สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Education Empower อบรมครูได้ แต่ถามครูบ้าง

 เป็นที่พูดถึงอย่างออกรส นับแต่การปรากฏขึ้นของโปสเตอร์กิจกรรม Education Empower เรียนรู้เพื่อการสอน สอนเพื่อการเรียนรู้’ และแฮชแท็ก #ชาวเสมารวมใจ สร้างทางเลือกการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียน ฝ่าวิกฤติ COVID-19 ให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ยุค New Normal’  โปรแกรมอบรมครูทั่วประเทศโดยการคัดเลือกวิทยากรจากสถาบันกวดวิชาและเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจากสถาบันเอกชนที่ขายคอร์สพัฒนาครูเป็นหลัก มาอบรมครูในระบบการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 12-28 พฤษภาคม เพื่อเตรียมพร้อมกับการเปิดภาคเรียนใหญ่ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า


เสียงของเหล่าครูและนักการศึกษาต่อโครงการที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ มีการตั้งคำถามร่วมกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือ กิจกรรมนี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจต่อเรื่องการศึกษา และสะท้อนชุดความคิดที่ล้าหลังต่อกระบวนการพัฒนาครู ที่ติดกับวิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้ชนิดที่ว่า มีผู้พูด (วิทยากร) และมีผู้ฟัง (ครู) อย่างตายตัว
 

 

 

มากกว่านั้น กิจกรรมดังกล่าวยังผูกมาพร้อมเงื่อนไขที่บางโรงเรียนมีคำสั่งให้ครูเข้าอบรมและเขียนรายงานด้วยลายมือเพื่อส่งแก่ผู้บริหารโรงเรียน บางโรงเรียนให้ครูเข้าอบรมและรายงานตัวในระบบ (รายงานชื่อ โรงเรียน สังกัด) พร้อมสรุปรายงานการอบรม แม้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะชี้แจงภายหลังว่ากิจกรรมดังกล่าวนั้น ครูสามารถเลือกเข้าเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทว่าในทางปฏิบัติ ครูจำนวนไม่น้อยต้องเข้าอบรมด้วยความจำยอมต่อคำสั่งของผู้บริหารอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

ครูทิวธนวรรธน์ สุวรรณปาล คือหนึ่งในผู้ออกมาตั้งคำถามต่อประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา เขามองว่า ความพยายามในการนำภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันจัดการศึกษา และเป็นทางเลือกให้กับครูนั้นคือเรื่องที่ดี แต่วัฒนธรรมแบบราชการและอำนาจนิยมในระบบการศึกษาต่างหากที่มีปัญหา

สิ่งที่ครูส่วนใหญ่วิตกคือ การยกติวเตอร์ขึ้นมาพร้อมๆ กับคำพูดของ อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่กล่าวว่า 'โรงเรียนกวดวิชาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายครับ ต้องยอมรับความจริงว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ที่เด็กของประเทศนี้ยืนแท่นรับรางวัลระดับนานาชาติ โรงเรียนกวดวิชาอยู่เบื้องหลังนะครับ'

นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของเด็กๆ จริงๆ แล้วคือการเด็กต้องดิ้นรนขวนขวายเรียนพิเศษตามเท่าที่ศักยภาพของตนเอื้อมถึง ไม่ได้เกิดจากการที่โรงเรียนสนับสนุนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งผมมองว่า จริงๆ โรงเรียนก็สนับสนุน แต่พาร์ตใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเด็กโอลิมปิก หรือเด็กที่สอบติดมหาลัยดีๆ ส่วนใหญ่เข้าถึงการกวดวิชาเพราะความพร้อมทางเศรษฐกิจของครอบครัว
 

ขณะเดียวกัน กิจกรรมดังกล่าวยังสะท้อนความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบริบทของครูในโรงเรียนและติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชาที่มีลักษณะการสอนและจุดมุ่งหมายทางการเรียนรู้ต่างกัน

ความมุ่งหมายในการสอนของติวเตอร์นั้นต่างไปจากการเรียนการสอนเพื่อจัดการเรียนรู้ที่ให้เกิดการคิดขั้นสูง มีคุณลักษณะ มีองค์ความรู้ มีสมรรถนะ มีทักษะต่างๆ กับการสอนเพื่อเร่งรัดให้เด็กทำตามเป้าหมาย ทำข้อสอบได้ จำได้ สรุปได้ มันไม่เหมือนกัน

จะดีกว่าหรือไม่ หากกระบวนการอบรมและพัฒนาครูจะเริ่มต้นจากการ ถามครูถึงปัญหาในหน้างานและความต้องการการสนับสนุน โดยมีโรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา หรือกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้อำนวยทรัพยากรตามบทบาทของต้น ไม่ว่าจะ งบประมาณ เครื่องมือ และองค์ความรู้

หรืออย่างโครงการติวเตอร์นี้ หากทำเป็นเพลย์ลิสต์ออกมา แล้วให้ครูเข้าไปดูได้ตามอัธยาศัย คนที่ริเริ่มโครงการก็สามารถเห็นตัวเลขได้ว่าครูเข้าไปดูมากน้อยแค่ไหน ดูอะไรบ้าง เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ทำนั้นไปถึงครูมากน้อยแค่ไหน โดยที่ครูไม่ต้องมาทำรายงาน ทุกคนจะแฮปปี้เมื่อไม่มีการบังคับและเสียดแทงกัน แต่เป็นการฟังการเปิดพื้นที่ให้สนทนากันว่ายังขาดเหลืออะไรแล้วสนับสนุนอะไรกันได้บ้าง
 

 

 

เมื่อรัฐยัดคุณค่า

สร้างเด็กไทยให้เป็น Global Citizen’ คือหนึ่งในหัวข้อการอบรมออนไลน์โดยกระทรวงศึกษาธิการที่ครูทิวสนใจ และหลังจากจบการบรรยาย ครูทิวตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อสื่อที่รัฐกำหนดขึ้นให้ครู

คนพยายามเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่เรียกร้องแต่สิทธิ์ตัวเอง

ข้างต้นคือถ้อยคำบางช่วงตอนจากการบรรยายในหัวข้อ สร้างเด็กไทยให้เป็น Global Citizen’ นำมาสู่คำถามของครูทิวต่อการสื่อสารมุมมองดังกล่าว ว่าในฐานะสื่อหลักที่รัฐจัดให้ครู แท้จริงแล้วรัฐกำลังแฝงชุดคุณค่าบางประการเพื่อเป็นไปตามอุดมการณ์ของรัฐหรือไม่

หรือวิชา 'การหารายได้เสริมยุคใหม่ไม่ใช่ทางเลือกที่คือทางรอด' ซึ่งมันก็ดี ทำให้ครูได้เรียนรู้ เพียงแต่สิ่งที่สื่อออกมานั้น เขาบอกว่า 'ครูต้องพึ่งพาตัวเอง ต้องขวนขวายนะ จะได้รอด จะได้มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องไปเป็นหนี้สหกรณ์' อะไรอย่างนี้ มันกลายเป็นการผลักภาระไปตัวปัจเจกอีกที ว่าทุกปัญหามันต้องแก้ที่ตัวเราสิ ซึ่งการสื่อสารเหล่านี้มันไปลดทอนปัญหาเชิงโครงสร้างหรือคุณค่าบางอย่างในสังคม

การศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร มีเป้าหมายอะไร ต้องการให้ครูเป็นแบบไหน คำถามเหล่านี้ครูทิวมองว่า อาจไม่ใช่หน้าที่ของรัฐหรือใครคนใดคนหนึ่งในการตอบคำถาม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งรัฐ ประชาชน นักเรียน และทุกคนในสังคมสามารถแสดงความคิดเห็นและหาแนวทางร่วมกัน

สำคัญคือ พื้นที่การมีส่วนร่วมเหล่านั้น ต้องไม่ใช้การทำเป็น พิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐ แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างความหมายและส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการศึกษาร่วมกันอย่างแท้จริง

พัฒนาครู - ถามครูบ้าง

เขาไม่เคยถาม... ไม่เคยถามว่าครูต้องการอะไร
แม้ผู้บริหารในบางโรงเรียนจะมองว่าการพัฒนาครูนั้นต้องเริ่มต้นจากการถามความต้องของครู แต่โรงเรียนที่ว่านั้น มีจำนวนน้อยนิดจนแทบนับนิ้วได้

ไม่มีครูคนไหนไม่อยากเห็นการศึกษาดีขึ้น ทุกคนมีความอยากเปลี่ยนแปลง และพร้อมจะพัฒนาตัวเองอยู่แล้ว หากสิ่งที่ทำไปมันมีความหมายและส่งผลต่อการสอนของตัวเองและต่อผู้เรียนจริงๆ

ในปัจจุบัน เราพบเห็นพื้นที่แลกเปลี่ยนปัญหา องค์ความรู้ ไอเดียการสอนมากมายทั้งบนพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อหยิบยืมและต่อยอดการเรียนการสอนในหน้างานของตนเอง ซึ่งเหล่านี้ครูทิวมองว่าสามารถช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของครูได้เช่นเดียวกัน

อีกหนึ่งข้อคิดเห็นของครูทิวต่อกระบวนการพัฒนาครู นั่นคือ บทบาทของสถาบันครุศึกษาและศึกษาศาสตร์ที่เป็นแหล่งรวมรวบองค์ความรู้ทางวิชาการจำนวนมาก ทว่าในความเป็นจริง สถาบันเหล่านี้กลับเหินห่างและไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมต่อสถานการณ์ปัญหาการศึกษาและความล้มเหลวของระบบ

หนึ่ง - สถาบันเหล่านี้คือแหล่งองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงวิชาการต่างๆ

สอง - งานที่เป็นข้อค้นพบเชิงปฏิบัติหน้างาน อยู่ที่โรงเรียน ทำไมกระทรวงไม่นำสองส่วนนี้มาร่วมมือกัน ทั้งที่สถาบันครุศึกษาและศึกษาศาสตร์ในประเทศไทยก็มีงานบริการวิชาการอยู่แล้ว และส่งนิสิตนักศึกษามาไปฝึกประสบการณ์ที่โรงเรียนอยู่แล้ว หรืออาจารย์ก็ต้องมาเก็บข้อมูลจากโรงเรียนอยู่แล้ว

ดังนั้น ทำไมจึงไม่นำจุดแข็งทางด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยและการปฏิบัติงานของโรงเรียนมาพบกันเพื่อพัฒนาทั้งองค์ความรู้วิชาการและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้มาสู่โรงเรียน สู่การปฏิบัติ และนำไปสู่ข้อค้นพบใหม่ๆ เชิงวิชาการร่วมกัน

ปลดแอกครู

โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย - คือหนึ่งในข้อเรียกร้องของครูและนักเรียนจากขบวนการเคลื่อนไหวทางการศึกษาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในทางกลับกัน แล้วโรงเรียนไม่ปลอดภัยอย่างไร ครูเผชิญกับหน้างานแบบไหน และผลกระทบที่จะเกิดกับนักเรียนล่ะ - เราคาดเดาได้หรือ?

หนึ่ง - หากมีนโยบายหรือคำสั่งอะไรลงมา ครูไม่กล้าตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นที่จะไปขัดกับสิ่งที่ผู้มีอำนาจสั่งมา เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นคนไม่น่ารัก ไม่มีความดีความชอบ ครูจึงต้องอยู่ใน comfort zone ของตัวเองเพื่อความมั่นคงของการงานและรายได้

สอง - ถ้าครูทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น มันอาจหมายถึงความโดดเดี่ยว ครูไม่มีพวก และถูกตีตราเป็นพวกต่อต้าน หลายคนที่ไม่ได้มีอำนาจภายในมากพอ เขาก็จะต้องเกาะกุมกับสิ่งที่เป็นอยู่เดิมไว้ ไม่กล้าจะก้าวไปเปลี่ยนแปลง

สาม - ครูจะสอนนอกเหนือจากหลักสูตร จากหน่วยงานเรียน จากแบบเรียนได้ไหม? จริงๆ แล้วทำได้ แต่ทำไมครูส่วนใหญ่ไม่ทำ นั่นเพราะว่า ครูต้องดิ้นรนเองทั้งหมด แล้วถ้าหากครูคนอื่นไม่เอาด้วยก็ซวยอีกเพราะไม่ได้สอนอยู่คนเดียว เขาจึงต้องตามน้ำหรือตามเสียงส่วนใหญ่ไป

ปลายทางของสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ของเด็กที่ทุกอย่างล้วนมีคำตอบตายตัว การตั้งคำถามหรือวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์จึงกลายเป็นอัมพาต ครูไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เพราะความกลัว นักเรียนจึงถูกกดซ้ำอัตโนมัติตามสายพานอำนาจที่เคลื่อนจากบนสู่ล่าง

ก่อนจะพัฒนาครู เริ่มต้นจากการปลดแอกครูก่อนครับ ครูทิวทิ้งท้าย

อ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์ 14 พ.ค. 2564

สรุปสาระสำคัญ

กล่าวถึงโครงการอบรมครู Education Empower ช่วง COVID โดยใช้วิทยากรจากสถาบันกวดวิชาและเอกชนเพื่อพัฒนาครู ก่อนเปิดเทอมในยุค New Normal เกิดเสียงวิจารณ์ว่าขาดความเข้าใจต่อการพัฒนาครู ยึดรูปแบบถ่ายทอดแบบบนลงล่าง ครูเป็นผู้รับความรู้ มีเงื่อนไขบังคับบางโรงเรียน ต้องอบรม รายงานผล สะท้อนวัฒนธรรมราชการ แม้รัฐบอกสมัครใจ แต่ปฏิบัติจริงถูกบังคับ ครูทิวชี้ว่าปัญหาไม่ใช่ความร่วมมือเอกชน แต่คืออำนาจนิยมในระบบ การยกติวเตอร์เป็นตัวอย่างความสำเร็จอาจทำให้มองว่าการเรียนรู้ขึ้นกับการติวและฐานะเศรษฐกิจ ติวเตอร์เน้นสอบ ส่วนครูควรพัฒนาทักษะคิดขั้นสูงและสมรรถนะ ไม่ใช่เพียงทำข้อสอบ เสนอให้เริ่มจากถามครู และให้เลือกเรียนรู้ยืดหยุ่น เช่น เพลย์ลิสต์ ไม่ต้องรายงาน วิจารณ์การสื่อสารรัฐที่แฝงค่านิยมโยนความรับผิดชอบสู่ปัจเจก เสนอการบูรณาการมหาวิทยาลัยกับโรงเรียน เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วม เรียกร้อง ปลดแอกครู สร้าง พื้นที่ ปลอดภัย ลด อำนาจ ควบคุม เพื่อ พัฒนา การศึกษา อย่าง แท้จริง โดย สรุป ว่า ต้อง เปลี่ยน จาก ระบบ สั่งการ เป็น การ ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อ ยกระดับ คุณภาพ ผู้เรียน และ ลด ความเหลื่อมล้ำ ใน ระบบ การศึกษาไทย โดย ย้ำ ความสำคัญ ของ การ รับฟัง เสียงครู เชื่อมโยง ทฤษฎี กับ ปฏิบัติ และ สร้าง นโยบาย ที่ ตอบโจทย์ บริบท จริง ของ โรงเรียน เพื่อให้ เกิด การ พัฒนาครู อย่าง ยั่งยืน และ มี ความหมาย ต่อ ผู้เรียน จริงๆ สำคัญ

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเด็นสำคัญที่สุดของบทความคือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนครูในระบบ
ข. การพัฒนาครูแบบมีส่วนร่วมและลดอำนาจนิยม
ค. การขยายโรงเรียนกวดวิชา
ง. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นการวิจารณ์ระบบพัฒนาครูแบบสั่งการ และเสนอการมีส่วนร่วมมากขึ้น

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตามบทความ
ก. ครูไม่สนใจพัฒนา
ข. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน
ค. ระบบสั่งการและอำนาจนิยมในองค์กรการศึกษา
ง. ขาดเทคโนโลยีในห้องเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาหลักคือโครงสร้างอำนาจที่ควบคุมครูจากบนลงล่าง

ข้อ 3

เหตุใดการใช้ติวเตอร์อบรมครูจึงถูกวิจารณ์
ก. ติวเตอร์ไม่มีความรู้
ข. ติวเตอร์สอนช้าเกินไป
ค. แนวคิดต่างจากการพัฒนาทักษะคิดขั้นสูงของครู
ง. ติวเตอร์ไม่สามารถสอนออนไลน์ได้

เฉลย: ค
เหตุผล: ติวเตอร์เน้นสอบ ไม่เน้นทักษะคิดขั้นสูงเหมือนเป้าหมายการศึกษา

ข้อ 4

ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่บทความเสนอ
ก. เพิ่มการสอบครู
ข. ลดจำนวนครู
ค. ให้ครูเลือกเรียนรู้ตามอัธยาศัย
ง. เพิ่มรายงานการอบรม

เฉลย: ค
เหตุผล: เสนอให้ครูเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ไม่บังคับรายงาน

ข้อ 5

“ปลดแอกครู” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ลดเงินเดือนครู
ข. ลดภาระงานเอกสาร
ค. ลดอำนาจควบคุมและเพิ่มเสรีภาพทางวิชาชีพ
ง. ย้ายครูออกนอกระบบ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นลดอำนาจสั่งการ ให้ครูมีอิสระในการพัฒนา

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อนปัญหาการอบรมครูตามบทความ
ก. ครูเลือกอบรมได้อิสระ
ข. ไม่มีการอบรมเลย
ค. มีการบังคับและรายงานผล
ง. อบรมเฉพาะผู้บริหาร

เฉลย: ค
เหตุผล: มีการบังคับอบรมและรายงาน แม้รัฐบอกสมัครใจ

ข้อ 7

บทบาทของมหาวิทยาลัยควรเป็นอย่างไรตามบทความ
ก. แยกตัวจากโรงเรียน
ข. เน้นวิจัยอย่างเดียว
ค. ร่วมมือกับโรงเรียนสร้างองค์ความรู้
ง. สอนเฉพาะนักศึกษาครู

เฉลย: ค
เหตุผล: เสนอการบูรณาการระหว่างวิชาการและการปฏิบัติ

ข้อ 8

การสื่อสารของรัฐที่ถูกวิจารณ์คือข้อใด
ก. โปร่งใสเกินไป
ข. แฝงค่านิยมโยนภาระให้ปัจเจก
ค. ไม่มีข้อมูล
ง. ใช้ภาษายากเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: รัฐผลักความรับผิดชอบให้บุคคลแทนโครงสร้าง

ข้อ 9

ผลกระทบต่อผู้เรียนจากระบบเดิมคือข้อใด
ก. เรียนรู้เชิงวิพากษ์มากขึ้น
ข. มีคำตอบตายตัวและขาดการตั้งคำถาม
ค. มีทักษะชีวิตสูงขึ้น
ง. เรียนรู้แบบอิสระ

เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบอำนาจทำให้การเรียนรู้ไม่เปิดกว้าง

ข้อ 10

แนวคิดการพัฒนาครูที่เหมาะสมที่สุดตามบทความคือ
ก. สั่งการจากส่วนกลาง
ข. เน้นเอกชนเป็นหลัก
ค. ฟังครูและพัฒนาร่วมกันทุกภาคส่วน
ง. เพิ่มการสอบวัดผลครู

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย โดยเริ่มจากเสียงครู

ความเห็นของผู้ชม