าใจผิด "จากการสื่อสารที่ผิดพลาด" เหล่านี้นำไปสู่ปรากฏการณ์ครูหมดไฟและลาออกไป ซึ่งยิ่งกระทบกับบุคลากรที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ เกิดเป็นวงจรแห่งวิกฤตที่ไม่สิ้นสุดเมื่อรวมกับความเหนื่อยล้าที่ถาโถม
ทางออกของเรื่องนี้ต้องเริ่มที่ตรงไหน?
อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านคงคิดว่าไม่มีความหวังหลงเหลืออยู่เลยหรือ และบทความนี้ก็คงไม่อาจจบด้วยการกล่อมให้ครู “สู้ต่อไปนะ” ได้ เพราะหลากหลายปัญหาของการศึกษาไทยในปัจจุบันมีปัจจัยมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม การบอกให้ครูแก้ที่ตัวเองจึงไม่อาจช่วยให้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานนั้นให้หายไปได้ในชั่วพริบตา
ในโลกแห่งความเป็นจริง ทางออกจากสถานการณ์ตรงหน้า คงต้องเริ่มที่หลีกเลี่ยงหรือหยุดรับสารเหล่านี้แทน และหันมาเชื่อมั่นในความสามารถของตนและเพื่อนร่วมวิชาชีพเพื่อรับมือกับสถานการณ์เป็นเบื้องต้น แต่ลำพังครูฝ่ายเดียวไม่อาจแก้ปัญหาที่ต้นตอได้ องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาเหล่านั้นที่ต้องลุกขึ้นมาแก้ไขให้ตรงจุด ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และไม่ทอดทิ้งคุณครูต้องดูแลใจตัวเองเพียงลำพังอีกต่อไป
แหล่งอ้างอิง
· Dunn, A. H. (2023). Teacher self-care mandates as institutional gaslighting in a neoliberal system. Educational Researcher, 52(8), 491-499. https://doi.org/10.3102/0013189X231174804
· Jotkoff, E. (2022, February 1). NEA survey: Massive staff shortages in schools leading to educator burnout; alarming number of educators indicating they plan to leave profession. National Education Association. https://www.nea.org/about-nea/media-center/press-releases/nea-survey-massive-staff-shortages-schools-leading-educator-burnout-alarming-number-educators
· Lynch, M. (2021, June 13). The gaslighting of teachers, professors, and education administrators: The elephant in the room. The Edvocate. https://www.theedadvocate.org/the-gaslighting-of-teachers-professors-and-education-administrators-the-elephant-in-the-room/
· Sweet, P. L. (2019). The sociology of gaslighting. American Sociological Review, 84(5), 851-875. https://doi.org/10.1177/0003122419874843
· Tan, K., & Mahoney, J. (2022). Is self-care the answer? [Editorial]. Children and Schools, 44(3), 131-135. https://doi.org/10.1093/cs/cdac012
ที่มา ; EDUCA