
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีข้าราชการครูรายหนึ่ง ขอย้ายกลับบ้านเพื่อดูแลพ่อที่ป่วยดูแลตัวเองไม่ได้ โดยต้องเดินทางไป-กลับ จากบ้านไปโรงเรียนกว่า 40 กิโลเมตรทุกวัน และดูแลพ่อเพียงคนเดียว แต่ไม่ได้รับการพิจารณาย้ายจากทางโรงเรียนต้นสังกัด นั้น
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมาย ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่า ครูคนดังกล่าวเป็นข้าราชการครู ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ได้เคยแจ้งความประสงค์จะขอไปช่วยราชการยังอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่อยู่ในตำบลโคกกง อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อดูแลบิดาซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
และในครอบครัวมีพี่น้องด้วยกัน 4 คน คุณครูเป็นพี่คนโต ซึ่งในแต่ละวันทุกคนต้องออกไปทำงาน ไม่มีใครดูแลบิดา ต้องฝาก อสม. ช่วยดูแลให้ โดยคุณครูได้ทำเรื่องขอไปช่วยราชการที่โรงเรียนดังกล่าว กับทางโรงเรียนต้นสังกัด ทางผู้อำนวยการโรงเรียนต้นสังกัดจึงได้ดำเนินการตามกระบวนการโดยการเชิญคณะกรรมการสถานศึกษามาประชุมร่วมกัน และผลสรุปในที่ประชุมไม่อนุญาตให้ไปช่วยราชการ
นางเกศทิพย์ กล่าวต่อไปว่า การพิจารณาย้ายครูมีองค์ประกอบหลายข้อ โดยเหตุผลของการย้ายก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณา ซึ่งตามระเบียบ หากเป็นการขอไปช่วยราชการภายในเขตพื้นที่เดียวกัน ทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯ สามารถเสนอขอให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ทำการพิจารณาอนุมัติได้ แต่หากเป็นการขอไปช่วยราชการที่ต่างเขตพื้นที่ ต้องส่งเรื่องเข้ามาที่ สพฐ. ส่วนกลางให้ทำการพิจารณาอนุญาต
ทั้งนี้ ทางโรงเรียนต้นสังกัดอาจให้ความเห็นไม่อนุญาต แต่ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้ดุลยพินิจ พิจารณาให้การอนุญาตได้ตามเหตุผลแล้วแต่กรณี ซึ่งในกรณีของข้าราชการครูคนดังกล่าว ล่าสุด ทางสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ได้มีการประสานไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ในการอนุญาตให้ย้ายไปช่วยราชการได้ โดยเสนอไปที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ให้ทำการพิจารณาอนุมัติ และทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จะเกลี่ยพนักงานราชการที่ทำหน้าที่ครูผู้สอน ให้มาชดเชยยังโรงเรียนต้นสังกัดต่อไป
.
“พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวและมีความห่วงใยครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น ที่ต้องดำเนินการโยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง รวมถึงการปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะ การเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การลดขั้นตอนมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และจัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ คืนครูกลับสู่ห้องเรียน และสามารถจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ให้ สพร. ปรับเกณฑ์การช่วยราชการเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาในกรณีที่ครูประสบปัญหาเช่นนี้ตามความเป็นจริง ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมดำเนินการเพื่อให้ครูและบุคลากรทำงานได้อย่างมีความสุข โดยไม่มีความกังวลใดๆ และให้ทุกคนมุ่งพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่” โฆษก สพฐ. กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
ครู ผิดหวัง หลังเห็นผลพิจารณาขอย้ายกลับบ้าน หวังดูแลพ่อป่วย
ครู ขอย้ายกลับบ้านดูแลพ่อป่วย สุดท้ายต้องผิดหวัง ต้องไป-กลับ 40 กิโล ดูแลพ่อเพียงคนเดียวที่ป่วยสมองฝ่อ ดูแลตัวเองไม่ได้ ชาวเน็ตสุดสงสาร วอนต้นสังกัดเห็นใจ
กลายเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจ หลังเพจดัง “ครูอินดี้” แชร์คลิปวิดีโอของข้าราชการครูรายหนึ่ง พร้อมระบุว่า “วอนต้นสังกัดเห็นใจคุณครูด้วยครับ”
เมื่อผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบในวิดีโอที่มีการแชร์มานั้น พบว่า เป็นคลิปวิดีโอของครูชายคนหนึ่ง ที่กำลังดูแลคุณพ่อที่ป่วยเป็นโรคสมองฝ่อ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอกจากนี้คุณพ่อยังป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย โดยคลิปดังกล่าวมีคนเข้ามากดแสดงความคิดเห็นกว่า 1 พันครั้ง และแชร์มากกว่า 200 ครั้ง โดยครูรายนี้ โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความว่า
“ถึงจะรู้สึกผิดหวัง กับผลการพิจารณา การขอช่วยราชการ จากทางโรงเรียนต้นสังกัด แต่ชีวิตเราก็ดำเนินการต่อไป เพราะเรามีพ่อคนเดียว #โรคอัลไซเมอร์โรคสมองฝ่อ”
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่า ครูรายนี้ต้องเดินทางไป-กลับ จากบ้านไปโรงเรียนกว่า 40 กิโลเมตรในทุกวัน เพื่อดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคสมองฝ่อ โดยคุณพ่อมีบัตรคนพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่น่าสะเทือนใจมากกว่านั้น คือ บางครั้งเลิกเรียนกลับมาพ่อล้ม เป็นแผลตามตัว วันไหนล้มใส่ของแข็ง เป็นแผลต้องเย็บ ซึ่งทำให้ครูท้อใจมากเหลือเกิน หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น
· “สู้ๆนะครับ ยังงงใจอยู่ว่าคะแนนย้ายเพื่อดูแลบิดามารดา สำคัญน้อยกว่าย้ายตามคู่สมรส”
· “สู้ๆๆนะคะ ขอเป็นกำลังใจ ขอให้ได้ย้ายไวๆค่ะเราเคยย้ายไปดูแลแม่ (แม่เราเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3) ยังดีที่ผู้บัญชาให้ย้าย แต่ตอนนี้แม่เราไปสบายแล้ว”
· “สู้ๆ ขอให้ได้ย้ายไปดูแลท่านไวๆครับ”
· “ขอให้ได้ย้ายกลับบ้านเร็วๆนะครับ เป็นกำลังให้คุณครูครับ”
· “พาพ่อไปอยู่ที่รร.ด้วยค่ะคุณครู เป็นกำลังใจให้นะคะ ดูแลบุพการีเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ค่ะ”
· “เป็นกำลังใจให้คุณครูและคุณพ่อนะคะ สู้ๆ ค่ะ”
· “สู้สู้ ค่ะคุณครู ขอให้ได้ย้ายไวไวนะคะ”
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2566