สมาชิกเข้าสู่ระบบ

บทเรียนข้าราชการ : คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดย ปปช.และศาล

1. บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

"...เมื่อมีลายเซ็นปรากฏอยู่ในเอกสาร ย่อมสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้ตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบแล้ว ไม่สามารถอ้างภายหลังว่า “แค่เซ็นผ่าน” หรือ “ไม่ได้ตรวจรายละเอียด” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย..."

ในระบบราชการไทย การลงลายมือชื่อในเอกสารถือเป็นขั้นตอนปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะคำว่า “ทราบ” “รับทราบ” “เห็นชอบ” หรือ “ตรวจแล้วถูกต้อง” ที่มักปรากฏอยู่ตามหนังสือราชการ เอกสารการเงิน และเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง 

อย่างไรก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดล่าสุด ได้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การลงชื่อพร้อมข้อความเหล่านี้ หรือแม้แต่ “ลงชื่อเฉย ๆ” โดยไม่เขียนข้อความใดเลย อาจมีผลทางกฎหมายมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ เพราะศาลมองว่าเป็นการ “รับรองความถูกต้องของเอกสาร” ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ลงนามแล้ว 

ศาลปกครองสูงสุดวางหลักไว้อย่างไร

คดีหมายเลขดำ อบ 145/2562 และคดีหมายเลขแดง อบ 277/2565 ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของการลงนามในเอกสารราชการไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าผู้ลงนามจะใช้คำว่า

• “รับทราบ”

• “ทราบ”

• “เห็นชอบ”

• “ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือแม้แต่เพียงลงลายมือชื่อโดยไม่ระบุข้อความใด ๆ ก็ตาม

ย่อมหมายความว่า ผู้ลงนามได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้นแล้ว ตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อมีลายเซ็นปรากฏอยู่ในเอกสาร ย่อมสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้ตรวจสอบข้อมูลในส่วนที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบแล้ว ไม่สามารถอ้างภายหลังว่า “แค่เซ็นผ่าน” หรือ “ไม่ได้ตรวจรายละเอียด” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย 

จุดเริ่มต้นของคดีคดีนี้

เกิดจาก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) หนองพิกุล อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงาน โดยมีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับส่วนการคลังและการเงิน การรับการนำส่งเงินและเอกสารทางการเงินและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นผู้ฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการทัศนศึกษาดูงานให้เป็นไปตามระเบียบ ตามโครงการมี นาย จ.ได้ยืนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการและหลังจากทัศนศึกษาดูงานเสร็จ ได้ขออนุมัติส่งใช้เงินยืม โดยระบุว่ามีผู้ร่วมเดินทางจำนวน 58 ราย พร้อมหลักฐานต่างๆ แต่จากการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ามีผู้ร่วมเดินทางจริงเพียง 35 ราย ได้ขออนุมัติส่งใช้เงินยืมโดยระบุว่ามีผู้ร่วมเดินทางจำนวน 58 ราย และผู้รับจ้างให้ถ้อยคำว่าไม่เคยตกลงจ้างกับ อบต.และไม่เคยส่งเอกสารใด ๆ ให้ อบต.แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อและรับเงินของบริษัท และเมื่อปรากฏว่าในการส่งใช้เงินยืม นาย จ.ได้เสนอใบแจ้งหนี้ค่าที่พักอาหารครบทุกมื้อ ใบตรวจรับมอบการจ้างพร้อมเอกสารประกอบต่อนายก อบต. เพื่อพิจารณาอนุมัติชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง จำนวน 58 ราย ทั้งที่มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 35 ราย โดยระบุว่าผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานจ้างและคณะกรรมการได้ตรวจรับครบถ้วนถูกต้องทั้งที่ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมเดินทางไปด้วย การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบใบรับมอบงานจ้างแล้วลงนามผ่าน ต่อมามีการเบิกจ่ายเต็ม 58 ราย จึงเป็นเหตุให้ อบต.ได้รับความเสียหาย เนื่องจากได้จ่ายเงินเกินกว่าจำนวนที่ได้ใช้จ่ายไปจริง 

ศาลปกครอง วินิจฉัยแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการลงนามของผู้ฟ้องคดีว่า “ทราบ”นั้นเป็นเพียงการลงนามรับทราบเท่านั้น หาใช่เป็นการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามที่กำหนดไว้ตามระเบียบฯ ศาลมีความเห็นในประเด็นนี้ “เห็นว่าไม่ว่าผู้ฟ้องคดีจะลงนามและเขียนข้อความเหล่านั้นว่า“รับทราบ”หรือ“ทราบ”หรือ“เห็นชอบ”หรือ“ตรวจแล้วถูกต้อง” หรือข้อความอื่นใดทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่เป็นการลงชื่อโดยไม่ระบุข้อความใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่า“ผู้ฟ้องคดีได้รับรองผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเหล่านั้นตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว” ผู้ฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้างที่พิพาทในคดีนี้ได้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลปกครองเห็นพ้องด้วย “พิพากษายืน” สาระสำคัญของคดีนี้ อยู่ที่ “ลายเซ็น” แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างต่อศาลว่า ตนเพียงลงนามคำว่า “ทราบ” เท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้อนุมัติหรือมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง แต่ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการคลัง การเงิน และงานพัสดุ อีกทั้งยังร่วมเดินทางไปกับคณะดูงานด้วย จึงควรทราบจำนวนผู้เข้าร่วมจริง เมื่อมีการลงนามในเอกสารตรวจรับงานและเอกสารเบิกจ่าย ซึ่งระบุจำนวนผู้ร่วมโครงการเกินความจริง การลงนามดังกล่าวจึงมีผลเท่ากับเป็นการรับรองความถูกต้องของข้อมูลในเอกสาร ศาลจึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องหรือความรับผิดได้ ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ส่งผลให้คำสั่งลงโทษทางวินัยยังมีผลต่อไป 

บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในระบบราชการ “ลายเซ็น” ไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางธุรการ แต่เป็นการยืนยันว่า ผู้ลงนามได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ลงนามอาจถูกตรวจสอบทั้งทางวินัย ทางละเมิด และทางอาญาได้ แนวคำพิพากษานี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญที่เตือนเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับว่า ก่อนลงนามทุกครั้ง ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องของเอกสารอย่างรอบคอบ เพราะเพียงคำว่า “ทราบ” คำเดียว อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายที่ร้ายแรงได้ในอนาคต ทั้งการถูกไล่ออก รวมไปถึงโทษจำคุกด้วย

 

๒. บทเรียนข้าราชการไทย 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
"....ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดคดีทุจริตในหน่วยงานรัฐ บุคคลที่มักถูกตรวจสอบก่อนเสมอ คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการทางเอกสาร ลงนาม หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการโดยตรงแม้คำสั่งจะมาจากผู้บังคับบัญชา แต่ความรับผิดทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางละเมิด มักย้อนกลับมาถึงผู้ปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..."
 

ในระบบราชการไทย “คำสั่งผู้บังคับบัญชา” ถือเป็นกลไกสำคัญของการบริหารงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำสั่งดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทุจริตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่อาจขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือประโยชน์ของทางราชการ 

คำถามสำคัญคือ หากเจ้าหน้าที่รัฐ “ทำตามคำสั่งนาย” แล้วเกิดความเสียหาย ผู้ปฏิบัติจะสามารถอ้างเหตุนี้เพื่อพ้นความผิดได้จริงหรือไม่ คำตอบตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา คือ “แทบเป็นไปไม่ได้” เพราะทั้งกฎหมายวินัยข้าราชการและกฎหมายอาญา ต่างวางหลักตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจอ้างเพียงว่า “ผู้บังคับบัญชาสั่ง” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ลงมือดำเนินการ มีชื่ออยู่ในเอกสาร หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการที่ถูกตรวจสอบ 

ผู้ใต้บังคับบัญชา : เป้าหมายแรกของการตรวจสอบ ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดคดีทุจริตในหน่วยงานรัฐ บุคคลที่มักถูกตรวจสอบก่อนเสมอ คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการทางเอกสาร ลงนาม หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการโดยตรง แม้คำสั่งจะมาจากผู้บังคับบัญชา แต่ความรับผิดทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางละเมิด มักย้อนกลับมาถึงผู้ปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 กำหนดชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเห็นว่าคำสั่งนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ หรือไม่รักษาประโยชน์ของรัฐ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที” เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง หากผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงค่อยปฏิบัติตาม นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ทำตามคำสั่ง” อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่กลับกำหนดหน้าที่เชิงรุกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องกล้าทักท้วงเมื่อพบความไม่ชอบมาพากล 

จาก “หน้าที่ต้องทักท้วง” สู่ “สิทธิได้รับความคุ้มครอง” จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งบัญญัติมาตรา 134 และมาตรา 135 เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการ หลักการสำคัญของกฎหมาย คือ หากผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่ง ขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง ขอให้ผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ หรือแจ้งข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด บุคคลดังกล่าวอาจได้รับการยกเว้นโทษ หรือได้รับการกันไว้เป็นพยานโดยไม่ถูกดำเนินคดี ต่อมา หลักการเดียวกันยังถูกนำไปบัญญัติไว้ในมาตรา 57/1 และมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง คือ “จะต้องโต้แย้งถึงระดับไหน” จึงจะถือว่าเข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครอง 

คำพิพากษาสำคัญที่อาจเปลี่ยนแนวทางทั้งระบบ ประเด็นดังกล่าวถูกตีความอย่างมีนัยสำคัญในคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 คดีหมายเลขแดง อท 33/2566 คดีนี้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์เข้าศึกษาต่อในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีหนังสือ “ขอคำชี้แจง” ถึงผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับความไม่เป็นไปตามลำดับคะแนน และระบุข้อความในลักษณะ “ท้วงติง” เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นว่า หนังสือดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการ “โต้แย้ง” หรือ “ขอให้ทบทวนคำสั่ง” ตามมาตรา 134 เพราะจำเลยไม่ได้ระบุชัดว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ศาลกลับวินิจฉัยแตกต่างออกไป ศาลเห็นว่า แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่ได้ใช้ถ้อยคำตรงตัวว่า “คัดค้าน” หรือ “โต้แย้ง” แต่เนื้อหาและบริบทโดยรวม ย่อมสะท้อนว่าผู้ใต้บังคับบัญชากำลังขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง และให้ยืนยันคำสั่งของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ตอบกลับเป็นหนังสือว่า “ให้ดำเนินการตามคำสั่งเดิม” ยิ่งสะท้อนชัดว่ากระบวนการทบทวนและยืนยันคำสั่งได้เกิดขึ้นแล้ว ศาลจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 134 และไม่ต้องรับโทษ 

คำพิพากษาที่สะท้อน “ความจริงของระบบราชการ” สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ อาจไม่ได้อยู่แค่ผลคดี แต่คือการที่ศาลมองเห็น “สภาพจริง” ของระบบบังคับบัญชาในราชการไทย เพราะในโลกความเป็นจริง ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากย่อมไม่กล้าทำหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาโดยใช้ถ้อยคำรุนแรงตรงไปตรงมาว่า “ขอโต้แย้งคำสั่ง” หรือ “คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย” การทำเช่นนั้นอาจกระทบทั้งเส้นทางความก้าวหน้า การประเมินผลงาน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในสายการบังคับบัญชา ดังนั้น การที่ศาลเลือกพิจารณาจาก “เนื้อหาและบริบท” มากกว่ารูปแบบถ้อยคำ จึงถือเป็นแนวทางที่สะท้อนความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงของระบบราชการได้อย่างลึกซึ้ง 

บทเรียนสำคัญถึงข้าราชการไทย คำพิพากษานี้กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า กฎหมายต่อต้านทุจริตไม่ได้มีไว้เพียงลงโทษ แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครอง” เจ้าหน้าที่รัฐที่สุจริตและกล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญข้อเดียว คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องไม่นิ่งเฉย เพราะเมื่อพบคำสั่งที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การทำหนังสือสอบถาม ทักท้วง ขอคำชี้แจง หรือขอให้ยืนยันคำสั่ง อาจกลายเป็น “หลักฐานสำคัญ” ที่คุ้มครองตนเองได้ในอนาคต และอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยสุจริต” กับ “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในสายตากฎหมายการโต้แย้งผู้บังคับบัญชา การขอให้ทบทวนคำสั่ง และการให้ยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ” วันนี้ ศาลไทยกำลังเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่สุจริต จะต้องได้รับความคุ้มครอง”

๓. บทเรียนขรก.ไทย หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
"...ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง”..."
 

ในระบบราชการไทย การทำงานส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ “สั่งการตามลำดับชั้น” ผู้บังคับบัญชามีอำนาจให้คุณให้โทษ ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ปัญหาคือ หากวันหนึ่งผู้บังคับบัญชาสั่งในสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” หรืออาจเข้าข่ายทุจริต ลูกน้องควรทำอย่างไร ? ถ้าทำตาม ก็เสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญา แต่ถ้าไม่ทำ ก็อาจถูกมองว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา นี่จึงเป็นที่มาของมาตรา 134 ในกฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครองผู้ใต้บังคับบัญชา” ที่กล้าทักท้วงคำสั่งไม่ชอบ ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง” พูดง่าย ๆ คือ กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ลูกน้องพูดทีหลังว่า “ผมแค่ทำตามนายสั่ง” เพราะเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นผู้รู้กฎหมายและระเบียบงานของตัวเองอยู่แล้ว 

ทางอาญาก็หนีไม่พ้น ในทางอาญา ยิ่งชัดกว่าเดิม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ระบุว่า “จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นผิดไม่ได้” ดังนั้น หากมีการทุจริตเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติงานที่ลงมือทำ ย่อมถูกตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก เพราะชื่ออยู่ในเอกสาร ลายเซ็นอยู่ในระบบ และเป็นคนดำเนินการจริง ต่อให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนสั่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังเสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญาอยู่ดี 

กำเนิดมาตรา 134 กฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ได้เพิ่ม “มาตรา 134” เพื่อเปิดทางคุ้มครองลูกน้องที่ถูกสั่งให้ทำผิด สาระสำคัญ คือ หากเจ้าหน้าที่รัฐถูกนายสั่งให้ทำสิ่งที่อาจผิดกฎหมาย แล้วได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

ทำหนังสือโต้แย้ง

ขอให้นายทบทวนคำสั่ง

ขอให้นายยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ

หรือแจ้ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน เจ้าหน้าที่คนนั้น “ไม่ต้องรับโทษ”

ข้อกฎหมายนี้ ถือเป็นหลักกฎหมายสำคัญมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่กฎหมายเขียนชัดว่า “ลูกน้องที่กล้าทักท้วง อาจได้รับการคุ้มครอง” แต่ในชีวิตจริง ทำได้ง่ายหรือ ? 

มาตรา 134 ในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือ? ปัญหาคือ ระบบราชการไทยยังอยู่ภายใต้วัฒนธรรม “ผู้ใหญ่สั่ง ลูกน้องทำ” การที่ลูกน้องทำหนังสือถามกลับหรือขอให้นาย “ทบทวนคำสั่ง” ในทางปฏิบัติถือว่าเสี่ยงมากเพราะอาจถูกมองว่า

ไม่ให้ความร่วมมือ

ขัดคำสั่ง

มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา

ส่งผลต่อการประเมินผลงานหรือความก้าวหน้า

จึงแทบไม่มีใครกล้าเขียนตรง ๆ ว่า “ผมขอโต้แย้งคำสั่งผู้บังคับบัญชา” 

ตัวอย่างคดีที่ตอบย้ำข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ยังเป็นคดีเกี่ยวกับการรับนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ลูกน้องพบความผิดปกติในการเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ จึงทำหนังสือ “ขอคำชี้แจง” ถึงคณบดี ในหนังสือมีข้อความลักษณะว่า

ขอคำชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

ขอท้วงติง

คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับเดิม

ต่อมาคณบดีตอบกลับว่า “ให้ดำเนินการตามเดิม” 

ป.ป.ช. เห็นว่า “ยังไม่พอ” แต่ในคดีนี้ ป.ป.ช. มองว่า หนังสือดังกล่าวไม่ได้เขียนชัดว่า

โต้แย้งคำสั่ง

คัดค้านคำสั่ง

ขอทบทวนคำสั่ง จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 134 

ศาลมองอีกแบบ แต่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลับเห็นว่า แม้หนังสือจะไม่ได้ใช้คำตรง ๆ ว่า “โต้แย้ง” แต่เนื้อหาโดยรวม ถือเป็นการขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนและยืนยันคำสั่งอยู่แล้ว เมื่อผู้บังคับบัญชายืนยันกลับมาเป็นหนังสือว่า“ให้ดำเนินการตามเดิม” จึงถือว่าลูกน้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 134 แล้ว ผลคือ ศาลยกเว้นโทษให้จำเลยทั้งสอง 

คำพิพากษานี้สำคัญอย่างไร ? สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ คือ ศาลเข้าใจ “สภาพจริงของระบบราชการ” เพราะในโลกความเป็นจริง แทบไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าเขียนหนังสือแรง ๆ ใส่นายตรง ๆ ดังนั้น การพิจารณาว่าเป็นการ “โต้แย้ง” หรือไม่ จึงต้องดูจาก

เนื้อหาโดยรวม

บริบท

พฤติการณ์

การสื่อสารตอบโต้กัน ไม่ใช่ดูแค่คำศัพท์แข็ง ๆ ตามตัวหนังสือ 

มาตรา 134 “เกราะ” สำคัญของลูกน้อง หากตีความแบบศาล มาตรา 134 จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต เพราะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชากล้า

ท้วงติง

ขอคำชี้แจง

ขอให้ทบทวน

ขอให้ยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ มากขึ้น และทำให้ผู้บังคับบัญชาระมัดระวังคำสั่งของตัวเองมากขึ้นด้วย 

สรุปแบบชาวบ้านเข้าใจง่าย ถ้านายสั่งอะไรที่ดูไม่ถูกต้อง อย่านิ่งเฉย อย่าทำตามแบบเงียบ ๆ อย่างน้อยควรมี “ร่องรอยเป็นหนังสือ” ว่าเคยทักท้วงเคยถามเคยขอให้ทบทวนหรือขอให้นายยืนยันคำสั่ง เพราะวันหนึ่ง เอกสารเหล่านี้อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยคุ้มครองตัวเองได้ และจากแนวคำพิพากษานี้ ศาลก็เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า กฎหมายต้องคุ้มครองคนที่กล้าทำในสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกน้องรับผิดอยู่ฝ่ายเดียว”ตื่นเถิดข้าราชการไทย” หากเห็นคำสั่งไม่ชอบ การเงียบ อาจอันตรายกว่าการทักท้วงได้

๔. บทเรียนขรก.ไทย  ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
"...ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลว่าทุจริต ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกไล่ออกเสมอไป ผู้มีอำนาจยังสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษเป็น ปลดออกจากราชการ ได้ หากมีเหตุอันควร เช่น ไม่มีเจตนาทุจริต หรือทำไปตามแนวปฏิบัติเดิมของราชการ นี่คือหลักสำคัญของความเป็นธรรมในระบบราชการเพื่อคุ้มครองผู้ที่อาจ “ทำพลาด” แต่ไม่ได้ “ทุจริตโดยเจตนา”..."
 

หลายคนอาจเข้าใจว่า หากข้าราชการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ชี้มูลความผิดทางวินัยฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่” ผู้บังคับบัญชาจะต้องลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือ? 

ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะต้องถูกไล่ออกเสมอไป เพราะแม้ความผิดทางวินัยร้ายแรงจะมีโทษสูงสุดถึงขั้น ไล่ออกจากราชการ แต่กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาใช้ดุลพินิจ ลดโทษเป็น “ปลดออกจากราชการ” ได้ หากมีเหตุอันควรลดหย่อน 

ความแตกต่างระหว่าง “ไล่ออก” กับ “ปลดออก” แม้ทั้งสองกรณีจะทำให้ข้าราชการต้องพ้นจากราชการเหมือนกัน แต่ผลที่ตามมาต่างกันมาก

1. ไล่ออกจากราชการ สิ้นสุดสถานภาพข้าราชการโดยสมบูรณ์ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญ ถือเป็นบทลงโทษร้ายแรงที่สุด เปรียบเหมือน “ตัดอนาคตชีวิตราชการ”

2. ปลดออกจากราชการ พ้นจากราชการเช่นกัน แต่ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญตามสิทธิ ถือเป็นการลงโทษที่ยังคงให้หลักประกันชีวิตหลังเกษียณ จึงไม่น่าแปลกที่ข้าราชการจำนวนมากกังวลว่า หากถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. จะต้องถูกไล่ออกทุกกรณีหรือไม่ 

เมื่อ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลแล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องทำอย่างไร? ตามกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลว่าข้าราชการกระทำผิดทางวินัย ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนต้องนำสำนวนดังกล่าวมาพิจารณาโทษทางวินัยต่อได้ทันที โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนใหม่ กล่าวง่าย ๆ คือ หน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการลงโทษตามฐานความผิดที่ถูกชี้มูล แต่ยังต้องพิจารณาระดับโทษให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง 

แล้วจำเป็นต้อง “ไล่ออก” ทุกกรณีหรือไม่? คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไป ตาม คำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1446/2568 ระบุชัดว่า แม้คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 ให้กรณีทุจริต “ควรลงโทษไล่ออก” แต่คำว่า “ควร” ไม่ได้หมายความว่าต้องทำแบบนั้นทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ผู้มีอำนาจ เช่น อ.ก.พ.กระทรวง ยังสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาโทษได้ โดยกฎหมายข้าราชการพลเรือนเปิดช่องให้ ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้ หากมีเหตุอันควรลดหย่อน แต่จะลดต่ำกว่าการ “ปลดออก” ไม่ได้ 

กรณีใดที่อาจได้รับการลดโทษ? แนววินิจฉัยล่าสุดระบุว่า หากพบข้อเท็จจริงชัดเจนในลักษณะต่อไปนี้ อาจเป็นเหตุให้ลดโทษได้

1. ไม่มีเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง เช่น การกระทำผิดเกิดจากความเข้าใจผิด ความประมาท หรือขาดความรอบคอบ แต่ไม่มีหลักฐานว่าตั้งใจแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

2. ทำไปตามแนวปฏิบัติของหน่วยงานที่ทำกันมา บางครั้งข้าราชการปฏิบัติตามวิธีการเดิมที่หน่วยงานใช้ต่อเนื่องมานาน แม้ภายหลังจะถูกตีความว่าไม่ถูกต้อง ก็อาจถือเป็นเหตุลดหย่อนได้

3. หากลงโทษไล่ออกจะไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง เช่น ผู้กระทำมีประวัติรับราชการดีมาโดยตลอด ทำงานด้วยความสุจริต แต่เกิดความผิดพลาดเฉพาะกรณี ศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ต้องใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2568 วางหลักไว้ว่า แม้ผู้บังคับบัญชาจะต้องยึดตาม “ฐานความผิด” ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไว้ แต่ยังต้องพิจารณา ข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และความร้ายแรงของการกระทำ เพื่อกำหนดโทษให้เหมาะสมและเป็นธรรมในแต่ละกรณี จึงไม่ใช่การ “ชี้มูล = ไล่ออกอัตโนมัติ” 

บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการ คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นความหวังสำคัญของข้าราชการที่อาจทำผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาทุจริต หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง ไม่ได้แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตามแนวทางราชการที่เคยทำกันมา มีประวัติการทำงานสุจริตและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณา “ปลดออก” แทน “ไล่ออก” ซึ่งอย่างน้อยยังคงมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญไว้ดูแลชีวิตหลังพ้นราชการ 

สรุปง่าย ๆ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลว่าทุจริต ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกไล่ออกเสมอไป ผู้มีอำนาจยังสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษเป็น ปลดออกจากราชการ ได้ หากมีเหตุอันควร เช่น ไม่มีเจตนาทุจริต หรือทำไปตามแนวปฏิบัติเดิมของราชการ นี่คือหลักสำคัญของความเป็นธรรมในระบบราชการ เพื่อคุ้มครองผู้ที่อาจ “ทำพลาด” แต่ไม่ได้ “ทุจริตโดยเจตนา” สุจริต ย่อมต้องได้รับความคุ้มครอง แต่ทางที่ดีที่สุด ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตเลย หากเจ้านายสั่งให้ทำสิ่งที่ผิดพลาด ควรต้องแสดงความเห็นโต้แย้งไว้ก่อน เป็นการดีที่สุด

ที่มา ;
nextnewsth